@หลักสูตรพุทธปัญญาตรี,โท,เอก @ไม่มีสอนในโรงเรียน @ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย @เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาของมนุษย์ที่ประเสริฐและครอบคลุมความจริงสูงสุด @คือความไม่รู้เหตุแห่งทุกข์และความไม่รู้ทางออกจากทุกข์ @สัจจะนี้เป็นวิทยาศาสตร์ @มีลำดับ มีต้น มีกลาง มีปลาย @ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา @ไม่ขึ้นอยู่กับภาษา @ไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ @ไม่ขึ้นอยู่กับการนับถือใดๆ @ไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ใดๆในโลก @สิ่งนั้นเรียกว่า "จิต" เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง @เชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ @มีความลุ่มลึกยิ่งกว่านิยายยูโทเปีย UTOPIA แต่เกิดจริง มีจริง แล้วในโลก
@หลักสูตรพุทธปัญญาตรี,โท,เอก @ไม่มีสอนในโรงเรียน @ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย @เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาของมนุษย์ที่ประเสริฐและครอบคลุมความจริงสูงสุด @คือความไม่รู้เหตุแห่งทุกข์และความไม่รู้ทางออกจากทุกข์ @สัจจะนี้เป็นวิทยาศาสตร์ @มีลำดับ มีต้น มีกลาง มีปลาย @ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา @ไม่ขึ้นอยู่กับภาษา @ไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ @ไม่ขึ้นอยู่กับการนับถือใดๆ @ไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ใดๆในโลก @สิ่งนั้นเรียกว่า "จิต" เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง @เชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ @มีความลุ่มลึกยิ่งกว่านิยายยูโทเปีย UTOPIA แต่เกิดจริง มีจริง แล้วในโลก

อภิธานศัพท์ (Glossary) จัดเป็นฐานข้อมูลด้านโลกุตระที่สมบูรณ์ที่สุดที่คัดมาจากหนังสือ คำเทศน์ ฯ..

คู่มือการค้นหาอภิธานศัพท์อโศก หรือ ห้องสมุดโลกุตระ 50 ปี

เอกสาร : https://docs.google.com/document/d/1HLGedxqTAOTOTQKGbO6M4qMremQ8K1jBWKRYDDt6MRQ/edit

วีดีโอ Loom 2 : https://www.loom.com/share/e824e62ec1eb4567848e94af124a7ed5

วีดีโอ Loom 1https://www.loom.com/share/2445744a08e74bca95d2f1d2a0526044

วีดีโอ YouTube : https://youtu.be/QyXcGmzhLmk

 

 

อภิธานศัพท์ (ทั้งหมด) พบ 19,460 รายการ

"ไม่ขอตอบใดๆ"จะเป็นคำที่สำคัญต่อไปในอนาคต

รายละเอียด

คำนี้จะเป็นคำที่สำคัญต่อไปในอนาคต คำนี้มันเกิดมาในตัวเอง   ไม่ได้เจตนาจะทำให้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่เก่งกล้าเป็นคำคมคายอะไรหรอก มันเป็นตามสัจธรรมที่มันต้องเกิดต้องมี ต้องเป็น เป็นอะไรก็ติดตามกันไปศึกษากันไปดู แล้วจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร 

ที่มา ที่ไป

รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราช วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2563


เวลาบันทึก 19 กันยายน 2563 ( 09:21:24 )

0 กับ 1 สภาพเชิงซ้อนที่เป็นอันเดียวกัน

รายละเอียด

ความจริงแล้ว 0 กับ 1 เป็นนัย สภาพเชิงซ้อนที่เป็นอันเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่า เรายังมีภาวะรับรู้เแล้วก็เป็นหนึ่ง ถ้าเราไม่รับรู้อะไร อยู่ว่างๆ การอยู่ว่างๆนี้ ยากกว่าการดับ การอยู่ว่างๆ โดยที่เราไม่ให้ดับแต่ให้ว่างๆ ขนาดหลับตาอยู่ว่างๆยังยากเลย ลืมตานี่ แล้วคุณก็ทำจิตว่างๆ กระทบอะไรแล้วก็ไม่ต้องรับรู้อะไรเฉยๆ อยู่ว่างๆอย่างลืมตาสว่าง อะไรก็มี กระดึ๊บกระดึ๊บ กระทบสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจ แต่คุณไม่รับรู้อะไรเลย มันยากกว่า ลองฝึกดูสิ ลองทำดู มันฝึกยาก เรื่องของจิตใจนี้มันมีความละเอียดมากมาย อาตมาเห็นว่ามันจะต้องบอกกัน เพราะเป็นเรื่องของมนุษยชาติที่มีจิตใจ และก็ต้องเรียนรู้ แล้วสามารถทำได้ เข้าใจได้ แล้วคุณก็เลือกเอาว่าจะเอายังไหนอาตมาบอกนี้ไม่ได้บังคับว่าจะต้องมาเอาอย่างเรา แต่จะไม่ให้เราบอกว่าอย่างเรานี่ดีกว่ามันก็ต้องพูด จะไม่ให้บอกว่าอย่างเรานี่ดีกว่ามันก็ไม่ได้ เราก็ต้องบอกว่าอย่างนี้ดีกว่า เพราะถ้าไม่ดีกว่าเราจะมาอยู่ฝั่งนี้ทำไม ถ้าอยู่อย่างโน้นดีกว่าแล้วมาอยู่ฝั่งนี้ คุณจะบ้าหรือเปล่า มันก็ต้องเป็นสัจจะ เราก็ต้องสื่อออกไป ว่าอย่างนี้เหนือกว่าดีกว่า จะไม่ให้เราไม่พูดไม่ได้ เราก็ต้องพูดความจริง จะหาว่าเรายกตน ก็เราทำจริงจะหาว่าเรายกตน จะทำอย่างไร เราก็ต้องอยู่ในสิ่งที่ยก จะไปอยู่ในสิ่งที่ตกต่ำทำไม มันก็เป็นสัจธรรมแท้ๆจะเป็นเช่นนี้ 

ที่มา ที่ไป

รายการพุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2563


เวลาบันทึก 07 กันยายน 2563 ( 09:27:56 )

0 เป็นนิพพานหมดพิษภัย

รายละเอียด

เรามาเข้าสู่สภาพนิพพานกันดีกว่า ธาตุที่เป็นวงกลมเป็นตัว 0 เป็นนิพพานหมดพิษภัย จะรู้ก็รู้เต็ม จะถือว่าไม่รู้เลยก็ได้ อย่างอาตมาทุกวันนี้ใช้ความไม่รู้เลยกับพวกเราเยอะ เพราะอาตมาไม่จ่ายแคลอรี่พวกนี้ ให้พวกเรารับแบกหามไป เช่น วันนี้ขี้กี่ครั้ง คนไหนช่วยจำก็จำไป วันนี้กินข้าวหรือยัง กินแล้วก็ใช่ ให้กินก็กินก็จัดมาให้แล้วกัน อะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่เหมือนไร้สาระ แต่อาตมาอาศัยสิ่งนี้อยู่ อย่าเลียนแบบนะคุณยังไม่ใช่ฐานะไปเลียนแบบก็ตายเปล่า ทำไม่ได้ อาตมามีสิ่งแวดล้อมเป็นเหตุปัจจัยก็เลยทำได้ มาพูดถึง สิ่งที่แจ็คหม่าก็ดี ทรัมป์ก็ดี คิมจองอึนก็ดี เป็นตัวละครของโลกตอนนี้ ไทยเราพวกเรานี่แหละ พูดกันรู้เรื่องก็ศึกษากันไป สังคมสิ่งแวดล้อมพวกเราจะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ศึกษา เป็น phenomena สื่ออธิบายใช้ศึกษากัน พูดถึงเรื่องความสะอาดกับความสกปรก ความบริสุทธิ์กับความสกปรก สกปรกน้อยลงๆๆ จนกระทั่ง เข้าไปหาความสะอาดบริสุทธิ์มันจึงยากขึ้นๆ ที่จะรู้ เพราะฉะนั้นเราจะสามารถอ่านจิตเราเองที่สะอาดจากกิเลส จึงต้องศึกษาจริงๆ จะไปโมเม อย่างไม่มีสัมผัสรู้ของตัวเอง คุณทำไม่ได้หรอก ถ้าไม่ศึกษาเรียนรู้จริงๆ ยิ่งเป็นนามธรรม ที่ใช้ภาษาบาลีว่าอัตตา ภาษาไทยว่าตัว หรือตน

ที่มา ที่ไป

รายการพุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช วันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2561


เวลาบันทึก 23 มกราคม 2564 ( 12:22:25 )

1 นี้คือยังมีความสุข 2 คือหมดสุขหมดทุกข์

รายละเอียด

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ เทว คำว่า 2 เทวคำนี้พยัญชนะแปลว่า 2 เพราะฉะนั้นจะยิ่งใหญ่เท่าไหร่ก็ 2 แต่เขาปิดประตู 2 ห้ามแตะหน้าพระเจ้ามี 1 เดียว อย่าไปแย้งว่ามี 2 ไม่ได้เลยนะต้องมี 1 เท่านั้น เขาก็เลยแยก 2 นี้ออกไม่ได้เลยเมื่อแยก 2 ไม่ได้เลยคุณก็ทำ 1 ไม่ได้ 1 นี้คือยังมีความสุข 0 คือหมดสุขหมดทุกข์ 0 คือหมด 2 คือหมดสุข ทุกข์ 

ที่มา ที่ไป

รายการพุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช วันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2563


เวลาบันทึก 13 พฤศจิกายน 2563 ( 12:04:28 )

10 ล้านคนที่ออกมาช่วยกันแสดงมวลเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

รายละเอียด

สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็นำกำลังพลมาสมทบ มาตั้งหลักตั้งแต่ สถานีรถไฟสามเสนแล้วเคลื่อนขบวนมาสู่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พวกเราก็อยู่แล้วก็มาสมทบ พอเคลื่อนมาประชาชนก็คึกคัก รวมกันจนกระทั่งเขาว่าเป็น 10 ล้านเต็มไปหมดในประเทศไทย แล้วสุเทพเขาจบรัฐศาสตร์ด้วย ปริญญาโท ก็เลยทำอะไรได้ถนัดมือ ก็เกิดวิธีการที่เข้าท่า ก็เลยรวมพลได้ตั้งโอ้โห.. ประมาณเป็น 10 ล้านซึ่งไม่เคยมีในโลก ประชาชนมาด้วยความสงบ ออกมาช่วยกันแสดงมวล แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มันสงบทั้งนั้นเลย เรียบร้อยหมดเลย มันถึงจะแสดงทั้งปริมาณของประชาชน ทั้งคุณภาพของความสงบเรียบร้อย เอาความจริงมายืนยัน

ที่มา ที่ไป

พ่อครูแสดงธรรมรายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เป็นคนจนแบบเป็นไท จึงมีประชาธิปไตยดีสุด

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก


เวลาบันทึก 20 มีนาคม 2564 ( 14:54:45 )

15 ปีเท่านั้นของการเปิดตัวทางการเมืองมานับตั้งแต่ พ.ศ. 2549

รายละเอียด

พ.ศ. 2549 ก็ 15 ปีผ่านมา 

15 ปีเท่านั้น อาตมาเปิดตัวทางการเมืองมา 15 ปีเท่านั้น ขอยืนยัน ก็บอกต่อไปว่ายังจะมีรายละเอียดของเรื่องการเมืองอีกที่อาตมายืนยันว่าเป็นนักการเมืองประชาธิปไตยอย่างพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นโลกุตรธรรมแม้แต่ในเมืองไทยก็เป็นโลกุตระ แต่ยังไม่เต็มรูป ยังไม่ออกไปเท่าที่ควร อาตมาก็จะต้องทำต่อ อาตมาจะเป็นตัวนามหรือธรรมะ ผู้ที่ทำการเมืองจะต้องเป็นฆราวาสเป็นรูป สำหรับนักบวชก็ได้ประมาณหนึ่งที่พวกเราทำขนาดนี้ ไม่ได้หลบหน้าหลบตาแต่ออกมาพูดแต่รู้เขตขีดว่านักบวชควรอยู่ประมาณไหน สำหรับฆราวาสนั่นแหละจะไปออกบทบาท แม้นักบวชก็ไม่ไป แบบศรีลังกาที่เข้าไปเป็นส.ส.นั่งในสภากัน จะไม่ไปถึงขนาดนั้น เป็นแต่เพียงว่าจะเป็นปุโรหิต ให้คำปรึกษาเลือกข้างที่ถูกต้องมากที่สุดแหละ

ที่มา ที่ไป

พ่อครูแสดงธรรมรายการวิถีอาริยธรรม  ทำไมพ่อครูพาชาวอโศกลงสู่สนามการเมือง วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2564 ที่บ้านราชฯ


เวลาบันทึก 19 กุมภาพันธ์ 2564 ( 05:38:01 )

3 ข้อแรกในวิโมกข์ 8 เป็นไฉน

รายละเอียด

บูชาด้วยน้ำด้วยไฟ โอ๊ยไปกันใหญ่เลย บูชาด้วยเดรัจฉานวิธี เดรัจฉานกถา ต่างๆ เพราะไม่รู้ความเป็นสัตตาวาส 9 ไม่รู้จักกาย ไม่รู้จักสัญญา ไม่รู้จักเวลาปฏิบัติ เวลาปฏิบัติก็ต้องมี วิญญาณเป็นฐีติ มีวิญญาณตั้งอยู่ ดับวิญญาณอีก ไม่รู้เรื่อง วิญญาณต้องมีครบรูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่ดับรูป จะต้องมีรูปี จะต้องมีรูป แล้วเราจะเป็นรูปานิ เป็นผู้จะต้องรู้รูป ก็ไม่มีวิโมกข์แล้ว

     วิโมกข์ 2 จะต้องรู้ภายนอกภายใน อัชฌัตตัง พหิทธา ต้องรู้ต้องเห็น ต้องกำหนดรู้ทั้งภายนอกจนกระทั่งไปถึงภายในเป็นรูปจนกระทั่งถึงภายในเป็นอรูป  ก็ไปเข้าใจผิด เป็นอสัญญี จะต้องไม่มีสัญญา ทั้งๆที่อรูปสัญญี อรูปไม่ควรจะเขียนต่อกับสัญญี อรูปก็คือจาก รูปมาเป็นอรูป สัญญีคือผู้มีสัญญา รูปีคือผู้มีรูปสัญญีคือผู้มีสัญญา

     ผู้มีสัญญาต้องกำหนดรู้ตั้งแต่ภายนอก เห็นปัสสติ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอกโก พหิทธา รูปาณิปัสสะติ ไม่มีวิโมกข์ ผิดหมด สุพรรณเตวะ อธิมุตโตโหติ สิ่งที่น่าได้น่ามี น่าทำเป็นที่สุด

สุภอัณตะ เอวะ ที่น่ารักน่าได้น่ามีน่าเป็น เป็นที่สุด อัณตะ   คือภาวะอย่างนั้นทำอันนั้นให้มันถูกต้อง

ให้มันเป็นอธิโมกข์ จิตจะได้ไปถูกทาง จิตจะได้โน้มน้อมเข้าหาทิศทางนิพพาน อธิมุตโต หรืออธิโมกข์ไม่มีเลย วิโมกข์ 3 ล้มเหลวหมด เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปหวังวิโมกข์อีก 4 อีก 5  4 คืออรูป 5 คือสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็เลยกลายเป็นผิดตั้งแต่วิโมกข์ 3 ก็ไม่มี ก็หลับหูหลับตาอะไรไป เสร็จแล้วก็ปั้นอากาศปั้นวิญญาณ อยู่ในภพ อรูปฌาน ไปกันใหญ่ ฌานของพระพุทธเจ้าเป็นฌานลืมตา ฌานของพระพุทธเจ้าเป็นพลังงานไฟเผาผลาญราคะ

     กายจะต้องมีรูปนาม ทั้งภายนอกภายใน มีธรรมะ 2 ไม่เป็นสักอย่าง กลายเป็นรูปภายนอก ตัดนามธรรมทิ้งเลย ไม่เกี่ยวกัน อ้าว เจ๊งเลย ธรรมะหนึ่งคือไปตัดตอนเค้าทิ้ง ไปหั่นธาตุรู้ไปหั่นชีวะ มันเลยกลายเป็น กายก็ส่วนนึงเลย จิตก็ส่วนนึงเลย ทำงานร่วมกันไม่ได้

ปฏิบัติก็ส่วนนึงเลย ปฏิบัติข้างนอกก็ส่วนนึงเลย คนละพวกเลย คนละหน้าที่คนละเวลา

     รูปีความเป็นรูป รูปานิผู้มีรูป ผู้ที่จะต้องเห็นรูป รูปานิ รูปีสภาพที่เห็นรูป มีรูปอันนั้นเป็นอันนั้น สัญญีมีสัญญาณอันนั้นมีการกำหนดรู้อย่างนั้น รูปคือสภาพนี้ สัญญีคือสัญญานี้  รูปานิคือผู้มีสัญญา ผู้ที่จะต้องรู้รูปนี้ เพราะฉะนั้นพอมา วิโมกข์ที่ 2 อัชฌัตตังคือภายใน อรูปสัญญี

ต้องรู้อรูปภายใน สัญญีคือผู้มีสัญญา มีความเป็นรูป ผู้มีสัญญามากำหนดรู้ ตั้งแต่รูปภายนอก พหิทธา รูปานิ จะต้องรู้รูป กับรูปภายนอก ด้วยปัสสติ ด้วยการเห็น แล้วก็ค่อยๆเห็นลึกเข้าไปหารูป แล้วก็เข้าไปหาอรูป สัญญาต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ไปดับสัญญา

ต้องรู้ทั้งรูป 24 เป็นรูป 28 ไม่ขาดจากกันจากรูปภายนอก 4 และรูปภายใน 24 ไม่ขาดจากกัน เป็น อิทัปปัจจยตา ปฏิสัมพัทธ์กันตลอดเวลา รูป 24 ภายนอกเขาไม่พูดกันเลย ถ้าไม่รู้จักรูป 24 แล้วจะปฏิบัติยังไง ไปหลับตาก็มีนามอยู่ในภพ รูปคุณทิ้งหมดเลย อย่างอภิธรรมก็ไปท่องกัน ไปเน้นเจตสิก จิต 89 กับ 121  อันนี้ไม่ศึกษาไม่เอาเป็นตัวอย่าง ไม่มีทางที่จะไปรู้นาม จิต 89 จิต 121 คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรู้เลย เพราะคุณเองมันขาดตอนแล้ว

    

ที่มา ที่ไป

พ่อครูสนทนาธรรมยามเช้ากับปัจฉาฯ วันที่ 13 มิถุนายน 2561
สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน วิโมกข์ 8 อธิบาย 3 ข้อแรก

    


เวลาบันทึก 15 กุมภาพันธ์ 2564 ( 15:30:33 )

3 ญานสุดท้ายของวิชชา 8 คือเตวิชโช

รายละเอียด

ข้อที่ 5 คือ เจโตปริยญาณ 16 

ข้อที่ 6, 7, 8 อีก 3 ญาณ คือ บุพเพนิวาสานุสติญาณ, จุตูปปาตญาณ, อาสวักขยญาณก็เป็น “เตวิชโช” ใช้เป็นการทบทวน ของเก่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ เมื่อวานนี้ เราไปทำอะไรอะไรเกิดกิเลสเกิด เกิดจากเหตุอย่างไรมากหรือน้อยรู้ทันไหม รู้ทัน ทำให้กิเลสลดได้หรือไม่หรือลดไม่ได้คุณก็ตรวจสอบกิเลสมันกินเรา เจาะลึกย้อนไป 2 วัน 3 วันก็ระลึกไปมันเกิดหรือดับอย่างไร จุตูปปาตญาณ ดับได้หรือไม่ ดับสนิทหรือไม่ เกิดมากกว่าดับอย่างไร “จุตูปปาต” คือเกิดกับดับ “จุติ” แปลว่าตาย “อุบัติ” แปลว่าเกิด อันไหนตายได้ อันไหนเกิดอยู่ เหตุและปัจจัยเกิดและตาย คุณทำได้หรือไม่ ถึงขั้น อาสวะขยะ สิ้นอาสวะได้หรือไม่ นี่คือ “เตวิชโช"

ที่มา ที่ไป

พ่อครูแสดงธรรมรายการวิถีอาริยธรรม ดับชาติ 5 ด้วยวิชชา 8
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2564 ที่บ้านราชฯ


เวลาบันทึก 20 กุมภาพันธ์ 2564 ( 17:59:54 )

3 ตระกูลใหญ่ ปัญญา ศรัทธา วิตกจริต

รายละเอียด

พวกวิตกจริตจึงวนเวียนซ้ำซากกว่าจะจบ 80 อสงไขย ศรัทธาก็ยังยาวนาน ไม่มีปัญญารู้ละเอียดลออ ถ้ามีปัญญารู้ละเอียดลออก็เร็วที่สุด ไม่ใช่พระพุทธเจ้ามาชมเชยตัวเอง แต่มันเป็นสัจธรรม แม้เราจะเป็นตระกูลศรัทธา เราก็ต้องมาใช้ตระกูลปัญญา จนกระทั่งคุณจะเปลี่ยนตระกูลจากศรัทธามาเป็นปัญญาก็ได้ เปลี่ยนได้แต่นานหน่อย ถ้าอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยน คุณก็เอาที่เปลี่ยนตะกูลก่อนจะจบปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่คุณจะไม่เปลี่ยนตระกูลคุณเป็นศรัทธาตระกูล คุณก็ปรินิพพานได้มันก็จบเหมือนกัน หรือเป็นผู้หญิง อยากจะเปลี่ยนตระกูลมาเป็นผู้ชายก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่เปลี่ยนก็ปรินิพพานปริโยสานได้ อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร แต่โพธิสัตว์นี้ต้องเรียนรู้หมด เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย เป็นพีชะ เป็นสัตว์ เป็นจิตเรียนหมด โพธิสัตว์เรียนรู้ครบรอบหมดจึงจะมาบอกคนอื่นได้ครบ ที่พูดนี้เป็นโพธิสัตว์จริงไม่ได้เอาคำคนอื่นมาพูด เอาความรู้ของตัวเองเอามาอธิบาย อาตมาจะอธิบายโดยไม่มีอะไรมาอธิบายมันก็เละเทะ เลอะเทอะ คนฟังก็จะรู้เองว่าเป็นการสับสนวนเวียนวุ่นวาย แต่นี้มันเป็นระบบมันเป็นระเบียบ หมุนรอบเชิงซ้อนที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่พูดนี่ไม่อยากชมตัวเอง พูดไปเดี๋ยวกลายเป็นชมตัวเองมากไป 

ที่มา ที่ไป

พ่อครูแสดงธรรมรายการพุทธศาสนาตามภูมิ  วิธีจบนิยาม 5 จบนิยายของตนอย่างนิรันดร วันจันทร์ที่ 26 เมษายน 2564 ที่บวรราชธานีอโศก


เวลาบันทึก 20 พฤษภาคม 2564 ( 05:31:16 )

4 RE ในการแยกขยะจนเป็นเศรษฐี

รายละเอียด

reuse เขาไม่ใช้เราก็เอาไปใช้อีกได้

repair บางอย่างชำรุดก็เอาไปใช้ซ่อมแซม 

recycleคือ เอาไปหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่

reject มันไม่สามารถเอาไปใช้ได้อีกก็ต้องเอาไปทิ้ง

ยังจะมีการวิจัยอีกเยอะที่ต้องทำเกี่ยวกับขยะ 

ตอนนี้ทำขยะกันจนเป็นเศรษฐีกันหลายคนแล้ว เป็นคนร่ำรวยไปหลายคนแล้วโดยจัดการเรื่องขยะนี่แหละอย่างคุณสมไทย มีตั้ง 200 กว่าโรงงานขยะเผยแพร่ไปถึงต่างประเทศ เดี๋ยวนี้เป็นเศรษฐีขยะ ต่างประเทศก็มี 

ที่มา ที่ไป

พ่อครูแสดงธรรมรายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 25

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก 


เวลาบันทึก 20 กุมภาพันธ์ 2564 ( 04:48:19 )

4 คำที่มี ติปภัง คือแรงกล้า 

รายละเอียด

ถ้ารู้ว่าใครเป็นพระพุทธเจ้าใครเป็นสัตบุรุษ แต่ก่อนไม่รู้ แต่พอรู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าคุณก็จะละอายที่ไม่ดีคุณเคยละลาบละล้วง คุณจะละอายมีเกรงกลัว มี 4 คำคือ 1. ละอายอย่างแรงกล้า 2. เกรงกลัวอย่างแรงกล้า 3. จะรักอย่างแรงกล้า 4. จะเคารพอย่างแรงกล้า ซึ่ง 4 คำนี้จะต้องขยายความ ความจริง ก็พอเข้าใจได้ใช่ไหม 

ละอายอย่างหนึ่ง กลัวอย่างหนึ่ง รักอย่างหนึ่ง เคารพอย่างหนึ่ง มันไม่เหมือนกันนะ อย่างแรงกล้าทั้งนั้นเลย 

มีคำว่า “ติปภัง” คือแรงกล้า 

ที่มา ที่ไป

พ่อครูแสดงธรรมรายการพุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาเอกีภาวะประชาธิปไตยโลกุตระ

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ที่บวรราชธานีอโศก


เวลาบันทึก 23 กุมภาพันธ์ 2564 ( 13:52:29 )

4 วิ ที่ควรขจัดไปจากชุมชนเพื่อให้เกิดความสุขสบาย

รายละเอียด

ที่เป็นชุมชนที่มีความสุขสบาย (สัปปายะ) เช่นนั้นได้ เพราะขจัดสิ่งที่ไม่ดีเพียง 4 วิ คือ

1. วิปลาส 7 (สัญญา จิตตะ ทิฐิ / เห็น ไม่เที่ยงว่าเที่ยง, เป็นทุกข์ว่าสุข, ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน, ไม่ดีงามว่าเป็นดีงาม ผู้ที่เข้าใจชัดแล้วพ้นวิปลาสได้แล้วก็สบาย 

2. วิปริต (แปรปรวนเป็นอื่นไปจากความสงบสุข) มันฟุ้งซ่านมันกระเซ็นกระสายไป มันไม่ลงตัว มันไม่อยู่สมบูรณ์แบบ ไปจากความสงบสุข มันมีอะไรที่ทิ่มแทงอะไรที่เป็นทุกข์กระแทกกระทุ้งออกมา มันก็วิปริตไปตามฤทธิ์แรงของสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยนั้นๆ 

3. วินาศ (ย่อมพังทลาย เสื่อมไป) อะไรควรให้วินาศอะไรควรให้เสริมไปเราก็รู้จักภาวะนั้นจริงๆ จะเป็นสภาวะเป็นอาการเป็นกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ให้มันสลายไปให้มันเสื่อมไป ให้มันไม่มีในสิ่งนั้น วินาศ

4. วิสันตโร (หาความหยุดไม่ได้ สงบไม่ได้ จึงวุ่นวายตลอด) ฟังแล้วเหมือนกับมันเสียหาย แต่ที่จริงในตัวของมันจริงๆแล้วมันมีความซ้อนอยู่ในที ผู้ที่สมบูรณ์แบบต้องตรวจสอบให้ดีจริงๆเลย วิ กับ สันตระ 

คือ จะต้องเป็นผู้ที่รู้จัก สันตะ รู้จักระหว่างความเป็นสันตะ หยาบกลางละเอียดที่ยังมีความไม่นิ่ง ถ้าเก่งแล้วจะกำหนดความสงบได้ทุกขณะ 

ที่ว่าความสงบได้ทุกขณะคือ คนเรานี้ ในเวลาหลับ เราอยู่กับตัวเรา คนที่เก่งแล้วก็อยู่สบาย จะปรุงแต่งตัวเองเท่าไหร่ก็กำหนดไป เรียกว่า วสวัตตีโก ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ควบคุมให้อยู่ในอำนาจได้  ต้องการปรุงแต่งน้อย  ต้องการปรุงแต่งมากขึ้น  ต้องการปรุงแต่งเต็มที่เท่าไหร่ เท่าที่มีองค์ประกอบ จะมีทวาร 5 หรือไม่มีทวาร 5 ก็ทำเท่าที่ตัวเองจะศึกษามาทำได้

ผู้ใดจะสงบขนาดไหน ก็ วิ สามารถกำหนดให้มี ยิ่ง ขนาดไหน ได้ วิ ต้องมีให้ได้ขนาดไหน หรือไม่ให้มีได้ขนาดไหนก็ทำได้ 

ที่มา ที่ไป

ธรรมะรับอรุณปีใหม่โดยพ่อครู งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 8 วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2564 ที่บ้านราชฯ


เวลาบันทึก 28 มกราคม 2564 ( 10:24:48 )

4 วิ ที่จะดำรงต่อไป เมื่อทำ 8 วิได้แล้ว

รายละเอียด

เมื่อทำได้ 8 วิ ก็จะดำรงต่อไปอีก 4 วิ คือ 

9. วิสุทธิ์ (ความหมดจด) ความสะอาดสะอ้าน ความขาวผ่อง 

10. วิศิษฐ์ (เป็นเอตทัคคะ หรือ เป็นเลิศ) 

11. วิเศษ (ไม่มีสิ่งเหลือ)  เราเข้าใจในความหมาย ในพยัญชนะบอกชัดเจนว่า วิ เสสะ แปลว่า ไม่เหลือ ไม่เหลืออะไรเลย ในสิ่งที่ต้องการให้หมด ให้เกลี้ยง ให้สิ้น ไม่เหลือเลย สิ่งที่เหลืออยู่เหลือแต่สิ่งที่สุดยอดสิ่งที่ วิศิษ วิสุทธิ์ สิ่งวิเศษ สิ่งที่วิศิษฐ์ จึงเรียกว่าวิเศษ เสสะ แปลว่า เหลือ

12. วิสัย (อาศัยสิ่งที่ไม่มีแล้วเป็นความเห็นนำทาง) มีอาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย มี 4 สัยนี้ 

ที่มา ที่ไป

ธรรมะรับอรุณปีใหม่โดยพ่อครู งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 8 วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2564 ที่บ้านราชฯ


เวลาบันทึก 28 มกราคม 2564 ( 10:28:28 )

48 ปี แห่งการพิสูจน์ความจริงของชาวอโศกเป็นเช่นไร

รายละเอียด

ก็เป็นการพิสูจน์ความจริงกัน ชาวอโศกตลอด 48 ปีมา โดยอาตมาเป็นต้นตอของทฤษฎีความเห็นความเข้าใจ เป็นคนที่ยืนยันได้ว่ามีศีล มีผลของศีล ไม่ใช่เป็นสีลัพพตุปาทาน หรือสีลัพพตปรามาส เป็นสิ่งที่เกิดผลที่จิตจริง ศีลข้อที่ 1 รู้ว่าสัตว์คืออะไรศีลข้อที่ 2 รู้ว่าข้าวของคืออะไร ไม่ได้ไปฆ่าสัตว์ไม่ได้ไปลักทรัพย์ไม่ได้เอาของของใครที่ไม่ใช่ของของเรา ศีลข้อที่ 3 สังวรระวังในเรื่องตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจสังวร กามคุณ 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ใช่เรื่องเฉพาะเมถุนธรรม เรื่องคู่ผัวตัวเมียเรื่องเพศ แต่เป็นเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าคนชาวอโศก ดูสินี่ รูปก็ดู ไม่มีสีสันฟรุ้งฟริ้ง แต่งเนื้อแต่งตัวสีสัน ธรรมชาติจะค่อนข้างมอซอด้วยซ้ำ มาอยู่ในโทนสีหมอง ไม่ได้เป็นสีฉูดฉาดจุ้นจ้านอย่างโลกเขาเลย นี่เป็นการยืนยันตามเจตนารมณ์พระพุทธเจ้าแล้ว ศีลข้อที่ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ไม่พูดปด แล้วก็ไม่มีอบายมุข ในชาวอโศกเลย นี่ก็เป็นเบื้องต้นที่พวกเรามีพฤติกรรมมีธรรมดาของการประพฤติ ของชีวิต เป็นสัมมาอาชีพ มันหยาบมันผิดโกหกตลบแตลง กุหนา ลปนา ไม่มีแล้ว ปฏิบัติเลยกว่าเนมิตกตา ถึงนิปเปสิกตา ไม่มอบตนในทางที่ผิด ชาวอโศกไม่ไปทำงานกับชาวโลก ไม่ไปรับใช้ ไม่ไปช่วยเหลือ ไม่เป็นทาสนายทุน รู้แล้วก็ไปทำส่วนตัวไม่ต้องไปเป็นทาสนายทุนโลกีย์  ยิ่งหยาบเราก็ไม่เอา นี่คือพฤติกรรมสังคมจริง ที่พูดนี่หมายความว่า อาตมาทำงานสำเร็จผลทำให้คนหลุดออกมาจากโลกีย์ออกมาได้จริงๆ แต่ทางเถรสมาคม ทำให้คนหลุดออกมาอย่างอาตมาทำนี้มั้ย มีตัวอย่างชัดเจนมีหมู่กลุ่มพฤติกรรมสังคมเป็นหมู่บ้านอย่างนี้เขาทำได้ไหม เขาทำมาเป็นร้อยเป็นพันปี อาตมาเพิ่งจะมาทำ 48 ปี ก็เห็นรูปธรรม มีมรรคผลมีบุคคลมีสังคมยืนยันเลย มีวัฒนธรรมเลย

ที่มา ที่ไป

ทำวัตรเช้า วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2561


เวลาบันทึก 30 มกราคม 2564 ( 12:42:02 )

48 ปีของหลวงปู่ได้อะไรเป็นสิ่งที่ค้นพบอย่างจริงแท้

รายละเอียด

อาตมากำลังบอก อาตมาค้นพบความเป็นเทวะ 48 ปีตอนนี้อาตมากำลังพบ เทวะ ทุกสิ่งทุกอย่างจนแต้มอยู่กับเทวะ มี 2 ฝั่ง เทวนิยมกับอเทวนิยม อาตมากำลังขยายความเรื่องนี้ เทวนิยมก็มาสนใจนะ อเทวนิยมเขาก็เข้าใจไม่ถูกต้อง ชาวพุทธเป็นอเทวนิยมแต่เขาตีไม่แตกไม่เข้าใจ ก็เลยกลายเป็นยี่ห้อพุทธ แต่ความรู้ยังไม่เข้าพุทธตีแตกธรรมะ 2 ไม่ได้ แยก 2 ไม่ได้ ทำเป็น1 ไม่ได้ ทำ0 ไม่ได้ เมื่อทำ0ได้ก็จะรู้ทุกอย่าง 0ก็คือ 1 2 3 4 5 6  0ก็คือ 369 0ก็คือขยายผลไปอีกเป็น สามเส้า ต่อไปมากมายซับซ้อน ซึ่งมีระบบ ไม่ใช่เรื่องของความสับสนวุ่นวาย แต่เป็นความซับซ้อนอย่างมีระบบระเบียบ อย่างเช่น ดร.ยุค ศรีอาริยะ เขาไปเรียนวิชาเรื่องโลก ระบบโลก เขาก็เลยไปเรียนจับระบบ ตั้งแต่การเคลื่อนไหว ผีเสื้อกระพือปีก พวกคิดมากเกินไป 

ที่มา ที่ไป

รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราช วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2561


เวลาบันทึก 30 ธันวาคม 2563 ( 11:46:05 )

5 ภาพแห่งความเป็นประชาธิปไตย

รายละเอียด

ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่นิจจัง แต่เป็นอนิจจัง ที่ตั้งอยู่บนฐานของ Status Quo คือสถานที่ที่ทรงอยู่ในปัจจุบันนั้นขณะนั้น แล้วอะไรเป็นเครื่องชี้บ่งความเป็นประชาธิปไตย คือ 1.อิสรเสรีภาพ  2.ภราดรภาพ 3. สันติภาพ 4. สมรรถภาพ 5. บูรณภาพ  5 ภาพนี่แหละ ซึ่งมีปรากฏการณ์ของการเสียสละถ้วนทั่วของสังคม เกิดพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ที่มีพฤติการณ์จริงดังกล่าวนี้ ยืนยันได้ นี่คือความเป็นประชาธิปไตย อาจจะเป็นนิยามที่ยาวหน่อย ซึ่งองค์รวมของคำพูดคำอธิบายเมื่อกี้นี้ นิยามไปแล้ว องค์รวมของความจริงดังที่พูดไปเมื่อกี้นี้ สังคมไทย ประเทศไทยทุกวันนี้ มีจริงเป็นจริง เป็น status quo เมืองไทยเป็นตอนนี้

ที่มา ที่ไป

รายการพุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช วันพุธที่ 2 กันยายน 2563


เวลาบันทึก 26 กันยายน 2563 ( 11:37:28 )

5 มีนาคม 2558 พ่อครูประกาศตนเป็นพระอรหันต์

รายละเอียด

นาน กว่าจะบอกว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ก็เรียนรู้อีกหลายสิบปี มาทำงานศาสนา ก็จะพูดว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ตรงๆประกาศไปทั่วก็ตอน 2558 ก็เพิ่งจะ 6 ปีเอง พูดกันเป็นกิจจะลักษณะประกาศต่อสาธารณะเลย วันที่ 5 มีนาคม 2558 

ที่มา ที่ไป

พ่อครูแสดงธรรมรายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 25

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 ที่บวรราชธานีอโศก 


เวลาบันทึก 20 กุมภาพันธ์ 2564 ( 05:08:06 )

5 หมวดในทฤษฎีงาน 19 ข้อ

รายละเอียด

…อาตมาจัดหมวดเอาไว้ แบ่งทฤษฎีงาน 19 ข้อนี้เป็น 5 หมวด 

หมวดที่ 1 มี 5 ข้อ (ข้อ 1-5) 

หมวดที่ 2 มี 2 ข้อ (ข้อ 6-7) 

หมวดที่ 3 มี 3 ข้อ (ข้อ 8-10) 

หมวดที่ 4 มี 2 ข้อ (ข้อ 11-12)

หมวดที่ 5 มี 3 ข้อ (ข้อ 13-15)

หมวดที่ 6 ที่เหลือ 4 ข้อ (ข้อ 16-19)

มีคนดีมีงานมีความสามารถ 

มีเวลามีโอกาสมีทุนที่เหมาะสม 

สุขภาพและกำลังดีใจรื่นรมย์ 

ช่างน่าชมขยันบากบั่นอย่างเป็นบุญ 

มีหลักระเบียบเป้าหมายชัด 

จัดสรรโครงงานแบบแบ่งงานประสานเรื่องหนุน 

ใส่ใจขวนขวายสามัคคีมีสมดุล 

ละกิเลสขัดเกลาความขุ่นกำจัดมัน 

มีความเห็นยินดีอย่างน่าทึ่ง 

เห็นจริงซาบซึ้งอย่างเชื่อมั่น 

มีสติ ปฏิภาณ ปัญญาครบครัน 

สมาธิ ฌาน อุเบกขานั้น ต้องมี

เสียสละแท้เต็มกำลัง 

มีพลังน้ำหนึ่งใจเดียวนี่ 

วิมุติเป็นพลังอย่างดี

มีเอกีภาวะจะสมบูรณ์

หายโง่ 2 ม.ค. 2564

อย่าลืมนะ “คนถ้าไม่ทำงานก็เดรัจฉานธรรมดา” โศลกวันนี้ซาบซึ้งตรึงอุราดีนะ 

ที่มา ที่ไป

 เทศน์ทำวัตรเช้าโดยพ่อครู งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 8 วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม 2564 ที่บ้านราชฯ


เวลาบันทึก 28 มกราคม 2564 ( 17:05:08 )

5 อาการคือ ผมขนเล็บฟันหนัง ใช้เป็นอุปกรณ์การศึกษาแยกกาย-จิตให้รู้แจ้งธรรมนิยาม 5!

รายละเอียด

ซึ่งส่วนภายนอก“5 อาการ” คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นั้นเป็นแต่ละชนิด 

เราสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษา เพื่อเรียนรู้“การแยกกาย-แยกจิต”ให้รู้แจ้ง“ธรรมนิยาม 5”ได้อย่าง“สัมมาทิฏฐิ”

ผู้ที่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า ส่วนไหน? เมื่อใด? อย่างไร? 

ที่มันไม่ใช่“กาย”แล้ว มันเป็น“วัตถุ”ไปแล้ว 

เป็น“อุตุนิยาม” ไม่มีชีวะแล้ว 

ถ้าส่วนใดที่หลุดขาดออกไปจาก“ร่าง(สรีระ,body)”ของเราแล้ว เราก็เข้าใจง่าย ว่าส่วนนั้นไม่ใช่“กาย”ของเราแน่ 

เช่น เราตัด“ผม”ของเราขาดออกไปจาก“ผม”ส่วนที่มันยังติดอยู่กับ“ร่างกาย”ของเราแล้ว

ส่วนที่ถูกตัดขาดออกไปจาก“ร่าง”นั้นก็ไม่ใช่“กาย” มันก็รู้ได้ง่ายพอเข้าใจได้กันทุกคน ไม่ยาก ..ใช่มั้ย?

 

หนังสืออ้างอิง

หนังสือ รวมเปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ข้อที่ 429 หน้า 312


เวลาบันทึก 12 มิถุนายน 2564 ( 18:48:02 )

เวลาบันทึก 12 มิถุนายน 2564 ( 20:36:09 )

50 ปี ของการประกาศโพธิกิจ

รายละเอียด

คือ จะเรียกว่า ฉลองกาญจนาโพธิกิจ ก็แปลไทยเป็นไทยอีกว่า “เฉลิมฉลองสู่แดนทองโพธิกิจ  Bodhigij  Golden  Jubilee” ตอนนี้เรากำลังเดินสู่เส้นทางการเฉลิมฉลอง

ที่มา ที่ไป

รายการพุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2562


เวลาบันทึก 07 พฤศจิกายน 2562 ( 12:23:13 )

เวลาบันทึก 26 กรกฎาคม 2563 ( 03:25:39 )

เวลาบันทึก 06 สิงหาคม 2563 ( 13:35:02 )

50 ปี ทำงานพาคนมาเป็นคนจนสำเร็จ

รายละเอียด

อาตมาอธิบายเรื่องความจน พาคนมาจนตั้งแต่ทำงานศาสนามาเกือบ 50 ปีแล้ว พาพวกเรามาจนกันทั้งนั้นเลย พาพวกเรามาอยู่กับคนจน จนทุกวันนี้อาตมาประกาศแล้วว่าอาตมาทำงานสำเร็จ ทำให้ประชาชนคนไทยชาวอโศกมาเป็นสังคมชุมชนมาเป็นหมู่กลุ่มที่มีพฤติกรรมอยู่กันอย่างแบบคนจน เขียนหนังสือแบบคนจนเป็นเล่มใหญ่เบ้อเร่อเท่อ ตอนนี้ก็เขียนต่ออีกยังไม่จบง่ายๆหรอก ก็เอาแบบคนจน คนที่จนได้สำเร็จ จนอย่างมีคุณภาพ ความร่ำรวยอยู่ที่ไหนในมนุษย์ ความร่ำรวยอยู่ที่สมรรถนะกับความขยันของแต่ละคน เพราะฉะนั้นกินไม่หมด ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เรื่องความขยันกับสมรรถนะของคน เพราะฉะนั้นคนใดที่มีสมรรถนะและมีความขยันทำงานอยู่ สังคมที่มีคน 1. คนมีสมรรถนะของตัวเองและมีความขยันสร้างสรรค์ เป็นคนไม่สะสม เป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นคนมีวรรณะ 9 เป็นคนจน คนที่มีคุณสมบัติหรือมีคุณธรรมอันเป็นวรรณะ 9 อย่างนี้แหละ ที่อยู่ในสังคมก็จะเกิดเพิ่มขึ้นเป็น 2 คน 3 คน 4 คน 5 คน 10 คนร้อยคนพันคนก็แล้วแต่ เป็นพฤติกรรมอันเดียวมีศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา เหมือนอย่างที่ราชธานีอโศก ที่นี่สร้างมายี่สิบกว่าปีเจริญกว่าหมู่บ้านข้างเคียงเยอะแยะ จนเขาบอกว่าหมู่บ้านนี้ร่ำรวย ทั้งๆที่เราบอกหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านคนจน พูดเท่าไรเขาก็ไม่เชื่อว่าเป็นหมู่บ้านคนจน ความเป็นหมู่บ้านคนจน หมู่บ้านจะรวย แต่คนสมาชิกของหมู่บ้านจะจน เพราะฉะนั้นถ้าขยายออกไปต่างประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศคนจน แต่ประเทศจะอุดมสมบูรณ์ หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านคนจน แต่จนนั้นคือคนนะ แต่ความมีอยู่มีกินใช้สอยเป็นเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์อุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้เหลือเฟือแจกจ่ายคนอื่นได้เลย สร้างสรรแล้วก็ได้แจกจ่าย ได้ให้ ได้ทาน ได้บริจาค นี่คือหมู่บ้านคนจน หมู่บ้านคนจนจะอุดมสมบูรณ์ ดูทรัพย์สินของหมู่บ้านคนจนที่ราชธานีอโศกสิ ผลิตภัณฑ์ แจกจ่ายไป ฟักทองขนกันมากอง เก็บผลผลิตต่างๆนานา เราขยันทำก็จะขยายออกไปเรื่อยๆ

ที่มา ที่ไป

รายการเอื้อไออุ่นออนไลน์ วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2563


เวลาบันทึก 30 มิถุนายน 2563 ( 17:29:05 )

เวลาบันทึก 20 กรกฎาคม 2563 ( 12:38:11 )

เวลาบันทึก 07 สิงหาคม 2563 ( 05:23:41 )

50 ปีทองคำแพง 50 ปีของโพธิกิจ

รายละเอียด

พูดมา 50 ปีนี้ถือว่าได้อธิบายอะไรครบ มีการวิจัยวิจารณ์อะไรประกอบที่มันสังเคราะห์สังขารอะไรอย่างไร จนกระทั่งพวกเราก็พอเข้าใจกันได้แล้ว จนรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร อะไรควรที่จะต้องละเว้น เว้นขาดให้ได้ ตั้งแต่พฤติกรรมทางกาย ทางวัตถุที่ไม่ต้องไปแตะะต้องเกี่ยวข้องไปไกลเลย จนกระทั่งพฤติกรรมที่ควรจะแสดงออกก็เลิกมา แม้แต่ที่สุดพฤติกรรมทางใจ ที่มันยังเกิดอาการพวกนี้อยู่ เกิดอย่างเป็นสัญชาตญาณเป็นอัตโนมัติระมัดระวังไม่ทันด้วยซ้ำไป แต่มันเกิดแล้วตามสัญชาตญาณ เราก็เรียนรู้จนกระทั่งควบคุมสัญญะ ชาตะ เอ็งเกิด ก็กำหนดรู้ทัน เอ็งเกิดมาเอ็งมีผีประกอบด้วย ก็ับผีจับผีให้ทัน เมื่อจับผีทันแล้วก็มีวิธีการ อย่าให้ผีมีบทบาท หรือเอาให้ตาย การจะฆ่าผีผีตายนั้นไม่มีทางอื่นเลยนอกจากปัญญา ปัญญารู้ว่าเองเป็นผี พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า เรารู้หน้าเธอแล้ว เราได้ฉีกหัวใจเธอ เธอมาสร้างอยู่ในอะไรของเรา เราเด็ดยอดเรือนของเธอสลายทันหมดแล้ว ทำลายเคหสิตเวทนาทำลายหมดเลย ไม่สามารถจะเกิดได้อีก ถาวร แน่นอน รู้ทัน เพราะฉะนั้นจะอยู่กับโลกไปอีกมีการปรุงแต่งกับชาวโลก เขารู้ไม่ทันเลยไม่รู้ครบความเป็นโลกก็ถูกโลกครอบงำเข้ามาปรุงแต่งด้วย อย่างของพระพุทธเจ้าโลกุตระเหนือโลกไม่ให้โลกเข้ามาครอบงำเราได้เลย แต่ไม่ใช่หมายความว่าเราไม่อยู่กับโลก เราก็อยู่กับโลกแล้วก็ใช้โลกให้เป็นประโยชน์ ประโยชน์จริงๆของชีวิตนั้น สำหรับปัจจัยของชีวิตนั้น มี 4 อย่าง 

ที่มา ที่ไป

เทศน์ทำวัตรเช้า วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2563


เวลาบันทึก 23 พฤศจิกายน 2563 ( 09:25:50 )

50 ปีสิ่งที่ยากของสมณะโพธิรักษ์

รายละเอียด

คือ มีสิ่งที่ยากเป็นไปตามลำดับ  คือ อยากให้คนมีปัญญาโลกุตระสามารถมองเข้าหาตนเอง  เห็นกิเลสตัวเองแล้วลดได้  กิเลสในตัวเองได้ถูก  ปัญญานี้ก็ไม่ง่าย  ยากข้อต่อมาก็ยากยิ่งขึ้น  คือ การเลื่อนมาเป็นผู้แพ้  เดินบนเส้นทางของความเป็นผู้แพ้มากกว่าจะเอาชนะคะคาน  และข้อ 1 ข้อ 2 ก็เดินไปด้วยกัน  เมื่อตัวตนเล็กลงน้อยลง  ก็จะดำเนินไปเส้นทางผู้แพ้  คนที่ไม่มีตัวตนจะทำตัวให้แพ้ก็ได้  ชนะก็ได้เป็นผู้ผิดก็ได้  ผู้ถูกก็ได้  ยากกว่านั้นอีก คือ การมาเป็นคนจน  มารักชีวิตความเป็นคนจน  ทิ้งความร่ำรวย  ความมั่งมีออกมาสู่เส้นทางของความจน  ก็มีแต่พวกชาวอโศกที่ฟังกันรู้เรื่อง  แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการทำงาน 50 ปี  คือให้พวกเทวนิยม  ไม่ติดสุขติดทุกข์  ล้างความยึดติดในสุขทุกข์ให้หมดไปล้างเทวนิยม หมดสวรรค์  คิดว่าในศาสนาพุทธที่จะเข้าถึงตรงจุดนี้ได้  คิดว่ายากยิ่งขึ้นไปอีกงานโพธิกิจที่ทำมามีแต่เรื่องยากทั้งนั้นเลยที่จะพาผู้คนพ้นได้  ทางศาสนาเทวนิยมบอกว่าพาคนลงเรือโนอาห์แต่ของศาสนาพุทธก็พาขึ้น  นาวาบุญนิยม  มาล้างความสุขความทุกข์ให้หมดไป

ที่มา ที่ไป

รายการพุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562


เวลาบันทึก 19 ธันวาคม 2562 ( 18:26:22 )

เวลาบันทึก 26 กรกฎาคม 2563 ( 04:20:44 )

เวลาบันทึก 06 สิงหาคม 2563 ( 13:54:19 )

50 ปีเกิดชุมชนชาวอโศก

รายละเอียด

อาตมาทำงานมาเกือบ 50 ปีก็เกิดชุมชนชาวอโศก เป็นอาริยบุคคล เป็นแผ่นดินพุทธมีคนที่เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์จริง คนฟังเขาก็ไม่เชื่อ เหมือนกับอเจลกะที่มาเจอกับพระพุทธเจ้า เขาก็แลบลิ้นใส่พระพุทธเจ้า ขนาดกามนิตหนุ่ม ที่จริงมันมีอยู่ในพระไตรปิฎกไม่ใช่ชื่อกามนิต คนแต่งกามนิต ชื่อ เฮอร์มัน เฮสเส

ที่มา ที่ไป

รายการพุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช วันพุธที่ 4 มีนาคม 2563


เวลาบันทึก 26 มีนาคม 2563 ( 13:22:14 )

เวลาบันทึก 20 กรกฎาคม 2563 ( 07:10:32 )

เวลาบันทึก 06 สิงหาคม 2563 ( 13:55:35 )

50 ปีแล้วยืนยันว่าหมู่ใหญ่ผิดอย่างไร

รายละเอียด

ศาสนาพุทธเมืองไทยนั้นเสื่อมมาก จนกระทั่งอาตมามาถึงก็พยายามฟื้นฟูประกาศขึ้นมาว่าอย่างนี้มันถูกอย่างนั้นมันผิด แต่เขาหมู่ใหญ่จะเอาเราตาย มันเป็นความจริง หากเขาไม่ผิดอาตมาก็ว่าเขาถูกก็จะไม่ทะเลาะไม่ขัดแย้งกัน แต่นี่มันผิด อาตมาเข้าใจว่ามันต้องมาแก้ไขก็ยืนยันว่าเป็นอย่างนี้เขาก็ต่อต้าน ก็ยืนยันชี้บ่ง เป็นเครื่องชี้บอกว่าใช่  นอกจากว่าเราผิด ก็บอกว่าถูกก็บอกว่าผิดเขาก็ซัดมาเต็มที่เลย หากเราบอกว่าถูกก็ไปด้วยกันสิ อาตมาก็ว่าเขามาเหยียบเราก็ถูกแล้ว สุดท้ายเขาเหยียบไม่ลง จนวันนี้อาตมาว่ามันจบแล้วจะเกือบ 50 ปีแล้วยืนยันว่าเหยียบอาตมาไม่ลง อาตมาก็เสียงดัง ยังว่าเขาอยู่ว่าแบบนั้นมันผิด ยังว่าเขาอยู่ โดยเฉพาะหลักสำคัญปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล เขามีที่ไหนมีแต่วินัย 227 เริ่มต้นที่ศีลทั้งนั้นแหละ

ที่มา ที่ไป

พ่อครูแสดงธรรมรายการสำมะปี๋ซี่วิต ครั้งที่ 29 วันรัฐธรรมนูญ ที่บ้านราชฯ  

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เลี้ยงลูกให้รู้จักโต วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม 2561


เวลาบันทึก 12 กุมภาพันธ์ 2564 ( 21:39:14 )

50 ปีแห่งการงานยืนยันความเป็นโพธิสัตว์ที่แท้จริง

รายละเอียด

อาตมาอธิบายธรรมะมา จนถึงวันนี้ โอ้โห จากแต่ก่อนนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่า ตนเองจริงหรือ เราเป็นพระโพธิสัตว์ จริงหรือเราจะเป็นผู้รู้ที่จะมาทำงานศาสนา แต่ก็รู้มาแต่ต้น แน่ใจมาแต่ต้น แต่ยังว่าจะยืนยันตัวเองได้อย่างไร จนกระทั่งทำมาได้ 50 ปีไม่เคยมีจิตแกว่ง จิตท้อถอย หนักหนาสาหัสอย่างไรก็ตาม อาตมาว่า ผ่านศึกมาถึงขนาดเป็นเป้าปืนอยู่บนเวที เขาก็ยิงกันเต็มไปหมด มีคนตายกันด้วย อาตมาว่า จะว่าไม่มีบารมีก็ไม่ได้นะ ที่พูดไปนะ พูดความจริงไปผ่านไปแล้ว พูดได้ ขอยืนยันความจริง รอด ไม่ใช่ปากเหยี่ยวปากกาแต่เป็นปากปืน รอดปากปืนปากระเบิดมาได้ แล้ว ยิ่งเห็นพวกเรายืนยันอยู่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ฟังแล้วก็เอาชีวิตมา ทางโลกที่จะไปเอาลาภยศสรรเสริญ เสพโลกียสุข ไม่เอา ชัดเจน จนกระทั่งมีคนมาตอแยอาตมาว่าหลอกเก่ง หลอกให้คนมากินกล้วยหวีเดียวทำงานทั้งวัน อะไรอย่างนี้ อาตมาจะไปหลอกทำไม พวกคุณก็ปลูกกล้วยเองกินเองสิ กล้วยเต็มไปหมด ดูบนโต๊ะ มาโชว์ เขาก็โชว์กัน โชว์ความอยากได้อำนาจแย่งชิงกันเขายังโชว์กันเยอะแยะ อาตมาไม่เห็นจะต้องไปแย่งอะไรเขาเลย 

ที่มา ที่ไป

รายการพุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราช วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563


เวลาบันทึก 26 ธันวาคม 2563 ( 10:40:12 )

50 ปีแห่งการปฏิวัติ ปฏิรูป ศาสนาประหาร ยึดอำนาจแห่งความเป็นจริง

รายละเอียด

วันนี้ครบรอบการบวช 50 ปีของสมณะโพธิรักษ์ มาเป็นสมณะ เลิกเป็นฆราวาสมา 50 ปีทำงานมา 50 ปีโพธิกิจ วันที่ 7 แรม 7 ค่ำ เดือน 12 เดือนสุดท้ายของปี ขึ้นต้นปีนักษัตรปีชวด อาราธนาเข้าสู่ปีทองคำแพงด้วย 86 ปี 5 เดือน 2 วัน อาตมา เกิดมาได้ 86 ปี 5 เดือน 2 วัน รวมเป็นเลข 7 อีกอะไรกันนักกันหนา ทำงานมาถึงวันนี้ก็ยังรื่นเริงในงาน รื่นเริงในสิ่งที่เราได้ทำ เราได้มี รีโวลูชั่น ในปฏิวัติศาสนามาได้ 50 ปี เราได้ปฏิรูปเราได้ Reform ในศาสนา 50 ปี เราได้ ศาสนาประหาร (ฝรั่งเศส: coup d’état กูเดตา) ยึดอำนาจแห่งความเป็นจริงยึดอำนาจแห่งความเป็นสัจจะ จากศาสนาที่คณะที่เขายึดเอาไปครองเสียนาน 2,500 กว่าปี ก็ต้องมายึดอำนาจเลย ได้มาได้ เสร็จแล้วก็เลยมาเป็นกลุ่มคนที่ มาชัดเจนมาเห็นจริงในสิ่งที่เราเข้าใจเราเชื่อถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อย่างนี้เป็นของจริง อย่างนี้เป็นสัจจะของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็ได้ดำเนินตามมาที่เราเชื่อมั่นเชื่อถือเชื่อมั่นว่าต้องอันนี้เอาชีวิตมาเป็นอันนี้ 

ที่มา ที่ไป

เทศน์ทำวัตรเช้า วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2563


เวลาบันทึก 23 พฤศจิกายน 2563 ( 15:10:29 )

50 ปีโพธิกิจของพ่อครูสอนคนให้รู้อะไร

รายละเอียด

เริ่มต้นเราก็มาฟังเทศน์ฟังธรรมกันต่อ อาตมาเองทำงานมา 50 ปี ประสบผลสำเร็จในชีวิตจนได้บอกไปหลายทีแล้วว่าอาตมาขอปลดเกษียณ ทำไปก็ทำไปอย่างนั้นล่ะ ถ้าเผื่อว่า ถึงขนาดบอกว่า ขอเป็นเอกราชส่วนตัว อยากจะทำก็ทำ ไม่อยากจะทำก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้นอย่าเอาตารางมาใส่อาตมา Independent ขอเป็นเอกราช แต่ก็ไม่ละเลยหรอก ที่จริงอาตมาก็ชอบสอนอยู่ ใครไม่เชื่อ! อาตมาชอบสอนนะ ใครไม่เชื่อ! เพราะว่ามันน่าสอน ธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนทีไรมันเอ็นโดรฟินขึ้น เห็นไหมขนาดนี้ ปีนี้พูดได้เต็มปากว่า 87 ปี อะไรอย่างนี้ ที่จริง 86 ปี 6 เดือน ถ้าถึงวันที่ 5 มกราคมเป็น 7 เดือน 

อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสอนนี้ ไม่ใช่เพื่ออะไร ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็เป็นธรรมะของคนของมนุษย์ ที่มนุษย์ทุกคนน่าได้น่ามีน่าเป็น ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด ถ้าเขาสนใจและเขามาเรียนเอาธรรมะพระพุทธเจ้าให้ได้ ให้เข้าใจและเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติได้แล้วจะเป็นคนอาริยะ เป็นคนประเสริฐ เป็นคนเจริญ ประเสริฐจริงๆ ไม่ใช่ประเสริฐกึ่งๆ ไม่ใช่ประเสริฐแค่โลกียะ แต่เป็นคนประเสริฐทางโลกุตระ โลกียะก็ได้ได้คุณธรรมทางโลกีย์เต็มเหมือนกัน ศาสนาทางโลกียะทางเทวนิยมสอนความดีความชั่ว ศาสนาพุทธก็สอน เป็นสมมติสัจจะ สอนเหมือนกัน ดีอย่างไรดีเหมือนกัน สมมุติอย่างไรก็สมมุติเหมือนกัน ไปอเมริกาเขาบอกว่าอย่างนี้ดีก็ต้องปรับไปตามเขา เพราะรู้สมมุติตามโลกไม่ได้ขวางโลก อยู่ตามโลก โลกเขาว่าอย่างไรเราก็เป็นไปตามที่เขายึดถือ เขาว่าอย่างนี้ผิดอย่างนี้ถูกเราก็ทำในสิ่งที่ถูก เขาว่าอย่างนี้ดีเราก็ทำดีอย่างที่เขาว่า เขาว่าอย่างนี้ชั่วเราก็ไม่ทำ ทำด้วยตามเขา ไม่มีตัวตน 

เพราะ “ปรมัตถสัจจะ” นี่สิ เทวนิยมไม่มี ไม่ได้สอนทฤษฎีนี้ เป็นการเรียนรู้จิต เจตสิก รูปนิพพาน แล้วก็จัดการกับกิเลสในจิตจริงๆ กิเลสออกหมด หมดจนไม่เหลืออัตตาตัวตน ไม่เหลือความยึดตัวยึดตน แต่เป็นผู้ที่มีปัญญา มีปัญญาเต็ม ปัญญาไม่ใช่เฉโก ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดแบบโลกียะ โลกียะมีแต่ความฉลาดเฉโก ภาษาบาลี แต่เขาไม่ยอมใช้แล้ว เขารู้ว่าปัญญาทำความฉลาดดีกว่า เขาก็เลยเอาแต่ปัญญาไปเรียก แต่เขาไม่มีความฉลาดที่มันคือปัญญา เขาได้แต่ฉลาดเฉโก 

ที่มา ที่ไป

 เทศน์ทำวัตรเช้าโดยพ่อครู งาน ว.บบบ.เพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 8 วันที่ 2 มกราคม 2564 ที่บ้านราชฯ


เวลาบันทึก 26 มกราคม 2564 ( 07:29:41 )

51 ปีปิดบัญชีโลกมาบัญชีทางธรรม

รายละเอียด

อาตมาก็ไปเสียเวลาอยู่แต่พอรู้ตัวก็เริ่มปฏิบัติก็ค่อยๆเข้าใจจนกระทั่งรู้ตัวเองอาตมาอายุ 36 ปีจบเลยพอรู้ตัวว่าจะต้องทำอันนี้ก็ปิดบัญชี เหมือนอย่างที่ธัมมชโยบอกปิดบัญชีโลกมาบัญชีทางธรรม ปิดบัญชีถอนหมด จนกระทั่งบัดนี้ยืนยันได้อาตมายังไม่เคยแวะออกไปทางโลกเลยมาตั้งแต่อายุ 36 ปีตอนนี้ 87 ปี ก็ 51 ปี 

ที่มา ที่ไป

พ่อครูแสดงธรรมรายการวิถีอาริยธรรม เรียนรู้ปฏิจจสมุปบาทที่ ชาติ ภพ ตัณหา
วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564 ที่บ้านราชฯ


เวลาบันทึก 19 กุมภาพันธ์ 2564 ( 21:36:30 )

551128

รายละเอียด

551128_เรียนอิสระตามสำนึก ณ สันติอโศก  พ่อท่านและส.เดินดิน

      ส.เดินดินเปิดรายการ ในวันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน ผ่านเหตุการณ์ 24 พ.ย.ไปกว่าสัปดาห์แต่มีควันหลง ให้คนออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ทั้งของค่ายรัฐบาลและนสพ.เนชั่นออกมาวิเคราะห์เจาะลึกเจาะตื้นเจาะถูกเจาะผิดกันมากมาย ซึ่งพ่อครูก็จะได้นำสิ่งที่พวกเขา แกล้งฉลาดหรือแกล้งโง่ ออกมาวิจัยวิจารณ์

ประชานที่ออกไปร่วมต่อสู้ในวันที่ 24  ที่ผ่านมาเท่าที่ได้มาให้กำลังใจพ่อครู แต่ละคนก็อยู่ในสภาพอึดอัดกันพอสมควร แต่อยากให้นึกถึงในหลวงท่านที่ทำงานมาตลอดพระชนชีพ พระองค์เหน็ดเหนื่อยมาตลอดแต่ก็มีผู้คนที่ ใช้สื่อออกมาปลุกระดมให้คนเข้าใจผิดกันมากมาย อย่างที่พ่อครูเอาบทความของนักวิชาการที่เข้าใจว่าในหลวงเป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติ แต่คนระดับนักวิชาการกลับเข้าใจผิดไปได้ ฉะนั้นเราคนธรรมดาหากถูกเข้าใจผิดบ้างก็ให้นึกถึงในหลวงแม้ถูกเข้าใจผิดก็ยังทรงงานอยู่ตลอดเพื่อประชาชน

ส่วนเรื่องที่ถูกเข้าใจผิดพ่อครูจะได้นำเอาบทความมาวิพากษ์วิจารณ์ เราจะได้ฟังมุมมองของพ่อครูที่มีต่อสื่อมวลชน

ขอแจ้งว่าวันนี้วันที่ 30 เรื่องที่จะแจ้งเรื่องแรกคือเรื่อง ว.บบบ. ผู้ที่จะเข้ามาสู่ภาวะความเป็นบัณฑิต ปี 2555-56 นี้ เป็นครั้งที่ 2 เป็นรุ่นที่สองของ ว.บบบ บรรดาฯ เราจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันพรุ่งนี้ เราไม่มีเวลาแล้ว บอกกันให้ทราบทั่วกัน ผู้ที่ได้ดูก็บอกแจ้งกันด้วย ยื่นใบสมัครที่สมณะประจำพุทธสถานชาวอโศก  กท.ม สมัครที่ ส.ซาบซึ้ง ปฐม ส.กรรมกร ศาลี ส.ลือคม สีมา ส.ดินทอง สครวโร ศรีษะ ส.ถ่องแท้ ราชานี ส.ห้าไท  ภูผาฯ ส.บินบ สังฆสถานหินผาฟ้าน้ำ ที่ส.แก่นผา สังฆสถานทะเลธรรม ส.นาไท อิสสรชโน เปิดรับสมัครตั้งแต่พรุ่งนี้ถึง 25 ธันวาคม 2555

งานเราเริ่ม 28 ว.บบบ.รุ่นที่ 2  วันที่ 123 ม.ค. บำเพ็ญธรรม สี่วันแรกบำเพ็ญคุณ  ส่วนรายละเอียดจะได้บอกในวันอื่น ให้เตรียมตัว

บอกไปทางอากาศว่าหนุ่มที่ทำเหรียญเสร็จแล้วให้นำมาให้ อีกไม่กี่วันพ่อครูจะไปราชธานีอโศก จนถึงปีหน้าจึงจะได้กลับมา

มีเรื่องที่พ่อท่านต้องขอแจงเรื่องหนึ่งก่อนคือ พ่อท่านได้พูดถึงความหมายของคำว่าอำนาจไป วันนี้ได้ฟังเรื่อง อ.จุฬส ได้อธิบายความหมายของคำว่าอำนาจ มีคนฟังพ่อครูแล้วเกรงว่าพ่อครูจะบรรยายผิด .....มีในเฟซบุค

 พ่อครูได้อธิบายกันให้ชัดๆอีกทีหนึ่ง คือคำว่า force คืออำนาจที่มีลักษณะของเผด็จการ กดขี่บังคับ ยัดเยียด....ใน เฟซบุ๊ค

วิชาทางจิตวิทยากับทางรัฐศาสตร์อาจต่างกัน ที่จริงพ่อครูได้คำว่าฟอซกับออโทริที้ ก้ได้มาจากนักรัฐศาสตร์ ดูว่าโก้ ก็บอกกันตามจริง เพราะฉะนั้น เป็นภาษาทางรัฐศาสตร์ ในทางจิตวิทยาจะใช้ ออโทริที้ว่าเป็ฯเผด็จการ ถ้าไม่ติดยึดภาษาก็เข้าใจได้ตรงกัน

ซึ่งพ่อครูก็จะอธิบายทางจิตวิทยา อย่างพระพุทธเจ้าท่านมีอำนาจออโทริที่เต็มที่อ่านออกกม.เอง ทรงมีอำนาจนี้ ท่านเป้ฯผู้สร้างองเ ออโท นี่แปลว่าผู้สร้างจนได้สิ่งนี้ ผู้ที่มีความจริงจนได้อำนาจสูงสุด เพราคนเขายกให้เคารพยกย่องสูงสุด นี่เป็นอำนาจทางธรรม สร่างจิตวิญญาณเป็นตัวตั้ง ไม่ได้สับในอะไร บางคนหาว่าพ่อท่านมั่ว ปนเปเละ ก็ไม่ได้ถือสาโกรธเคืองอะไร ที่มาวาบางที่ เอส เอ็มเอส มาว่า พูดไม่รู้เรื่อง เพราะเขาจับความเข้าไปถึงเนื้อหาสาระไม่ได้ จึงหาว่าพ่อท่านพูดไม่รู้เรื่องก็ต้องขออภัย พ่อท่านมีอัตะ ธรรมะแล้วใช้นิรุติปฏิภาณ แสดงออกมายาก เพราะในปางนี้ไม่ได้ศึษาเล่าเรียนตามที่เขาเรียนกัน มันก็เลยไม่ได้มีภาษาที่เขามี่กัน แต่ก็พยายวมกัน ออโทริที้ ก็เป็นอำนาจ อย่างสูงสทส่กว่าอำนาจเผด็จการแบบฟอซ นัยยะเป็นการเบ่งข่ม เป็นเด็จการแบบอวิชชา แต่นี่เป็นอำนาจแบบวิขขาเพราะเขายกให้บูชานับถือ อันนี้คือความสูงตำ ผู้ที่มีคูรสมบัติดีจริงเป้นความขอบธนรรนม

เสมอภาคนี่เป็นความที่ท่านไม่ถือตัว ท่านก็วางตัวเป็นผู้ใหญ่ที่เหมาะสม และผู้ที่เข้าใจแบบแข็งๆว่าความเสมอภาคนี่เป็ฯความเสมอภาคที่โดยจิตสติปัญญาที่ยอมรับ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าถ้ามีศีลสามัญตาทิฐิ จะใช้ว่า โสนดาเมอโสดา แต่โสดาจะไม่เสอมกันสกิทา เราเคารพกันด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ สมุติกติกา แต่งตั้งเช่นคุณสุรพจน์นี่ย้อนแย้งมาอีกว่า ความเสมอภาคที่พ่อท่านอธิบายเมือว่านนี้ไม่ถูก ท่านสมณะโพธิรักษ์ไม่เข้าคำว่าทุกคนเป็นคนเหมือนกัน

ซึ่งพ่อท่านเข้าใจได้ว่าคนเรามีความเป็นคนเหมือนกันแต่ก็มีคามรู้มีปรมัตถ์ไม่เท่ากัน แล้วไปเที่ยวทะเลาะเพราะฉะนั้นคนที่มีภูมิรู้ในปรมัตถ์จะเข้าใจ พ่อท่านไม่ได้อ่างว่าตนดีกว่าคนอื่น ให้คนมาเคารพเขาก็มาเคารพเอง พ่อท่านก็ไว้ตัวพอสมควรในฐานะที่ควรเป็น เป็นสมณะสารูป ก็มีจริง คนที่มีปัญญาจะรู้จักคุรุกรณะ รู้จักสูงตำที่จะยกให้ จะนับถือคนมีคุณธรรมสูงต่ำ จะยอรับว่าตนมีคุณธรรมไม่เท่าท่านจริงๆ

คุณสุรพจน์จะแย้งว่าเป็นคนเท่ากัน ไม่เถียงหรอก หรือจะเข้าใจว่าเป็นสัตว์โลกเหมือนกัน เป็นสัตว์เดรัจฉานเหมือนกัน

ผมเถียงในฐานะที่.....ผมเจอท่านสมณะโพธิรักษ์ผมก็ยกมือไหว้ ทุกคนมีความเสมอภาคในการแสดงออก

ก็จริงทุกคนมีความเสมอภาคในการแสดงออก แต่ก็มีมารยาทสังคมที่มีการเลือกให้แสดงออก แต่พ่อท่านเชื่อว่าคุณสุรพจน์เข้าใจละเอียดหมด จะพูดไปก็เหมือนเป็นการแย้งไปเท่านั้น ก็จบการแย้งในส่วนนี้เพียงเท่านี้

เรามาวิพากษ์เผื่อคนที่เข้าใจไม่ละเอียด ให้เกิดความรู้ ส่วนผู้ที่รู้แล้ว และที่จะตั้งใจเอาชนะ ก็จะเถียงต่อ ส่วนทีผู้ไม่อยากเอาชนะคะคานก็จะไม่ต่อ

มีเรื่องที่คุณสุรพจน์ว่ามาหลายอย่าง ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้มากหากมีเวลาก็ค่อยมาพูดกันอีก

ส่วนเรื่องต่อไปก็จะเอาที่หนังสือพิมพ์มติชนและเนชั่นเขียนวิพากษ์วิจารณ์

เสธ.อ้ายไม่ได้ตายแบบสูญเปล่า ของเทพชัย หย่อง ในนสพ.เนชั่นรายสัปดาห์.....

การใช้คำว่า แช่แข็งประเทศ กับคำว่า  แช่แข็งนักการเมือง เป็นภาษาที่ส่อให้เห็นเจตนาของผู้ใช้ภาษานี้ทั้งที่รู้ความหมายของคำทั้งสอง

ในมติชนสุดสัปดาห์ ...ได้แสดงความเห็นว่าทำไมเสธ.อ้ายถึงเลิกการชุมนุม .....

การเป็นนายกสมาคมมวยกับการเป็นประธานองค์การพิทักษ์สยามอันไหนให้ประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่ากัน ซึ่งทำไมคนจึงเห็นว่าการเป็นนายกสมาคมมวยจะให้ความสุขกับประเทศมากกว่างานการเมือง พ่อท่านก็เห็นว่าประทเศไทยคงยากที่จะพัฒนาทางการเมือง ถ้าระดับผู้ที่ให้การสื่อสารจะสมคล้อย

พ่อท่านเป็นนักธรรมะที่อยู่กับสังคม ไม่ใช้นักธรรมะที่อยู่ป่าไม่สนใจสังคม ธรรมะนั้นมีเบื้องต้น ท่านกลางบั้นปาย  ให้ล้างอบายก่อน เช่นมวยนี่เป็นอบายมุข เพราะฉะนั้นในวงการศึกษาวิขาการยังแยกไม่ออกตว่าอบายภูมิคืออะไร เช่นการชกมวย จะมีศิลปะบ้าง ก็ไม่เท่าไหร่ แต่เอาไปเป็นอาชีพนี่ไม่ได้ เป็นอบายมุข สิ่งที่เป็ฯอบายมุขเอาไปเป็นอาชีไม่ได้ การบันเทิงเริงรมณ์ เช่นกังนัม นี่อบายมุขข้ามโลกเลย ก็เอาเข้ามาในไทย

พระพุทธเจ้าท่านศึกษามาเป็ฯล้านๆชาติ พ่อท่านก็ศึกษาตามแนสวพพ7ง ไม่ได้ไปศึกษาในตำราใด จึงเข้าใจว่าพฤติกรรมอนุษย์อะไรต่ำอะไรสูงอะไรควรลดละตามลำดับ จะได้เจริญไปตามลำดับโสดา สกิทา  แต่พุทธในไทยเป็นฤาษีหนีดับลงโลกันต์ไม่ได้เข้าใจว่ากิเลสคืออะไร

 

พ่อท่านไอ สังคมยังเข้าใจอบายว่า เสธ.อ้ายควรไปอย่างนั้นเป็นชื่อเสียหรือื

ยืนยันว่าพระพุทธเจ้ารู้รอบ รู้แจ้งโลกทุกขนาด ทุกสมัย แต่ละแบบ แต่ละสังคม จะรู้ส่วนต่ำ สู่ง แล้วรู้สังคม แล้วช่วยโลก เพราะปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะมีโลกุตระจิต จะมีจิตอัปมัญญา เป็นจิพระเจ้า แล้วช่วยคนเป็นโลกานุกัมปายะ ไม่ใช้ว่าไม่ช่วยสังคม ไม่ดูดำดูพดาย ถ้าสำเร็จอรหันต์แล้วต้องไปช่วยสังคม เมื่อบรรลุ อรหันต์ 60 รูป ก็บอกว่าให้ไปเข้าเมือง ไม่ได้บอกว่าไปป่า จะได้ให้คนไปตามหาอาจารย์ในป่าแต่ส่งไปในเมือง แล้วคำแรกที่ตรัสคือโลกกานุกัมปา เพราะอรหันต์นั้นมีโลกะวิทูรู้โลก รู้จักสังขารโลก ที่จะช่วยตามภูมิปัญญา แต่จะช่วยได้ไม่เท่ากัน แต่เท่ากันที่กิเลสหมดเหมือนกัน นี่คือความเสมอภาค ขนาดพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ขี้กะโล้โท้ก็เท่ากันแต่ความสามารถไม่เท่ากัน แล้วจะไปปฏิเสธว่าเท่ากันหมดไม่ได้ เพราะความเท่ากันมีนิดเดียวก็คือกิเลสหมด แต่ความไม่เท่ากันมีมากมาย มันโต่งเกินกว่าสัจจะที่มันเป็น เช่นผู้หญิงผู้ชายะนี่ไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นปัญหาทั้งโลกเถียงกันคอจะแต่พระพุทธเจ้าจะเข้าใจชัดเจนว่า ผู้หญิงจะไม่เท่าผู้ชายแต่มีสิทธิ์จะเท่ากันคือเป็นอรหันต์เท่ากันได้

อันหนึ่งที่ดีในไทยโพสท์คือคำพูดเสธ.อ้าย ผมไม่ใช่คนที่ ....ผมน้อยใจผมไม่อยากทำงานร่วมกับกองทัพอีกทหารไม่มาช่วยประชาชน ถูกตำรวจรังแก ....ต่อไปชุมนุมต้องมีอาวุธสู้มือเปล่าไม่ไหว จะเอาแบบนั้นหรือ?

ผมแค่ขอให้ทหารมาคั่นอย่าให้ตำรวจทำร้ายปชช. ผมกลัวว่าจะมีใครอะไรเข้ามา...

เสียใจนะทหารไม่ออกมาช่วยปชช.เลย ไม่ยอมรับสาย บางคนก็หนี เสียใจยิ่งกว่าทำกบฏอีก มันเสียใจน้อยใจเจ็บปวด ..
นี่แสดงว่าเสธ.อ้ายไม่ได้มีการตกลงกับทหารไม่ออกมาปฏิวัติ ก็พูดออกไปหมด ถ้ามีการสืบสวน ก็บอกได้เต็มปากเต็มคำว่า ไม่มี

หมายความว่า....ต่อไปข้างหน้าเสธ.จะให้เอาอาวุธออกมาชุมนุม ซึ่งพ่อท่านไม่เอา เพราะการชุมนุมมีอาวุธไม่ใช่ประชาธิปไตย ผิดกม.ด้วย ซึ่งพ่อท่านได้เรียบเรียบเจตนารมณ์จะบอกในภายหลัง

เสธ.อ้ายเป็นคนตรงคบง่าย ที่พูดว่าต่อไปชุมนุมต้องมีอาวุธ สู้มือเปล่าไม่ไหว? จะเอาแบบนั้นไหม? ก็มั่นใจว่าเสธ.อ้ายจะไม่ทำแบบนั้น แต่จะรับรองก็ไม่แน่

แต่จะบอกเจตนารมณ์ของชาวอโศกหรือกองทัพธรรม อย่างจริงใจ บริสุทธิ์ใจคืออะไร.....

จะเป็นไปได้ยากปานใด เราก็จะทำ จะมีผู้เห็นดีเห็นด้วยเท่าใด เราก็พอใจเท่าที่ได้... เราไม่หวังว่าจะได้มาเป็นที่ตั้ง

 เพราะคนที่จะมีความสนใจมีความกล้ามีภูมพอจะรับคุณธรรมขั้นโลกุตระนี้ได้ มนไม่ธรรมดาสามัญทั้วไท เราไม่เคยยึดมั่นหรือมุ่งเอานะเลย เราะกรนะมี 2 อยาง

1.ชนะตามแบบ ฟอซ คืออำนาจที่มีลักษณะเผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียด อันเป็นอำนาจที่เราไมม่ทำอยู่แล้ว มันไม่ใช้โลกุตระ

2 ขนะแบบออดดทริที่ เท่ากับ ไร้ทเพรวเอร์ชนะเราเพีของหใชนะ คือมีบุคคลในสังคใมในประเทศเกิดสติ ปัญญา มีความขอบธรรมเมจำนวนขึ้นให้แก่ประเทศ ก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้หวังดังที่คนทั้งหลายคิ

 

ซึ่งเหตุการณ์ที่เราได้เข้าไปร่วมนี้ ก็เป็นตัวชี้บ่างว่าคนอึดอัด ในภาวการณ์บริหารของรัฐบาลขณะนี้ มีจริงเป็นจริง คนที่ออกมานั้นทนไม่ไหว จึงออกมามากเกินคาด เพราะเราไม่ได้ให้

ต้องยอมรับว่าเขาเก่งวิชามาชนิดที่เก่งฉิบหาย กระนั้นฝูงชนก็ออกมามากแป็นประวัติการณ์แต่ก็ย้งไม่มากพอที่จะทำให้รัฐฐาลบอมรับว่าเป่นเสียงของประชาธิปไตย

ใครจะหาว่าเราสุดโต่งเราเพ้อฝัน

ใครมาร่วมกับเราก็พาทำ แต่ในมวลกทธ ก็ไปปฏิบัติธรรมะ ไปพยายามทำเช่นนั้นมา จะกี่ครั้งที่ผ่านมาให้ประชาชนได้เห็นได้รู้ เราบอกความจริง แล้วปฏบัติเช่นนี้ อาจมีบกพร่องบ้าง แต่ก็ไม่มีหยายบมา และตั้งใจจะให้ดีขึ้น ผู้ใดเห็นควรก็ชักชวน ก็ไม่ใช้ลากดึงกันหรอก เพระประชาธิปไตยต้องอาศัยมวล ประชาธิปไตยคือการออกมาชุมนุมแสดงมวล เพราะนี่พ่อท่านถือว่าเป็นพฤติกรรมหน้าที่ของปวงชนในระบอบประชาธิปไตย ทุกคน ยกเว้นผู้ที่มีเงื่อนไขว่าออกมาชุมนุมไม่ได้ ในกม.ลูกน้อย นกม.หลักให้สิทธิ์ออกมาบุมนุมหมด ที่ต้องถูกห้ามตามกม.ลูกก็เล็กน้อย แม้บางคนมีกม.ลูกห้าม แต่ก็ออกมาชุมนุมได้ เช่นผู้ที่หมดสิทธิ์ไปเลือกตั้งแต่ออกมาชุมนุมได้ 

ก็ขอลงลึกถึงธรรมะที่พ่อท่านพาทำนี่เป็นการปฏิบัติธรรม ยืนยันว่าท่านที่ไปต้านไม่ให้ศาสนามายุ่งการเมทือ

เป็นความเข้าใจผิด ธรรมะคือสิ่งดีงาน คนมีธรรมะจะต้องมาทำดี คนพาลไม่มีธรรมไม่ควรมายุ่งนั่นดีแล้ว แต่คนดีมีศีลต้องให้มาช่วย เป็นสิ่งที่ควร ไม่ใช่สิ่งที่น่าดูดาย แม้ในรธน.ก็ระบุไว้ถึงหน้าที่ของทุกคน

ซึ่งเป็นเรื่อสีจจะที่ถูกต้องดีงาม ถ้าผ้ใดเข้าใจว่าธรรมะไม่ยุ้งการเมือง จริงๆผิดธรรมนูญอยู่นะ อย่างมาตรา 63 ควรแล้วนะแต่ก็ไม่ทำ

อาจเรียกว่าจารีต ตามหลักกม. หลักนิติรัฐ นิติธรรมก็แล้วแต่ ถ้าคนที่มี่ภูมิปัญญาก็จะอฟอกมาช่วยกัน ที่ใช้คำว่าจารีตมาเกี่ยวนี่ เรี่องของการชุมนุมนี่ คุณสุรพจน์เรียกว่า อำนาจจารีต คำว่าจารีตคอืพฤติกรรมขอบคนในสังคมไม่ใช่คนเดียง จารีตประเพณี ขนบ จะเป็นชั่วครั้งชั่วคราว หรือเป็นพฤติกรรมประจำเป็นขนบ เกิดจากอบรมบ่มเพาะ ประพฤติสั่งสมอย่างไรก็ตาม สิ่งที่มันเสื่อมก็ไม่เรียกว่าวัฒนธรรม เป็นจารีตปรเพณีได้ แต่เป็นจารีตประเพณีเสื่อมๆ แต่วัฒนธรรมจะมีแนวโน้มทางเจริญ แต่มันก็มีเสื่อม เช่นวัฒนธรรมการเมือง ที่จริงไม่ใช่วัฒนธรรม ท่านพุทธทาสเรียกหายนธรรม พฤติกรรมของนักากรมืเองที่ประพฤติเหมือนกันหมดเลย จนเป็นแรงเป็นอำนาจจารีตทางการเมืองเกิดจากจิตวิญญาณเขาเข้าใจอย่างนั้น แล้วก็เจตนาทำออกมาเป็นพฤติกรรมสังคมที่เรียกว่าการเมืองในขณะนี้เป็นพฤติกรรมเลวร้าย อำนาจจารีตทางการเมือง เช่นจารีตในการลงคะแนนเลือกตั้ง กม.ก็ถูกต้องดีอยู่ แต่การประพฤติแย่แล้ว หาเสียงน้ำเน่า ผิดกม.หลายอย่างเลวร้ายแต่ก็ยอมรับ จารีตขนบนี้ว่าเป็นปชตง พ่อท่านยอมรับไม้ได้ไม่ใช่ประชาธิปไตย แล้วเขาก็มาคุยโม้ว่านี่เป็นประชาธิปไตยเหลวไหลจริง ยิ่งเอามาประกาศในสังคมยิ่งน่สาสังเงช ที่สังคมเรามีสถานะทางการเมือยอยู้คืนี้ แล้แวก็หลงใหลว่าการเลือกตั้งนี้ยิ่งใหญ่

เพราฉะนั้นต้องเกิดจากความเข้าใจที่ถูกต้เองเป็นสัมมทิฆฐิก้นอ จะออกมาเป้ฯสัมมา ถ้ามทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่านี่คือประชาธิปไตย จะเรียกจารีตประเพณีวัฒนธรราอข่างนี้ยังจะยอมรับกันอีกหรือ ที่เสธอ้ายพูดว่ายะข่าแข็งนกม.

ในการอภิปรายในสภาก็เป็นเผด็จการทางรัฐสภา ก็มันเป็นอย่างนี้จึงต้องแช่แช็งนกม. เขาก็รู้อยู่ว่าเป็นความหมายเช่นนี้ แต่ก็ใช้วาทะกรรมว่าแช่แข็งประเทศ

ถ้าเราสามารถมาทำหน้าที่ออกมาชุมนุม พ่อท่านก็นึกว่ายังไงๆก็ไม่ได้หรอกล้านคน แสนคนก็หืดขึ้นคอ แต่ก็นับกันไป ตกคณิตศาสตร์กันเลย พ่อท่านว่าคนมาวันนั้นมากกว่ามาสนามม้า ถึห้าโมงก็ยังหลั่งไหลมา ถูกต้านกันกันก็มาก ก็ทำลายนสถิติกันพอสมควร ก็ห้ารกศึกษากัน

ในมาตรา 63 เรื่องเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจาฃกอาวุธ การกำจัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่อาศัยกม.ในกรณีการประกาศสถาณการณ์ฉุกเฉิน

พ่อท่านว่ามามากว่า 28 ตุลาฯ มากกว่ามากเลย ทำไม่ต้องพูดถึงจำนวน เราเรียกกันว่าเสียงสวรรค์ เพราะเราไม่ได้ล่อหลอก ไม่ได้บีบบังคับ ไม่ได้ใช้วิชามารเลย จะว่าเสธ.อ้ายไม่มีคะแนนจัดตั้งเลย จะมีก็แต่จากากรชุมนุมครั้งที่แล้วชาวอศำกยังมีจัดตั้งบ้างแต่ชาวอโศกมีไม่มาก

ก็พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ยืนยันว่าประชาธิปไตยเป็นการบริหารปกครองที่ดีที่สุด ยังมีคนลังเลสงสัยอยู่ จะดีทีสุดถ้าทำตามแบบประชาธิปไตย เอาปชชเป็นตัวตั้ง พระพุทธเจ้าเอาปชช.เถป็นตัวตั้งแต่ท่านร่างรธน.เอาไว้ก่อน นี่คือออโทริที่ พระพุทธเจ้าท่านร่าง รธน. แล้วท่านตายไป ท่านไม่ให้ตั้งใครเป็นใหญ่ นี่คือความยืนยนว่า พุทธศาสนาคือคปชตงอยู่ใต้ รธน. ทั้งธรรมแลวินัย วินัยคือกมท.อาญา เมื่อมีลักษณะไม่ตั้งใครใหญ่กว่าพุทธรรมนูญ ก็เป็นลักษณะเดียวกัย ประชาธิปไตย

ลักษณะพวกนี้เป็นเรื่องยืนยันประชาธิปไตยเป็นการให้สิทธิปลดแอกมนุษย์ตั้งแต่ยุค 2600 ปีท่านปลดแอกควารมเป็นทาส สำเร็จด้วย วิธีจะบริหารว่าความตัดสิน ล้วนแล้วแต่อยู่ในหะลักปตช.สากล ศึกษาให้ดีจะพบว่าพุทธศาสนาเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ในโลก แต่ภาษาไม่ ปชตงท่สูงสุดคือธรีรมธิปไตย คือคือคนประเสริฐ ผู้ที่ความนุจคิตธรรม คือคุณธรรมที่เป็นหบักเกณฑ์ทฟษฏีสุ.สสุดคือคนเป็นอรหันต์ ผู้ที่เป็นอรหันต์จะเป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง อยู่เนหือโลกธรรม หมดสุขทุกข์กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุข มีแต่สุขกลางๆเฉยๆ รู้ความจริงตามความเป้นจริง ไม่ได้มีเคหสิตเวทราตามคนโลกที่ยังมิวิชช แม้ตแต่เศษสุดท้าย

คนที่ได้ปกิบัติแบบนี้จนรวมเป็นพฤติกรรม ในสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 นี่เป็นคนที่สูงสุดแล้วถแป็นคนที่มีคุณธรรมนี้เต็ม มีสาราณียะ เป็นคนที่จะรู้สัมพันรู้ช่วยเหลือเกื้อกูล รู้กิจที่คตวรท จะเอาใจส่เพื่อนสหธรรม ตามที่ควรเป็น คนที่อยูใกล้ไก มีคามรัก ปิอยกรณะ รักกันสัมพันกันอย่างดี ไม่ใช่ว่าแยกปลีกเดียว หลุดขาดไปจากสังคม ไม่ใช้ อยู่ด้วยแต่จิตเหนือมีพลังปัญญาอนวัชชสังฆห ทีจพลังที่พันภัย 5 แบ้วซึ่งเป้ฯคณสมบัตขงมนุษย์ ในคนที่ศึกษาบทเรียนของพระพุทธเจ้า จะเป็นคนที่มีคุณสมบัติ 7 ประการนี้ แม้เราจะอยู่กับคนที่มีอบายมุข เราก็ไปข่วขยเชาขึ้นมา เท่าที่เรามีความสามรรถ มีความรัก ปรารถนาดีต่อกันไปช่วยหัน ถ้าไม่มีความรัก ไม่มีจิตใจเมตตาต่อกัน ครุกรณะท่านเป็ฯคนที่สูงสุดแตก็มีความเคารพแม้ในสมมุติ ทั้งเคารพในภาวะจจริง ก็เคารพกันด้วยความรู้วความจรงิใจ เสมอสมานกันเรียกว่าสมานนัตตตา แปลง่ายๆว่าสมานอัตตา และมีสังหฟะ คนที่ช่วยตังเองรอดแล้ง ก็มีพลัง4 เป็นการงานที่ไม่มีโทษ มีคยามขนยันหมั่นเพียร เป็นแรงกำหลังเป็นอำนาจ เอ็นเนอยี่ขอจิตวิญญาณที่ทำงานจริงทาง วาจากัมมันติ อาชีวะ เป็นอาชีพที่ไม่ต้อง มีสังฆหะเกื้อกูลกัน อย่างมีพลัง ไม่ใช่เพื่อหมู่ตัวเอง หรืออย่างเสียไม่ได้ ใครเกื้อกว่างออกไปเมื่อถึงวาระก็ทำ ไม่วิวาท พร้อมเพรียงกัน มีเอกภาพ

สรุปว่ามันมีครบหมดนี่คุณธรามพระพุทธเจ้า เราเป็นเมืองพุทธพากเพียรไปเถอะนี่แหละแดนศวิไบฌวชั้นที่ทั้งโลกต้อการ

วันนี้เราคงเข้าใจ พ่อครูให้คำจำกัดความ ธรรมธิปไตย คือประชาธิปไตยโดยชอบธรรม ที่พ่อครูออกไปติ้องการปชชที่มีสติปัญญามีความชอบธรรม ซึ่งตำรวจพยายามหาความไม่ชอบธรรมของปชช .ที่คุณแซมดิน บอกว่าทุกวิถึทางตำรวจพรยามให้เกิดความไม่ชอบธรรม ให้ควบคุมไม่ได้ แม้อารมณ์จะคุกรุ่นด้วยความไม่ขอบใจ ซึ่งสามารถตกลงให้ยุติการชุมนุมด้วยความสงบ ต่างจากการชุมนุมของเสื้อแดง

เจตนารมร์ที่พ่อครูประกาศวันนี้ ที่ต้องการคือให้บุคคลในสังคมประเทศ ให้มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นก็เพียงพอแล้ว ที่ออกไปไม่ได้ขาดทุนหหรอเพาะมีคนเข้าใจเพิ่ท พ่อครูบอกว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยนี่สวยงามที่สุดแล้ว ต่างจากในต่างประเทศที่จะต้องตีกันแล้ว

ที่มา ที่ไป

551128_เรียนอิสระตามสำนึก ณ สันติอโศก  พ่อท่านและส.เดินดิน


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 13:33:23 )

551129

รายละเอียด

551129 สงครามสังคมธรรมะการเมือง โดย พ่อท่าน ที่ห้องกันเกรา สันติอโศก เรื่อง ลึกซึ้งเพียงใดประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์

วันนี้เรื่องที่จะพูดก็เป็นเรื่องต่อเนื่องที่คุณสุรพจน์ ทวีศักดิ์ เขียนลงในเว็ปประชาไท เอามาวิจัยวิจารณ์กันให้เกิดองค์ความรู้ ขอบคุณต่อผู้แสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะความคิดเห็นของสังคมส่วนรวมในการวิจัยวิจารณ์สังคมนี่มันเป็นเรื่องดีเราอยู่ในสังคมก็ควรมีส่วนร่วม แม้แต่การวิจารณ์ เราก็ต้องทำตามความปรารถนาดี ถ้าปรารถนาร้ายก็ไม่ควรทำ ถ้าเราความปรารถนาดีต่อกันก็วิจัยวิจารณ์กันได้ อาจจะเห็นกันคนละข้างคนละขั้ว แม้แต่บางคนมีจริตแรงก็ตาม แม้แต่อาตมาก็มีความแรง จริงจัง แข็ง ไม่ค่อยอ่อนไม่ค่อยนิ่มเท่าไหร่  ที่จริงอาตมาก็ไม่ได้มีบุคลิกอย่างนั้นหรอก แต่ถึงเวลาวาระที่จะต้องแสดงออกถึงสิ่งที่จริงจัง ต้องยืนยันยืนหยัดเรื่องราวสิ่งที่จริงจัง ก็จะบรรยายแรง ซึ่งถ้าธรรมดาพ่อท่านก็จะบรรยายออกจะยืดยาดช้าไปเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงเวลาเป็นโวหารที่ต้องแรงต้องผ่า ก็ต้องทำ มีคนวิจารณ์ว่าแรง จริงสำหรับผู้ที่มีความรู้สึกรับไว ก็จะกระทบหวั่นไหวไว ก็อาจจะรู้สึกว่าแรง ก็ต้องขออภัยด้วยไม่ได้มีเจตนาร้าย อันนี้เป็นเรื่องลึก อาตมาพูดอย่างจริงใจว่าที่ทำงานทุกวันนี้ไม่ได้มีความปรารถนาร้ายมุ่งร้าย ไม่มีจริงๆ เป็นความมุ่งดีปรารถนาดี บางครั้งต้องมีการตำหนิ ติเตียน เป็นเรื่องที่ต้องกำหลาบ ต้องข่ม เป็นลักษณะเช่นนั้นจริง ๆ ก็ต้องทำตามลักษณะจริงนั้นๆ มันก็เลยดูเหมือนว่ารุนแรง ถ้าคนที่ถือดีถือตัว มีความผิดในตัวเอง พอ อาตมาไปวิพากษ์ไปตำหนิกำหลาบก็เลยดูเหมือน มีอาการไม่ชอบใจมีอาการปวดเจ็บขึ้นมา แม้จะรู้ว่าตนผิด ก็จะถือสาขึ้นมา ยิ่งนึกว่าตนไม่ผิดด้วย ก็จะรู้สึกมีแรงสะท้อนตอบที่ไม่ชอบใจแรง

เป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่อาตมาเรียนรู้อาการของจิตเจตสิก เรียนรู้อันนี้จริงๆ เกิดจากต้นเหตุคือ โลภ โกรธ หลง ต้องเรียนอ่านให้เห็นจริงอย่างหยาบ กลาง ละเอียด อย่างแรงอย่างแข็ง ก็ต้องรู้ของตนจริงๆ รู้แล้วก็ต้องกำจัด เพราะมันเป็นกิเลส เป็นหน้าที่ของนักปฏิบัติธรรมที่แท้จริงเลย ที่ต้องกำจัดกิเลสของตนเอง เราไม่มีหน้าที่จะเก็บไว้นะ ต้องกำจัดเอามันออกอย่าให้มันเหลืออยู่ในจิตใจเลย จะกำจัดอย่างไรก็ต้องใช้วิชาการ ใช้ความรู้ความสามารถที่เรามีเอาออกให้ได้ อาตมาก็ได้ทำเช่นนี้ จนมาเป็นสมณะ มาอยู่กับงานธรรมะ ถือเป็นชีวิตจิตใจเป็นงานเป็นหน้าที่ ที่ต้องทำ ไม่ว่าจะชาตินี้ ชาติไหน ไม่ได้พูดเล่น พูดหัว พูดหลอก พูดลับลวงพราง หรือพูดโกหกอะไรนี่ พูดความจริงเป็นเรื่องที่เป็นจริง เพราะเห็นว่าชีวิตมนุษย์นี่ไม่มีอะไรประเสริฐไปว่าธรรมะ ถ้าเป็นมนุษย์แล้วคุณไม่จัดการเรื่องกิเลสในตัวเอง ธรรมะก็คือการรู้จักกิเลสและละกิเลส ไม่มีอื่นหรอก โดยเฉพาะในลัทธิพุทธ ศาสนาพุทธเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้กิเลสตนเองและกำจัดกิเลสตนเองให้ได้จริงๆ

ถ้ามนุษย์คนใดไม่เอาใจใส่ ในธรรมะในการเรียนรู้กิเลสตัวเอง จะเกิดสุขเกิดทุกข์ ของเท็จของหลอก ก็ต้องอยู่กับมันมั่นแหละมีสุขตัวใดเกิดก็มีทุกข์อยู่ทั้งนั้น สุขกับทุกข์มันคือตัวเดียวกัน  สุขนี่แท้จริงคือทุกข์แปลงร่าง (สุขขัลลิกะ) อัลลิกะแปลว่าหลอกลวง สุขมันเป็นของไม่จริง เป็นของเท็จ ซึ่งเป็นเรื่องลึก อาตมาไม่เคยเห็นนักปฏิบัติธรรมหรือครูบาอาจารย์คนไหนพูดเรื่องนี้ ที่อาตมาบอกว่าสุขเป็นเท็จนี่ ท่านผู้รู้ที่เรียนมามากมาย ก็ไม่ได้เห็นด้วยเช่นอาตมา ดีไม่ดีหาว่าอาตมามาอุตริมาหาเรื่อง ไม่ได้เรียนมาทำเป็นรู้ ดีไม่ดีเสียหายภาษาเขาไปโน่นเลย ก็ท่านจะยึดว่าของท่านถูกก็แล้วแต่ แต่อาตมาก็มั่นใจว่าอย่างนี้ถูกต้องจริงๆ  สุขขัลลิกะเป็นอาหารเท็จเป็นอาการหลอก เป็นอาการของจิตที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ อาตมาก็ได้เอามาบรรยายมาบอกมาสอนกัน ให้พวกเราปฏิบัติและพิสูจน์

อาการสุข อาตมาก็เคยมี แม้ชาตินี้เกิดมาแต่อ้อนแต่ออก จนกระทั่งต่อมารู้ตัวว่าตนเองจะต้องอยู่ในธรรมะ แล้วก็เปลี่ยนแปลงตัวเองจากที่เคยเป็น ก็คืออย่าไปหลงติดสุขทุกข์อยู่กับเขา ก็ต้องปฏิบัติยู่บ้างเพราะอาตมายังไม่ถึงขั้นรู้ปุ๊บทุอย่างสลายปั๊บไปเหมือน พระพุทธเจ้า ไม่เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว บางอย่างก็ต้องปฏิบัติ แต่บางอย่างมันก็หายเลย ซึ่งแต่ก่อนนี้เราถูกครอบงำอย่างโลกๆเป็นลิงลมอมข้าวพอง หลงว่าเป็นจริงอย่างเขานะ เป็นสุข แล้วก็ต้องมาทุกข์เป็นคู่กัน ก็หลงไปตามโลกๆเขานั่นแหละ จนอายุได้ 36  ก็จริงจังออกมาทางนี้ แล้วก็ปล่อยวางเลิกละโลกีย์ แล้วอาการอารมณ์ที่ว่าเป็นสุข ที่เป็นสุขเวทนา อาการอย่างนั้น ก่อนมาทางธรรมก็มีอาการอย่างโลกีย์เข้าใจรสสุขอย่างนั้น แต่พอมาทางธรรมะจะมาสลัดออกแล้ว นิสรณะ รสนั้นมันก็ไม่มี รสนั้นก็เป็นรสเฉยๆ เป็นอุเบกขา เป็นอทุกขมสุข เป็นภาวสัจจะที่เป็นจิตเจตสิก เป็นความจริงของอาตมาที่เกิดที่เป็นแล้วมาอธิบายสู่ฟัง ซึ่งบางอย่างไม่ได้ทันทีก็มีเหมือนกัน บางอย่างก็หายไปเลย ความรู้สึกรสอร่อยพอเข้าใจมันรู้มันก็สลัดคืนเป็นนิสสรณะมันไม่มีเป็นศูนย์ มันก็หมดอารมณ์ในรสนั้นเลย แม้จะสัมผัสเกี่ยวข้องแตะต้อง ถ้ายังวิชชายังเมาอยู่ก็ยังมีรส แต่เมื่อเรารู้แล้ว เกิดวิชชาเกิดรู้แจ้ง อันที่มันเป็นจริงทันทีเลย ก็ไม่มีสุขทุกข์มีอารมณ์อย่างเดิมเป็นอารมณ์เฉยๆอุเบกขามันไม่ทุกข์ไม่สุข เพราะงั้นถ้าไม่เข้าใจในความจริงอันนี้นะ อันนี้แหละคือวิมุติ คือนิโรธ คือนิพพาน อุเบกขาหรืออทุกขมนุขนี่และคือฐานนิพพาน เป็นอาการจิตเจตสิกที่เป็นนิพพาน ถ้าไม่เข้าใจอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง อย่างนี้มันก็หานิพพานไม่เจอ ที่อาตมาพูดนี้ไม่เคยได้ยินใครพูด แต่พ่อท่านก็พูดไป

วันนี้ดูจะเจาะลงไปชัด ง่าย วันนี้รู้สึกจะหยิบมาพูดได้ชัด ง่าย เมื่อก่อนก็พูด เรื่องอทุกขมสุข ก็พูดมามากมาย  แต่คราวนี้รู้สึกว่าพูดเจาะลงไปได้ชัด ตรง  ถ้าใครฟังตามดีๆแล้ว ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้และก็ไม่เป็นอย่างนี้ มันก็ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้าส่วนใครจะเห็นต่างจากอาตมา ก็แน่นอนคนที่เห็นต่างก็จะเห็นต่างออกไป ครูบาอาจารย์อื่นท่านจะไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจ ก็มีนิโรธ นิพพานของท่านก็ว่ากันไป อย่างที่ท่านเข้าใจมันก็ไม่ตรงกันแหละ แต่ของอาตมามันเป็นอย่างนี้ ก็มาเปิดเผยสู่ฟัง จริงๆนี่เป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมนะ ถึงนิพพาน ไม่ใช่มาอวดเล่นๆ มันเป็นการดับเวทนา สุขทุกข์ ดับเวทนา มันดับเพาะดับเหตุจริง ถ้าสิ่งใดที่เราได้ทำมาแล้ว ก็ทำได้ง่าย สิ่งใดไม่ได้ทำมา ก็ต้องเหลืออยู่จริงก็ต้องพากเพียรปฏิบัติ

ในสายปัญญาสายใช้ความฉลาดเรียนรู้ตรรกะ เข้าใจว่าสิ่งนี้ไม่มีตัวตน ทุกสิ่งทุกอย่างอนัตตา แล้วก็เข้าใจอย่างจริงจังว่าทุกอย่างมันไม่มีจริง มันอนัตตาทั้งนั้น แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติ โดยไม่รู้ว่าตัวเองติดอยู่มีรสทุกข์สุกข์อยู่ นึกว่าตนเองเข้าชัดเลย นึกว่าตนเองบรรลุแล้ว ไม่ได้ตามตรวจดูอาการอารมณ์ขณะกระทบสัมผัส กระทบสัมผัสธรรมดาๆถ้าเรากดข่มไว้มันอยู่ลึกมันก็ไม่ออกมา ถ้าเป็นกามาวจรมันอยู่ตื้นเมื่อกระทบสัมผัสมันก็ออกมาง่าย ก็จะไม่ได้เรียนรู้ฝึกจริงเพื่อจะเข้าใจ ไม่มีญาณปัญญาที่จะรู้มันก็ไม่รู้ง่ายๆ กระทบสัมผัสจะเกิดจริงเป็นจริงอย่างไรมันก็ไม่รู้กันได้ง่ายๆ

เรื่องที่จะกล่าวต่อจากสองวันที่แล้วคือเรื่องที่คุณสุรพจน์ ทวีศักดิ์ ได้วิจัยวิจารณ์ ได้เขียนมาซึ่งเป็นการศึกษาไม่ได้มาพูดหรืออธิบาย แก้ไปแก้มา ถกไปถกมานี้ เพื่อที่จะเอาชนะคะคาน เพื่อจะถกเถียง แต่เพื่อเป็นการศึกษา ถ้าผู้ใดไม่เข้าใจตรงอย่างนี้ มามุ่งมั่นว่าอาตมาเถียงเอาชนะคะคาน ไม่ยอมแพ้ ติดยึด ก็ไม่เป็นไร ใครจะเข้าใจอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาแต่อาตมาว่านี่เป็นการศึกษา แต่ เพาะเชิงคิดของคุณสุรพจน์ก็มีสิ่งที่ดี ละเอียดลึกซึ้ง มีรอบลึก รอบต้นอะไรอยู่เยอะทีเดียว เป็นนักศึกษา มีคนเอาบทความของคุณสุรพจน์มาให้ อาตมาก็ดูว่าได้วิพาษ์วิจารณ์สันติอโศกอยู่มากเหมือนกัน

มีปมประเด็นและพยัญชนะ ที่อาตมาเอามาจากบทความของคุณสุรพจน์ที่เขียนในวันที่ 24 พ.ย55. จะไม่อ่านทั้งหมด เพราะมันยาว แต่จะเอามาบางประเด็นหยิบมาพูด ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองของบ้านเราที่เป็นมา  ที่มีความเห็นต่างกัน เป็นมุมมองที่เบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริงที่ต่างกัน ก็มีอยู่ที่สำคัญอยู่ 3 ประการ 1.โครงสร้างหรือระบบอันเป็นสาเหตุของปัญหาขัดแย้ง 2. เกิดมุมมองอย่างผิดพลาดว่ากลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นเพียงพวกที่ไม่ยอมรับฟังความเห็นต่าง แค่เห็นต่างกันก็ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่รู้จบทำให้ละเลยที่จะพิจารณาว่ากลุ่มคนเหล่านั้นสู้กันด้วยอุดมการณ์อะไร  และ 3. เมื่อมองไม่เห็นและไม่ยอมมองว่ากลุ่มคนเหล่านั้นออกมาสู้ด้วยอุดมการณ์ก็ละเลยที่จะเอาอุดมการณ์ของคนเหล่านั้นมาพิจารณาว่ามีผลต่อสังคมอย่างไร  เช่นระหว่างการเชิดชูอุดมการณ์กษัตริย์นิยม กับอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างไหนคือทางเลือกที่ควรจะเป็นมากกว่า ซึ่งอาตมาจะพูดถึงประเด็นที่สามนี่ไม่มากนักพูดให้เข้าใจว่ามันมีนัยละเอียด

ที่อาตมาบรรยายทางfmtv เชิดชูพระจริยวัตรของในหลวงคือกษัตริย์ เพราะฉะนั้น คุณสุรพจน์คงเข้าใจว่าพวกอโศกเป็นพวกยึดมั่นในกษัตริย์นิยม อาตมาขยายคำว่า ลัทธิ  เช่นลัทธิพุทธ ผู้ที่ยึดถือระบบนี้ ระบอบนี้ ลัทธินี้หรือทฤษฏีนี้ก็แน่นอนว่าเขายึดถือ แต่เขายึดถืออย่างมีปัญญา หรือยึดมั่นถือมั่นเอาเป็นเอาตายจนกระทั่ง ใครแตะไม่ได้เกิดกิเลสเลย หรือเปล่า จุดสำคัญคือ ยึดจนเกิดกิเลส ถ้าเขายึดมั่นถือมั่นเหมือนกันเอาจริงเอาจังเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้เกิดกิเลสอะไร ยกตัวอย่างเช่น อาตมายึดศาสนาพุทธ ยึดมั่นถือมั่นในพระพุทธเจ้า และจะยึดมั่นถือมั่นไปอีกนานเพราะอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ แต่อาตมาไม่ได้ยึดอย่างมีกิเลส ยึดอย่างมีปัญญา ยกตัวอย่างเช่นพระพุทธรูปเป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้าพวกที่เป็นพระพุทธเจ้าอิสซึ่ม (พูดง่ายๆให้เข้าใจแต่อาจไม่ถูกหลักภาษา) คือคนที่ยึดอย่างมีกิเลสถ้าใครไปแตะใครไปทำอะไรกับพระพุทธรูปก็จะโกรธ หรือแม้แต่กษัตริย์นิยม ใครไปแตะพระมหากษัตริย์ก็ต้องกิเลสขึ้น อาตมาว่าอาตมาไม่ได้มีกิเลสขึ้นแต่รู้ด้วยปัญญา รู้ว่าคนเขาทำนั้นเขาทำอะไร ควรหรือไม่ควร ซึ่งความถูกควรก็แล้วแต่ปัญญาของแต่ละคน จะตัดสินเองเป็นอิสรเสรีภาพ ถ้าคนเห็นถูกเห็นควร แน่นอนอย่าไปว่าใครเขา ถ้าเขาไม่ถูกไม่ควรเราไม่เห็นด้วยอยากจะปรามก็ปราม อยากจะบอกแจ้งก็ทำตามหน้าที่ ตามหลักเกณฑ์ กฎหมาย โดยเฉพาะตามจารีตของสังคม ขนบของสังคมก็ตาม ก็ต้องทำเท่าที่ควร หรือไม่ทำเท่าที่คิดว่าไม่ควรทำ  นี่คืออิสรเสรีภาพ  ที่พูดนี้ให้ผู้ที่มีปัญญาเข้าใจ สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญญา อาตมาต้องใช้คำว่า หาว่าอาตมานี่หลงใหลคลั่งใคล้กษัตริย์นิยมก็ไม่ว่าอะไร เพราะว่าอาตมายึดคุณธรรมของกษัตริย์พระองค์นี้ท่านมีจริงเป็นจริงเท่าที่เห็น

ที่พูดต่อไปคงไม่หมิ่นพระบรมฯ อันนี้เป็นความรู้ทางวิชาการ เช่นกษัตริย์บางพระองค์ ท่านทำไม่ถูก ประพฤติไม่ค่อยดี เป็นต้น อันนี้เป็นวิชาการ ก็แน่นอนว่าเราก็ต้องรู้ว่าอันนี้ไม่น่านับถือมันเป็นสัจจะ แต่เราก็ต้องเคารพตามสมมุติสัจจะ ต้องรู้คุรุกรณะ การเคารพตจามสมมุติที่ตั้งตามโลก คุณก็ต้องทำตามโลกแม้ใจเราไม่นับถือ ยิ่งเคารพตามที่เราควรเคารพ คนอื่นเขาไม่เคารพเลยไม่เอาด้วยหรือเอาด้วยน้อย ก็เป็นสิทธิของเขา

คนไม่เคารพเลย ตีทิ้งเลย มี โดยเฉพาะในคนไทยไม่เอาเลยบอกระบบกษัตริย์ไม่เอาเลย ตีทิ้งก็มี แต่อาตมาอยู่ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราก็ต้องปฏิบัติตามระบอบนี้ แน่นอนใจใครไม่นับถือไม่เอาก็เรื่องของเขา แม้ใครเอากษัตริย์แต่เขาก็ยังเคารพกษัตริย์ผู้มีคุณธรรมมันก็เป็นได้ แต่จริงๆเขาไม่อยากได้หรอกระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เขาต้องการ ระบอบประชาธิปไตยขาเดียว

มันก็มีส่วนจริงของเขา แต่อาตมาว่าในมนุษย์มีกายกับจิต ตั้งแต่โบราณมาจนถึงทุกวันนี้กายกับจิตก็ยังมีอยู่เช่นนั้น ในเรื่องจิตวิญญาณนี่สูงส่งมาก ถ้ามันเหลือแต่กาย ไปตีทิ้งสิ่งที่สูงส่งลึกซึ้งแล้ว ก็จบ ใช้ไม่ได้ เลิกเลย เรื่องจิตวิญญาณนี่ซับซ้อนลึกซึ้งมาก  แต่ถึงเวลาวาระใดวาระหนึ่ง ที่ประเทศจะต้องเป็นประชาธิปไตยขาเดียวเป็นประเทศที่ไม่มีกษัตริย์ ก็เป็นได้ถึงเวลาวาระนั้นก็เป็นได้

อาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ในขณะนี้ยุคนี้โดยเฉพาะสัจจะ อาตมาเคารพพระมหากษัตริย์ ร.9 นี้ ว่าพระองค์มีจริยวัตรที่น่านับถือจริงๆอันนี้อาตมาวงเล็บเอาไว้เลย แต่อาตมาก็ไม่ได้มีความคิดว่า ประเทศไทยต้องเป็นประชาธิปไตยขาเดียว หรือสองขา อาตมาไม่ต่อสู้ในประเด็นนี้ ไม่กระทำในประเด็นนี้ อาตมาถือว่า อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด มันก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามกาลเทศะ what ever will be will be อะไรจะเกิดมันก็เป็นไปตามสิ่งที่มันควรจะเป็น แต่มันยังไม่ถึงเวลามันยังไม่เกิด อาตมาไม่เอาสิ่งเหล่านั้นมาโดยคิดแบบกระต่ายตื่นตูม เมื่อยังไม่ทันเกิดอะไร หรือเราไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ทำ  แต่ลึกๆแล้ว อาตมามีความเห็นว่าประชาธิปไตยสองขาสมบูรณ์กว่าประชาธิปไตยขาเดียว ถึงยุคที่มีแต่ประชาธิปไตยขาเดียว พระเจ้าแผ่นดินไม่มีแล้ว นั่นแหละมันใกล้กลียุค บอกให้ได้เลยจะเรียกว่าพยากรณ์ก็ได้ จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้ววิญญาณจะเสื่อม คุณธรรมจะลดถอยลงจะตื้นเขินมากในเรื่องจิตวิญญาณ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆห้ามไม่ได้หรอก อาตมารู้อยู่และจะไม่ดันทุรังให้มันเกิด จะไม่เป็นเหตุปัจจัยให้มันเกิดโดยที่ว่า มันยังไม่เป็นเหตุปัจจัยของมันเอง ลึกๆอาตมาเห็นว่าประชาธิปไตยสองขานี่ดีกว่าขาเดียว ยกเว้นแต่ว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นไม่อยู่ในทศพิศราชธรรม หรือใช้ภาษาง่ายๆว่ากษัตริย์พระองค์นั้นแย่หน่อย เป็นภาษาความรู้วิชาการไม่ได้ลบหลู่พระมหากษัตริย์แต่อย่างใด มันก็เป็นเรื่องไม่ดีเองเป็นเหตุปัจจัยเอง ในแนวลึกของมนุษยชาติมันมีจริงเป็นจริง อาตมารู้เรื่องเหล่านี้เพราะผ่านยุคกาลมา ในยุคนี้อาตมาไร้การศึกษา แต่พูดจากความรู้สึกจริงความเห็นจริง ไม่ใช่พูดจากตำราหรือศาสตร์ใดๆ ผิดถูกก็รับผิดชอบด้วยตัวเอง แต่อาตมาพูดด้วยความปรารถนาดี เห็นว่าควรบอกกันให้รู้อธิบายกันให้เข้าใจก็เท่านั้นเอง

ในประเด็นอื่นๆที่คุณสุรพจน์ว่าเป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งกัน ก็เป็นความขัดแย้งในทางการเมือง ไม่ว่ามุมมองที่ผิดพลาดว่ากลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นพวกที่ไม่ยอมรับฟังความเห็นต่าง แค่ความเห็นต่างก็วุ่นวายทะเลาะกัน มันก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ถ้าเขายึดมั่นถือมั่นจะไปห้ามเขาได้อย่างไร จะเอาเป็นเอาตายมันก็รบกัน ก็วุ่นวาย แต่ถ้าคนที่พัฒนาตามแบบพระพุทธเจ้า รู้จักความเหมาะความควร ทำตามเหมาะควรอย่างแท้จริงจะไม่เกิดความวุ่นวายอะไร

ประเด็นที่อยากจะพูดอีกอันคือที่คุณสุรพจน์ได้เขียนโยงใยไปถึง อ.ดร.สมภาร ได้กล่าวถึงว่า รู้จักอาจารย์ชาวในอเมริกันคนหนึ่ง เขาก็มองเห็นปัญหานี้ในประเทศของเขาปัญหาที่ว่าคือมันมีความชั่วร้ายที่จำเป็น (Necessary evil)  เป็นความชั่วร้ายที่จำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของประชาธิปไตย อ.ในอเมริกาท่านนี้ก็เห็นเช่นกันและต้องการเห็นระบบสวัสดิการที่ก้าวหน้ามากขึ้น คำว่าระบบสวัสดิการที่ก้าวหน้าเป็นอย่างไร เป็นระบบที่ผู้มีคุณธรรม แล้วบุคคลที่มีคุณธรรมหลายๆคน เป็นหนึ่งเดียวกัน มีศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา มารวมกัน มารวมกันก็เกิดเป็นกลุ่มหมู่ที่มีพฤติกรรม ที่มีคุณธรรมอย่างนั้น ก็เกิดเป็น จารีต เป็นขนบธรรมเนียม เป็นพฤติกรรมของกลุ่มสังคมนั้นๆ และรับรู้ร่วมกันในหมู่กลุ่ม เป็นสิ่งที่เป็นอยู่ประจำ เป็นครั้งคราวหรืออยู่ตลอดกาลก็ตาม เรียกว่าเป็นจารีตหรือเป็นขนบ ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างเช่นชาวอโศกมีขนบมีจารีตที่ได้ฝึกฝนศึกษาเป็นศีลสามัญญตา เป็นทิฏฐิสามัญญตา แล้วจนเกิดเป็นจารีตเป็นขนบขึ้นแล้วในสังคมของชาวอโศก จารีตและขนบคือการกระทำโดยสังคมกลุ่มหมู่นั้น เช่นว่าชาวอโศกประพฤติเช่นนี้จะเรียกว่ารวมๆว่า เป็นพฤติภาพหรือบุคลิกชาวอโศกก็ได้ ถ้าบุคลิกนี่เป็นประจำ แต่ถ้าเป็นครั้งคราวหรือประจำก็ได้ก็เรียกว่าจารีต เป็นขนบ เป็นประเพณีเหมือนกัน หรือต่อไปสูงไปเป็นวัฒนธรรมก็ได้ จารีต ประเพณี วัฒนธรรม ยิ่งชัดขึ้นมีองค์ประกอบมากขึ้นก็ได้ ชาวอโศกก็มีของชาวอโศก เช่นพวกนี้เขามีจารีตไม่กินเนื้อสัตว์ เขามีขนบประเพณีของเขาอย่างนี้แหละ  เป็นครั้งคราวก็จะมาร่วมกันปฏิบัติธรรม เช่นงานพุทธาฯ ปลุกเสกฯ ก็เป็นวัฒนธรรมหรือเป็นจารีตประเพณีของชาวเรา นั่นเป็นรูปธรรมชัดๆ นอกนั้นก็มาร่วมกันทำอันโน้นอันนี้เป็นครั้งคราว ก็เป็นเรื่องที่เกิดจากแนวคิดเป็นเรื่องที่เกิดจากความเข้าใจร่วมกันฝึกฝนแล้วมาทำเอาให้เป็นพฤติกรรมของตน แล้วมันก็เสมอสมานเรียกว่าสามัญญตา ศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา ตามควร แล้วมีนัยละเอียดซ้อนที่ว่า คนนี้ทำได้แค่นี้ เราก็เข้าใจเขา ก็อยู่อนุโลมปฏิโลมกันไปประสานกันเป็นระดับ คนนี้ศีล 5  โสดาบันเสมอสมานกับโสดาบัน สกิทาคามีเสมอสกิทาคามี อนาคามีก็เสมอสมานกับอนาคามี แล้วอนาคามี สกิทาคามี โสดาบันก็เสมอสมานกันอยู่ เชื่อมโยงกันอยู่ ถ้าเป็นอาริยะจะเห็นพฤติภาพได้ว่าพวกนี้ ไม่ได้มีลักษณะของกิเลสโลภ  กิเลสโกรธ กิเลสราคะ อะไรออกมาเป็นพฤติภาพที่ เห็นได้ชัด

อันนี้ลึกซึ้งในวัฒนธรรมจารีต ขนบ ประเพณี ของมวลมนุษย์กลุ่มนี้ คำว่าจารีตจึงเป็นเรื่องลึกซึ้งที่เกิดจากสิ่งที่ต้องเรียนรู้ มีหลักเกณฑ์มีวินัย มีระบอบระเบียบ อย่างนี้นะเรียกว่า ศีล แล้วเราก็ใช้ศีลนี่เป็นกรอบให้แก่ตน แล้วประพฤติให้ไปตามจุดหมายเรียกว่าทิฏฐิ ทฤษฏีอย่างนี้แม้ในที่สุดอุดมการณ์ อุดมคติ สุดยอด ไปนิพพานเป็นอาริยะสูงสุด พฤติกรรมสุดยอดเป็นเช่นนี้ กาย วาจา ใจ คือ ไม่มีโลภ โกรธหลง เมื่อเราเข้าใจแล้วก็มาพากเพียรปฏิบัติ จนเกิดผลจริงเป็นจริงขึ้นมา ได้เท่าใดเป็นจริงเท่านั้นเป็นปรากฏการณ์จริง เป็นปาตุภาวะ เป็น Phenomenal เป็นปรากฏการณ์จริงของชาวอโศก

พูดถึงคำว่า จารีตของอโศก มีสวัสดิการที่ก้าวหน้ามาไกล ของระบอบประชาธิปไตย เป็นวัฒนธรรมเป็นสวัสดิการ สาธารณโภคี สวัสดิการบุญนิยมเป็นต้น เป็นจารีตบุญนิยม จารีตสาธารณโภคี ซึ่งมีลักษณะของสวัสดิการอย่างไร คือร่วมกินร่วมใช้สมบัติส่วนกลาง แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นของตน ใครยังยึดอยู่ก็เป็นกิเลสใครกิเลสมัน แต่รู้ร่วมกันเป็นสมมุติสัจจะว่ามีส่วนกลาง ใครจะมุบมิบเป็นส่วนตัวก็แล้วแต่ แต่รู้แล้วว่ามันยังไม่สมบูรณ์ รู้ว่าทิฏฐิสามัญตา อุดมคติสุดยอดคือหมดตัวหมดตน ไม่ถือว่าอะไรเป็นเราเป็นของเราไปจนหมด นี่คือสิ่งที่ละเอียด ที่อาตมาภูมิใจในทฤษฏีของ พระพุทธเจ้า ที่อาตมาเข้าใจว่าเป็นเช่นนี้แล้วเอามาให้พวกเราได้ปฏิบัติ  จนได้มรรคได้ผลจนเกิดหมู่กลุ่มชุมชนชนิดนี้ จนเกิดเป็นจารีต ขนบประเพณี วัฒนธรรม เป็นพฤติภาพ อยู่อย่างชาวอโศกทุกวันนี้ เรียกได้อีกคำหนึ่งว่า เป็นพวกอโศกอิสซึ่ม หรืออโศกนิยม พวกบุญนิยม บุญคือการชำระกิเลส แล้วได้ผลจนเป็นคนชนิดนี้เกิดกลุ่มหมู่ มีมีจารีตมีขนบ ประเพณีวัฒนธรรม เช่นนี้ พฤติภาพเช่นนี้

อ.สุรพจน์ก็บอกว่าอาจารย์อเมริกันคนหนึ่ง ก็เห็นปัญหานี้ในประเทศของเขา เขาต้องการให้เห็นระบบสวัสดิการที่ก้าวหน้า  แต่ในอเมริกาปัญหาที่เขาพบคือพวกนายทุนใหญ่ๆต่างบริจาคเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ฉะนั้นพรรคการเมืองจึงไม่ยอมออกกฎหมายที่กระทบต่อนายทุน เช่นการเก็บภาษีพิเศษเพื่อสนับสนุนสวัสดิการสังคม เหมือนในยุโรปหรือหลายประเทศเป็นต้น(มันถูกมองว่าขัดต่อหลักเสรีนิยมที่คนเขายึดถือกันอยู่) แต่อาจารย์ชาวอเมริกันคนนี้ก็เห็นว่าที่เปิดให้ประชาชนมีเสรีภารในการวิจารณ์ตรวจสอบทุกอำนาจได้ มันจะทำให้สังคมเขาตรวจสอบตัวเองและด้วยกระบวนการประชาธิปไตยมันจะค่อยๆ แก้ปัญหาของตัวมันเองไปเรื่อยๆ

ก็จริง อาตมาก็เห็นว่าอเมริกาก็ตาม อโศกก็ตาม ก็ต้องการที่จะไม่เป็นทาสของนายทุนใดๆ อเมริกาเขาก็พยายามที่จะลบล้างความเป็นนายทุน แต่สังคมอเมริกาก็เป็นสังคมของนายทุนอย่างหนักหนาสาหัส ที่นี้ชาวอโศกพยายามลบล้างความเป็นนายทุน อุดมการณ์เดียวกันเลย  และทำได้ อาจจะบอกว่าเราทำได้เพราะเป็นกลุ่มเล็กๆ อเมริกาเขาใหญ่ ก็ถูก  แต่เราทำตามพระพุทธเจ้าในท่ามกลางกระแสทุนนิยมแม้ในไทยก็ สามารถทำจนลดความเป็นนายทุน ในอโศกไม่มีปัญญามีสวัสดิการที่ก้าวหน้าได้มา ทำได้จริงไม่เพ้อฝัน หลายคนว่าสุดโต่งเกินไป ขอยืนยันว่าไม่สุดโต่งไม่เพื้อผฝันเลื่อนลอย ขอยืนยันว่าเป็นจริงได้

ประชาธิปไตยก็ตามที่ดีที่สุดเหมือน อ.คนนี้ว่าต้องไม่มีนายทุน ที่อื่นนายทุนมาสนับสนุนพรรคกฎหมายพรรคกฎหมายก็ไม่สามารถออกฎหมายที่ขัดกับนายทุนได้ ไทยก็เช่นกัน อเมริกาสำเขที่เป็ระบบปชตเรียบริอยกว่าไทยเพราะเขาบังตคับใช้กฒงจริงจัง แต่ไทยใช้กฒงไม่ได้ฃำกวา คือเข้ามีการใช้กฎหมายหลักเกณฑ์ก็ได้ผล ศีลได้ผล แต่ไม่ดีเท่าสมมารถทำหได้ถึงจิตเปลี่ยนจิตมีฤปัญญารู้กุศลอกุศลสมัครใจทำเองจะเหนือชั้นกว่าใช้กฏหมาย ประเทศที่มีกฎหมายแข็งแรงแต่จิตใจอ่อนแอ เช่นประชาธิปไตยอเมริกากับอังกฤษ

เหตุการณ์ชุมนุมที่ผ่านมาผู้ดูแลกฎหมายละเมิดกฎหมายเอง

เพราะงั้นสังคมที่มีความชั่วร้ายที่จำนนจำเป็นมันเป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่ก็แก้ไขไม่ได้ อาตมาพาชาวอโศกมีความสบายรแล้วก็ออกไปช่วยสังคมให้มีพระเพณีจารีตพฤติภาพอย่างนี้ด้วยความจริงใจ ก็พาพวกเราทำโดยไม่ได้บำเรอให้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขหรือกามอัตตาใดๆ อาตมาแม่นอยู่แต่บางคนก็ยังไม่แข้งแรงพอก็มีบ้างแต่โดยรวมก็ให้คะแนน เป็นประเด็นที่คนจะเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ จะมองว่าอาตมาคุยตัวแต่ก็บอกด้วยความปรารถนาอยากให้คนมาเป็นเช่นนี้ตามแบบพระพุทธเจ้าท่านพาทำมาก่อนแล้วในยุคท่านทำได้ประมาณหนึ่งแต่ยุคนี้จะทำได้กว้างกว่าทำได้มากกว่า

ที่มา ที่ไป

551129 สงครามสังคมธรรมะการเมือง โดย พ่อท่าน ที่ห้องกันเกรา สันติอโศก เรื่อง ลึกซึ้งเพียงใดประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 13:38:23 )

551202

รายละเอียด

551202-รายการวิถีอาริยธรรม โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และ ส.เดินดิน ติกขวีโร ดำเนินรายกา

วันนี้เป็นวันที่ 23 ธ.ค. 2555 คงจะบรรยากาศปทท.คงจะเข้าสู่ครบรอบ 85 ชันษาของในหลวง ถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่มีปทท.มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิศราชธรรม อยู่คู่ชาติบ้านเมืองมายาวนาน พ่อครูเคยปรารภว่า ปทท.มีการปกครองในระบอบปชต.อันมีประมหากษัตริย์เป็นประมุข แล้วก็สามารถนำพาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองที่เป็น ปชต.ที่สมบูรณ์ได้ ในหลวงเราจะเป็นที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้ แต่ตอนนี้ก็ต้องลุ้นกันว่าจะกอบกู้บ้านเมืองได้หรือไม่

ชาวอโศกเรามีงานบุญตลอดการไปชุมนุมก็ไปเปิดโรงบุญแก่พี่น้องที่มาร่วมชุมนุม พอกลับมาก็มาเปิดโรงบุญกันตาม พระพุทธศาสนาชุมชนต่างๆก็ได้เริมเปิดโรงบุญตามหมู่บ้านใกล้ๆกัน

เพราะความที่เรายึดมั่นในคำสอนของพระพุทธศาสนา คิดแค่เรื่องบุญเราก็มีเรื่องให้ทำไม่รู้จบแล้ว ภาพพจน์ของชาวอโศกเลยดูเหมือนร่ำรวยเพราะแจกแบบไม่หยุดไม่หมด มันก็แปลกเหมือนกัน หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ให้พวกเราร่ำรวยอะไร ประเทศไทยเราคิดดูเหมือนกันว่า เคยได้ฟังคุณหญิงจารุวรรณ ว่าไว้ว่าถ้าสามารถเอาเงินที่ถูกนกม.โกงกินไปคืนมาได้ จะสามารถปูถนนให้เป็นทองคำได้เลย ถึงโกงกันขนาดนั้นเราก็ยังไม่ขาดแคลนอะไร

เป็นบุญของไทยที่มีในหลวงปกเกล้าคุ้มกระหม่อมไว้อยู่ และพ่อครูก็ได้ให้โศลกธรรมไว้ว่า “พระพุทธศาสนา คือประชาธิปไตย ที่ยิ่งใหญ่ในโลก) บ้านเมืองไทยเราก็ดูเหมือนว่าอยู่ในสงคราม ปชต. คือไม่ว่าไปค่ายไหนที่ต่อสู้กันอยู่ทุกวัน ก็ปักมั่นว่าฉันต่อสู้เพื่อปชต. พ่อครูก็ปักธงว่าพระพุทธศาสนาคือปชต.ที่ยิ่งใหญ่ในโลก เราก็ต่อสู้เพื่อปชต.เช่นกัน องค์ประกอบเหล่านี้เราคงได้ฟังพ่อครูพูดให้เราฟังว่า ที่พ่อครูมั่นใจว่า พระพุทธศาสนาคือปชต.ที่ยิ่งใหญ่ในโลกได้อย่างไร

ชาวอโศกเราอยู่กันมาก็คงจะรับรู้กันว่า เราไม่ได้ร่ำรวยอะไรแต่เราก็ได้เห็นถึงทศพิศราชธรรมของในหลวงที่มั่นคงเป็นเสาหลักให้ไทยอยู่ตลอดมา แสดงว่าพระพุทธศาสนาคงจะมีเพชรให้เราค้นหาอีกมากมาย เราคงค่อยๆได้ดูกันไปที่ละเม็ด ว่าพ่อครูจะนำเพชรเม็ดไหนมาให้เราดูกัน

อาตมามั่นใจว่า ไม่ได้พูดเล่นพูดโม้ ไม่ได้คะนองอะไร พูดด้วยความไม่ตื่นเต้นอะไรเลย ไม่รู้สึกห่ามเหิ่มอะไรที่จะมาพูด  เพราะมันเป็นเรื่องชัดเจน มั่นแม่น เป็นความจริงที่อาตมามี ภาวะธรรมที่คนเข้าใจยาก เป็นภูมิปัญญา 

ภูมิปัญญาของศานาพุทธเป็นสิ่งที่เกิดจริงเป็นจริงของแต่ละคน อยู่ในอัตตาภาพ อยู่ในจิตเจตสิก ในวิญญาณ ซึ่งมีเวทนา สัญญา สังขารเป็นองค์ประกอบอยู่ เมื่อเวทนาก็เป็นเวทนาบริสุทธิ์  สัญญาก็บริสุทธิ์ สังขารก็บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นสังขารจิตของแต่ละคน เมื่อกิเลสมันดับไปจริงๆ ไม่มีปรุงอยู่ในจิต ไม่ว่าจะเป็นอนุสัยอาวะอะไรมันก็ไม่มี  จิตก็จะอยู่อย่างครบพร้อม ไม่มีอะไรแปรปรวน เปลี่ยนแปลง และจะคงทนตั้งมั่น เมื่อเราไม่สลายมัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของจิตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์โดยแท้จริง

ศาสนาพุทธ หรือ พระพุทธเจ้า ศึกษาเรื่องคน และศึกษาเรื่องความเป็นมนุษย์และศึกษาสังคมมนุษย์เป็นหลัก จึงเข้าใจทะลุปรุโปร่งทั้งหมด อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ได้ศึกษาตามพระพุทธเจ้า ได้ความรู้นั้นมา แต่ยังไม่ถึงสัมมาสัมโพธิญาณ เท่าพระพุทธเจ้า ก็รู้ตามบารมี รู้ตามฐานะ ที่นำมาเปิดเผยก็เป็นสยังอภิญญา เฉพาะความรู้เฉพาะตน

พ่อครู ได้อ่านคอลัมน์สมาธิชาวบ้าน ใน นสพ.ไทยโพสท์ฉบับวันนี้ เขียนโดย อ.บูรพา ผดุงไทย

เป็นการเรียบเรียงคุณธรรมที่คนส่วนใหญ่ยึดถือปฏิบัติอยู่ และเห็นว่าอันนี้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ เขาเข้าใจว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้ ซึ่งอาตมาเห็นต่างออกไป บทความนี้เขาตั้งชื่อว่า”ธรรมะในโลกุตระภูมิ” ซึ่ง

ซึ่งอาตมาเห็นว่าที่ท่านเข้าใจทั่วไป ต่างกับที่อาตมาเข้าใจ

อาตมาอ่านของอ.บูรพาว่า... การปฏิบัติไม่ว่าสายไหน สุดท้ายก็จะเจอลักษณะที่คล้ายๆกันหมด คือ เมื่อจิตผ่านการอบรมแล้วก็จะมีอาการนิ่งสงบลงไป พอจิตมัยนิ่งไปถึงจุดหนึ่งแล้ว จิตมันจะสงบจนพร้อมใช้งานแล้ว พร้อมใช้งานอย่างไร จิตใช้งานก็ต้องมีครูบาอาจารย์สั่งสอน ในลักษณะภูมิจิตภูมิธรรม ในระดับเดียวกับที่จิตมันพร้อมใช้งาน ถ้าจิตไปได้ธรรมะที่ต่ำกว่านี้ จิตมันก็จะไม่พิจารณา เนื่องขณะนี้จิตอยู่ในสภาวะที่จะพิจารณาของภูมิธรรมที่เป็นวิปัสสนา ดังนั้นถ้าเป็นศีลธรรมธรรมดาจิตมันจะปฏิเสธ จิตมันพร้อมที่จะพิจารณา ดังนั้นแล้วจะต้องเพาะเชื้อในภูมิวิปัสสนา พอจิตได้ฟังในภูมิวิปัสสนาอันนี้ไป จิตจะต้องมีครูบาอาจารย์คอยสอนช่วยอบรม อีกอย่างหนึ่งคือจิตสามารถที่จะเกิดอาการผุดรู้ขึ้นเอง อันสืบเนื่องมาจากจิตสามารถที่จะกำหนดให้เกิดความว่างขึ้นในช่องว่างของจิตเองได้ จิตมีความว่างเป็นอารมณ์แล้ว จิตก็เอาความว่างนั้นให้ปรากฏแล้ว จิตก็อาศัยความว่างนั้นให้ปรากฏความรู้แจ้งขึ้นเป็นระยะๆ ให้เราเข้าใจโลกเข้าใจธรรมะมากขึ้น ภูมิวิปัสสนาก็จะเดินไปเอง ภูมิวิปัสสนานั้นจะไปกำหนดให้เกิดอาการต่างๆไม่ได้ เพราะในภูมิวิปัสสนานั้นถ้ายังกำหนดได้ เราก็ยังตกอยู่ในอิทธิพลของความคิด(อาตมาแทรกว่าภูมิวิปัสสนานี่คิดอะไรไม่ได้ ต้องนิ่งเฉยถ้าขืนคิดไม่ใช้ภูมิวิปัสสนา อาตมาเห็นใจและน่าสงสารที่เห็นเช่นนี้)

         ดังนั้นภูมิวิปัสสนาที่บังคับให้คิดไปต่างๆนั้น ยังมิใช่ภูมิวิปัสสนาที่แท้จริง(อาตมาแทรกว่า คือแยกความคิดกับความรู้นี่กับการปรุงแต่งที่เป็นอภิสังขารกับสังขารที่มีการปรุงแต่งไม่ออก เวลาจิตจะสังขารอย่างไม่มีกิเลส มันก็จะเป็นอภิสังขาร นั่นแหละคือคิด แต่ทีนี้อธิบายว่าจิตว่างๆไม่ต้องคิดอะไรเลย มันก็ต้องว่างๆ จะรู้อะไรไม่ได้เลย จะรู้อะไรได้คือต้องโน้มน้อมไป อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ให้โน้มน้อมจิตไป ก็คือให้คิดนั่นเอง โน้มน้อมจิตไปทางไหน ก็คือไปทางบุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ จนกระทั่งถึงภูมิอาสวักขยญาณ ให้จิตมีมโนสัญเจตนา ให้จิตมันมุ่งไปทางนั้น แต่นี่ให้จิตมันคิดเอง)

         ภูมิวิปัสสนาของจริงแล้วอาการท่าทางของจิตจะอยู่ในความว่าง ที่เหนือการควบคุม จิตจะเหนือการควบคุมให้ไปคิดหรือไม่คิดอะไร คือจิตมันจะไปเป็นเอง แต่การที่จะรู้ก็จะรู้ขึ้นมาเอง (อาตมาแทรกว่า ที่จริงก็เป็นไปได้) แต่ถ้าบังคับให้รู้นี่ไม่ใช่ภูมิวิปัสสนาที่แท้จริง เพราะจิตยังมีอุปาทานสัญญาต่างๆที่จิตยังตัดไม่ขาด เราก็จะเห็นไปตามอุปาทานสัญญาต่างๆ ในใจเรามันก็ยังไม่ใช่ภูมิวิปัสสนา สัญญาต่างๆที่มีกิเลส 

         (อาตมาขออธิบายแทรกที่เห็นต่าง ก็ตรงที่ว่า ในขณะนี้ ถ้านั่งหลับตาแล้วก็ผู้ที่เข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิก็จะโน้มน้อมจิตไปเพื่อให้มันคิด แล้วมันจะไปคิดอย่างรู้ เรียกว่า บุพเพนิวาสาสุสสติญาณ มีสติสัมปัชชัญญะโน้มน้อมไปหาสัญญาเดิม สัญญาเก่าๆ ไม่ใช่ไปอยู่เฉยๆให้อุปาทานมันมาสั่งการอย่างที่ท่านอธิบาย ว่าให้มันว่างๆ มันก็ดึงเอาอุปาทานขึ้นมาคิด อันนี้ จริงแล้ว ถ้าจิตมันว่างๆของคนที่ไม่มีอุปาทาน เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือน 6 ท่านก็นั่งใต้ต้นโพธิ์ ท่านก็นั่งสมาธิเข้าไปอยู่ในภวังค์ แล้วท่านก็โน้มน้อมจิตไปเป็น บุพเพนิวาสาสุสสติญาณ ในยามแรก คือให้จิตมันคิดไป ไปเอาสัญญาเก่ามาคิด เพราะฉะนั้นสัญญาท่านไม่มีอุปาทาน เรื่องราวรูปร่างของสัญญา จะออกมาเป็นของจริงที่มีแล้วเป็นแล้วอยู่ในสัญญาไม่ใช่ความคิด แต่เป็นของจริงที่ผู้นั้นมีของตนเองแล้ว เป็นสยัมภูของท่าน ท่านผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นอันใดเป็นของเก่าความเก่า เมื่อครั้งยังมีกิเลส ท่านก็จะเห็นตัวท่านเมื่อนั่นเมื่อนี่ว่ามีกิเลส เมื่อมาได้เรียนรู้ได้มาปฏิบัติแล้ว ก็ได้ชำระกิเลสแล้วกิเลสก็ไม่มี ต่อมาๆก็มีภูมิพามาเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดแล้วเป็นอรหันต์แล้ว บำเพ็ญโพธิสัตว์ต่ออีก ก็จะรู้ว่ามันหมดคืออะไร ไอ้ที่ได้ชำระไปคืออะไร เที่ยงแท้มั่นคงถาวรแล้วหรือไม่ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกแล้วคืออะไร จนเป็นโพธิสัตว์สูงขึ้นๆเป็นลำดับจนถึงลำดับที่ 8 ที่9 ไม่ใช่ความคิดแต่เป็นความรู้ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ

         ในสิ่งที่เกิดที่ดับก็คือสิ่งที่สัญญาจำได้ จากเรื่องเมื่อนั่นมีกิเลสอยู่แล้วก็ล้างกิเลสอย่างนี้ กิเลสก็หมดอย่างนี้ ท่านก็จะรู้จักวิธีการว่าทำอย่างนี้มันจึงหมด ทำทวนอย่างนี้เป็นอาเสวนาภวานพหุลีกัมมัง จนสมบูรณ์เป็นนิจจัง ทุวัง สัสสตัง อวิปรินามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปังอย่างไร เป็นตถาคตาแล้ว โดยไม่ต้องไปทำอะไร ก็เป็นได้แล้ว นั่นคือจุตูปปาตญาณ ท่านก็เห็นความเกิดความดับ เจริญขึ้นมาเรื่อยๆ จนครบสัมมาสัมโพธิญาณ ท่านก็รู้ตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ความคิด คือผลักความรู้มโนสัญเจตนา ไปให้สัญญาเก่าของจริงที่เรามี ไม่ใช่ที่รู้ขึ้นมาเอง รู้ขึ้นมาเองโดยไม่ต้องโน้มน้อมจิตไป ก็เป็นได้ คือจิตว่างๆ มันรู้ขึ้นมาเอง นั้นแหละคือผู้ที่มีของจริงเป็นสยังอภิญญา บรรลุแล้ว หรือแม้ยังไม่จบก็จะรู้ความจริงของตนได้ แต่มันก็นานกว่าจะไล่ปรากฏออกมา เปิดจิตที่จะรู้ไม่ใช่ลอยๆเฉยๆ

ทีนี้คนที่มีอุปาทานอยู่ มันก็จะขึ้นมาทำงานปรุงแต่งเป็นของปลอม มันไม่ใช่ของสะอาด บริสุทธิ์ ก็เห็นว่านี่แหละสิ่งรู้ ส่วนมากเป็นของไม่สะอาด ไม่ได้รู้ความจริงตามความเป็นจริงในสัญญา ปล่อยให้จิตทำงานตามอุปาทานที่ทำงานเป็นหลัก  เพราะมันมีอยู่ สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่ปรุงแต่งโดยกิเลส จึงเป็นภาพหลอกภาพหลอนเสียเยอะ

เพราะงั้นในการนั่งให้จิตว่างๆมันไม่ใช่คิดแต่มันคือเตวิชโช เพราะญาณหยั่งรู้มันเป็นวิปัสสนาญาณสัมผัสสภาวธรรมนั้นๆ อ.บูรพานิยามวิปัสสนาญาณว่าคือญาณอย่าคิดอะไร ญาณอยู่ว่างๆแล้วจะเกิดวิปัสสนาเองจะเกิดรู้เห็นเอง ถ้าคิดอย่างนี้ก็ผิดเลย เพราะวิปัสสนาญาณคือสัมผัสของจริงเลยแล้วก็เห็นรู้ตามสัมผัส เรียกว่ารู้อย่างสัมผัสเห็นๆแล้วจะเกิดเวทนาอย่างไรก็รู้หมดแบ่งแยกออกหมดแล้วจะดับตรงไหน วิตกวิจารณ์แยกออกหมด จะดับถูกต้องหมด นี่คือวิปัสสนาวิธีให้เกิดวิปัสสนาญาณ แล้วก็ปฏิบัติอย่างปอกเปลือก ปอกมะม่วงก็รู้ว่าปอกมะม่วงอยู่ หั่นเนื้อมันออกมาเป็นชิ้นๆก็รู้หมด นี่คือวิปัสสนาญาณ อยู่กับมือแล้วสัมผัสอยู่กับตัวก็รู้หมด แม้แต่นี่คืออาการกิเลส นี่คืออาการกิเลสลด กิเลสหมดแล้ว ทำให้แข็งแรงสมบูรณ์ก็รู้หมด ท่านก็มาเรียบเรียบไว้ เป็นวิปัสสนาญาณ 9 เพราะฉะนั้นถ้าวิปัสสนาญาณคืออยู่เฉยๆ ก็คงไม่ต้องมีภาษามาเรียกวิปัสสนาญาณ 9 ขั้น อันมีตั้งแต่อุททัพยานุปัสสนาญาฯ..... 

เป็นมุญกิจตุกัมยญาน ต้องรู้อาการจิตที่เป็นญาณเหล่านี้ มันเป็นคุณสมบัติของญาณที่จะเกิดเป็นขั้นๆ...อาตมากล่าวต่อเป็น  วิปัสสนาญาณ 16 (โสฬสญาณ) ...บันทึกไม่ทัน ถ้าวิปัสสนาญาณคืออยู่เฉยๆ พระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องบัญญัติภาษาเหล่านี้

จะเกิดวิปัสสนาญาณเพราะปฏิบัติลืมตาปฏิบัติเป็นขั้นๆ ตามลำดับนี่คือความละเอียดที่เข้าใจไม่ง่าย ก็เห็นใจโดยเฉพาะเดินทางผิดปฏิบัติมิจฉาสมาธิ ผิดทาง ไม่เป็นการปฏิบัติโดยตาเปิดมีผัสสะเป็นปัจจัยจะรู้ว่าวิญญาณเราสะอาดขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ใช่ไปกำหนดวิญญาณว่าตายแล้วค่อยล่องลอยเหมือนภิกษุสาติ โดยไม่เรียนรู้จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ในปัจจุบันนี้ที่มีผัสสะ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่นในขณะนี้ ไม่ได้เรียนเป็นปัจจุบันธรรมอย่างนี้ เป็นอิทพรหมจริยวาโว ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่านี่แหละ คือชมพูทวีปที่มี สุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส อย่างนี้แหละ มันก็เลยนอกทางที่ต่างจากที่พระพุทธเจ้าสอน มันนก็เลยนอกทางที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้)

พ่อครูอ่านต่อ ส่วนเมื่อจิตสงบดีก็จะตัดกระแสต่างๆตักกระแสสมมุติ ตัดกระแสบัญญัติเกิดความรู้ขึ้นเอง แล้วจิตก็ไต่ความรู้นั้นไป พิจารณาไปตามธรรมชาติของจิต (อาตมาแทรกว่า ไอ้ที่พิจารณานี่คิดไหม? มันก็ต้องคิด พิจารณานี่คือวิจัยมันต้องขบคิด ถ้าเอาแต่สักแต่ว่ารู้มันก็ไม่ต้องขบคิด แต่นี่พิจารณาอ้าวแล้วคุณเอาพิจารณาไปใส่ไว้ทำไม คือเอาบัญญัติภาษารู้ว่าต้องพิจารณาเหมือนกัน เพราะเฉยๆก็แค่รู้แล้วมันจะไปแยกแยะอะไรออกเล่า ก็เลยเอาคำว่าพิจารณามาใส่ ส.เดินดินแทรกว่า ก็เขาหมายความว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิปุ๊บนี่ มันจะเข้าไปรู้โดยไม่ต้องโน้มน้อมอะไร อาตมาแทรกว่า คำว่าพิจารณานี่เอาพยัญชนะนี้มาใช้นี่ ผมถึงถามว่าพิจารณานี่มันมีวิจัยขบคิดไหม มันมีใช่ไหม่ ส.เดินดินตอบว่า ก็คิดครับ อาตมาแทรกต่อว่า มันก็เลยย้อนแย้งความจริงไง  มันเป็นธรรมชาติของจิตของมันเอง เขาว่างั้นนะ มันคิดเอง ก็ไม่ว่ากัน หยวนๆ จะบอกว่าคิดเองก็ไม่ว่ากัน

พ่อครูอ่านต่อว่า... การเกิดความรู้แจ้งนี้เป็นความรู้แจ้งในโลกียภูมิ ยังไม่เป็นพระนิพพาน ต่อเมื่อจิตสามารถก้าวพ้นสมมุติบัญญัติโลกนี้ได้ ขึ้นสู่โลกุตรภูมิ (อาตมาแทรกว่า แล้วสมมุติบัญญัติและก้าวพ้นสมมุติบัญญัติคืออย่างไร นี่อยู่กับภาษาทั้งนั้นนะ) อันเป็นธรรมะที่ไม่มีสมมุติบัญญัติแล้ว (อาตมาแทรกว่า พยัญชนะก็ถูก แล้วมันอย่างไร จิตมันต้องรู้ความจริง แต่นี่ก็สมมุติเป็นภาษาไปเรื่อยๆ อย่าลืมว่าจิตก็ยังมีอุปาทานอยู่นะคนที่พูดนี่) พอจิตไปรู้เรื่องกระบวนความคิดภายในจิต รู้เรื่องจิตกับความคิดที่เกิดดับขึ้น ภายในจิต ไปรู้จิตที่ปรุงแต่งเมื่อไหร่ ก็เอาความปรุงแต่งนั้นมาใส่ความคิดเหล่านั้น ซึ่งขบวนการเหล่านี้จะส่งให้จิตถึงโลกุตรภูมิ

พ่อครูว่า..มันไม่รู้เรื่องเลย มันเอาจิตที่ปรุงแต่งนั้นมาใส่ความคิด มันก็เป็นจิตปรุงแต่งสิ แล้วก็แยกไม่ออกอีกว่า เป็นสังขารแบบไหน เป็นปุญญาภิสังขาร หรือสังขารที่ไม่มีกิเลสแล้ว เป็นอปุญญาภิสังขารหรือ อเญชาภิสังขาร ถ้าผู้ที่ไม่มีความรู้เลยนี่ปุญญาภิสังขารไม่ได้ คุณจะชำระกิเลสไม่ได้ เพราะไม่รู้จักวิธี  รู้วิธีชำระกิเลสจึงเป็นปุญญาภิสังขารเป็นเสขบุคคล(บุคคลที่ยังชำระกิเลสอยู่) พอชำระได้หมดก็เป็นอปุญญาภิสังขาร เพราะฉะนั้นปรุงแต่งโดยไม่มีกิเลสถ่ายเดียว เป็นกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม ไม่มีบาป เป็นสัพพาปัสสอกรณัง แต่นี่อ.บูรพา เขาพูดว่า เอาความปรุงแต่งมาใส่ความคิดเหล่านั้น แล้วเป็นโลกุตรภูมิมันจะไม่โมเมไปหน่อยหรือ

พ่อครูอ่านต่ออีก พอจิตถึงโลกุตรภูมิแล้ว ธรรมะต่างๆที่มีสมมุติบัญญัติอยู่ก็หมดความหมายเพราะจิตของผู้ปฏิบัติรู้แล้วว่า จิตที่สำเร็จนั้นเป็นโลกุตรภูมิ จิตไม่ได้สำเร็จที่โลกียภูมิ

พ่อครูว่าแต่ของอาตมาจิตสำเร็จที่โลกียภูมิ รู้จักโลกียะรู้จักกิเลส พอดับกิเลสจิตก็เป็นโลกุตรภูมิ นี่อาตมาอธิบายอย่างนี้ แต่ของเขาอธิบายเหมือนภูมิเป็นแหล่งๆ เหาะลอยไปตามภูมิต่างๆเป็นสภาวะเป็นแท่งเป็นที่มันไม้เห็นว่ากิเลสดับก็เข้าโลกุตรภูมิ เป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลก็เป็นโลกุตรภูมิขั้นหนึ่ง พอสกิทาคามีมรรคก็ปฏิบัติไปเป็นสกิทาคามีผลก็เป็นขั้นสองแล้วเป็นอนาคามีมรรคอนาคามีผลก็ขึ้นไปอีกสองภูมิ เป็นหกภูมิ ขึ้นสู่อรหัตมรรคอรหัตผล ก็จบสมบูรณ์เป็นโลกุตรภูมิที่ 9 เพราะพ้นโลกุตรภูมิทั้ง 8 ไปได้ ก็รู้สภาวะของภูมิเหล่านั้นอย่างชัดเจนว่าอยู่ในระดับโสดาฯอย่างไร ในระดับสกิทาฯอย่างไร กามาวจรภูมิซึ่งเป็นอบาย ดับอบายได้ก็เหลือกามาวจรภูมิของสกิทาคามี พอดับสกิทาคามีไปเรื่อยๆ  สั่งสมเป็นอนาคามีไปเรื่อย จนหมดกามาวจรภูมเหลือแต่รูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ อนาคามีก็ดับรูปาวจรภูมิกับอรูปาวจรภูมิของตนอย่างมีผัสสะด้วย ลืมตาเห็นอยู่หลัดๆว่าสัมผัสอยู่กิเลสเกิดจริงและกิเลสดับจริง ไม่ใช่ไปนั่งเอาสัญญามาขบคิด ยกชั้นนั้นใส่ชั้นนี้อย่างที่ท่านอธิบาย มันไม่ใช่เลยเห็นไหม มันต่างจากเชิงตรรกะที่ท่านอธิบาย แต่ที่อาตมาอธิบายเป็นเชิงของจริง ตามที่พวกเราตามสัมผัสมา ตามลำดับเท่าที่พวกเราปฏิบัติได้ แม้จะไม่รู้ทั้งหมด ยิ่งถ้าคนรู้ถึงอรูปาวจรภูมิเลยก็ยิ่งจะชัด อาตมาไม่ถามว่าใครรู้ถึงอรูปาวจรภูมิแล้วบ้าง ก็ของใครก็ของตนเองก็แล้วกัน มันจะมั่นใจเองว่ารู้ถึงแล้ว รู้ด้วยญาณของตัวเอง 

พ่อครูอ่านต่อ...พอจิตของผู้ปฏิบัติแล้วรู้ว่าจิตสำเร็จนั้นสำเร็จที่โลกุตรภูมิ ไม่ได้สัมผัสที่โลกียภูมิ จิตพอเลย สมมุตติบัญญัติแล้วนั้น จิตจะรู้ว่าพระนิพพานั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับธรรมะที่สอนด้วยสมมุติบัญญัติ (อาตมาแทรกว่าแล้วพระพุทธเจ้าจะมาบัญญัติสิ่งเหล่านี้ไปทำไม ท่านจะมาบัญญัติให้มันเหนื่อยทำไม ถ้าเผื่อว่าไม่ต้องใช้ นี่ใช้ไม่เป็นก็เลยตีทิ้งไปหมดเลย อาตมาขออภัยอ.บูรพา อาตมาไม่ได้ว่าอ.บูรพาหรอก เห็นใจสงสารเข้าใจ เสียเวลาไปเรียนตามๆกัน ก็แน่นอนว่าคนเรามันก็ต้องเรียนผิดก่อนถูกก็ค่อยๆเป็นไป)

ส.เดินดิน..แทรกว่า “ของจริงต้องนิ่งใบ้ ถ้าพูดได้ไม่ใช่ของจริง” อาตมาบอกว่าอันนี้โมเม ก็มันไม่รู้มันก็เลยพูดไม่ได้สิ เป็นข้อแก้ตัว ที่จริงที่พูดไม่ได้คือมันไม่รู้ ใช้คารมกลบเกลื่อนตัวเองปิดไว้สนิท เก่งจริงๆ

พ่อครูอ่านต่อ...พระนิพพานเกี่ยวเพียงธาตุรู้ สติที่เห็นความคิดแล้วเท่าทันความคิด ไม่หลงปรุงหลงแต่งหรือจิตดวงไหนไปหลงยึดมั่นถือมั่นเป็นจริงเป็นจังเกิดเป็นอวิชชาขึ้น จิตคิดที่ไหนปรุงที่ไหนก็เกิดเป็นตัวเป็นตนขึ้นที่นั่น เมื่อจิตเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่า แท้ทีจริงเราต่างเวียนว่ายอยู่ในความคิดความฝันของตัวเราเอง พอจิตเริ่มรู้อย่างนี้ จิตก็เริ่มรู้ความจริงหลายอย่าง ก็ขอให้ผู้ปฏิบัตินั่งดูความคิด ดูตัวของตัวเอง เท่าทันมันหมดทุกกระบวนการ ทำสมาธิก็พุ่งตรงไปยังที่จิต อย่าไปดูอย่างอื่น เพราะอย่างอื่นไม่ใช่พระนิพพาน ดูไปก็เสียเวลาไม่มีประโยชน์อะไร จะสำเร็จพระนิพพานได้มันก็ต้องดูจิตของคนเรา ไม่ต้องไปรู้อย่างอื่น รู้เพียงจิตของตนเอง รู้ในจิตของตนเองหมดสิ้นเมื่อไหร่ จิตก็จะได้พระนิพพาน ไปรู้อย่างอื่นเยอะขนาดไหน แต่ถ้าไม่รู้จิตตัวเองก็ไม่สำเร็จพระนิพพาน

อาตมาวิจารณ์ว่า ตกลงรู้ตัวเองอย่างเดียว แล้วตัวเองมันมีหลากหลายที่มันเป็นตัวตนมันเป็นอัตตา โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา อะไรอย่างไร อ.บูรพา พอได้ศึกษาพอได้ลดละตั้งแต่ โอฬาริกอัตตาไปบ้างหรือยัง แล้วมันไปยึดอยู่ในจิตเป็นมโนมยอัตตาขนาดไหน พอจะรู้ไหมนี่ยังหลงยังมีมโนมยอัตตาไปบ้าง เกินไปบ้างอยู่ ต้องเห็นจิตในจิตที่เป็นสภาวะที่ไม่เลยเถิด อะไรปรุงเข้ามา อะไรคือปรุง ปรุงมาเป็นกุศลหรือไม่ปรุง กามสังกัปปะเป็นอย่างไรมันมีอาการ กาม อาการพยาบาทอย่างไร เข้ามาร่วมปรุง หรือมันปรุงโดย ไม่มีกาม พยาบาทเป็นอย่างไร มันต้องรู้ในภาพอภิสังขารอย่างนั้น กำลังมีกิเลสเข้าไปร่วมปรุงก็จับไว้ ถ้ามันไม่มีอาการกิเลสแล้วก็เป็นอภิสังขารโดยไม่มีกิเลสร่วมปรุงเลย ก็จะชัดเจนด้วยการรู้จริงตามความเป็นจริง

อาตมาแวะไปให้ความคิดกับแนวสองแนวคือแนวที่เข้าไปสงบแบบฤาษีซึ่งเป็นแนวใหญ่แนวหลักทั่วไปเลย ที่จมอยู่แบบนี้เยอะ กว่าจะมาปฏิบัติตามแนวพระพุทธเจ้า ที่อภิธรรมแจกแจงไว้เยอะ ที่อาตมาพยายามหยิงมาเรื่อยๆเป็นขั้นๆ แม้แต่โสฬสญาณหรือวิปัสสนาญาณก็ขยายไปเรื่อยๆ สักวันก็จะเอาญาณทั้ง73 ญานมาอธิบายสู่ฟังบ้าง ซึ่อาตมาบอกก่อนเลยว่าไม่ได้รู้หมดทั้ง 73 แต่ก็พอบอกได้ ยังมีทิฏฐิ 62 อีก ที่อาตมามีอัตถะธรรมะแต่ต้องฝึกนิรุตติปฏิภาณอีก ที่พูดไม่ได้พูดอวดอ้างแต่อย่างใด แต่พูดความจริงสู่ฟัง จะโกหกไปทำไม ถ้าโกหกก็บาป แล้วเก่งโกหกจะอยากเก่งไปทำไม นี่คือคนหลงโมหะที่โกหกเก่งแล้วให้คนเชื่อ อาตมาว่าโกหกเก่งนี่ไม่ประเสริฐ บริสุทธิ์เก่งก็ยังดีกว่าโกหกเก่ง บริสุทธิ์ดีกว่าแม้จะไม่เก่ง ไม่มีคนทึ่ง คนจะนับถือหรือไม่ แต่เราบริสุทธิ์ก็พอแล้ว

 มาเข้าเรื่องที่อาตมาตั้งใจจะสาธยาย เรื่องความรู้ของพระพุทธเจ้าคือ วิชชาจรณะสัมปัณโณ จรณะคือความประพฤติ ทางกายวาจาใจ คือความรู้ที่ไม่ใช่โลกๆ สามัญโลกีย์ ความรู้ทางเทคนิค ความฉลาดจะสร้างทำอาศัยกินอยู่ก็จำเป็นต้องรู้เลี้ยงตัวให้รอดเช่นเดรัจฉานทุกตัวต้องมีความรู้เทคนิคในการเอาตัวรอด แต่เราเป็นเหมือนเดรัจฉานนั่นแหละ แต่เราต้องทำให้ได้ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน

ส่วนความรู้ที่รู้จักสัจธรรม รู้จักปรมัตถธรรม รู้จักสังขารกาย สังขารจิต รู้จักกิเลส นี่คือความรู้วิชชา ถ้าไม่รู้คืออวิชชา ผู้ที่จะไปศึกษาเทคนิคมาก ยิ่งมีอวิชชามากขึ้นด้วย เพราะเอาความรู้นั้นมาทำให้กิเลสโตได้ สมโลภ สมโกรธ สมโมหะ โมหะนี่หลอกเขาได้และตัวเองก็หลอกตัวเอง หลอกเขาได้โกหกเขาได้เก่ง อย่างพวกบริหารประเทศในระดับสูงทั้งข้าราชการประจำและการเมือง ก็หลอกตัวเอง ทั้งนักวิชาการก็หลงตัวเอง ก็ภาคภูมิหลงความรู้ แต่ไม่ได้เรียนทางปรมัตถธรรม ไม่ใช่ความรู้ทางเทคนิค แต่ความรู้อันนี้ไม่ได้ด้อยความรู้ทางเทคนิค ที่จะเลี้ยงตนรอด เมื่อมีความรู้ทางปรมัตถ์ เราก็จะกินน้อยใช้น้อยลง ไม่เปลืองไปเรื่อย ๆ มีเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องสะสมกอบโกย เป็นเพียงเอามาอาศัย จนกระทั่งกิเลสที่จะโลภเอามาเป็นของตัว ถ้ามีกิเลสมากก็ยังเอามาเผื่อไว้มาก กิเลสน้อยเราก็มั่นใจเรากินน้อยใช้น้อยอยู่แล้วสมรรถนะเราก็สูงอยู่แล้ว มันจะมีกำลัง 4 ปัญญา อนวัชชะ สังฆหะ การสังฆหะมันจึงสูง การสละการไม่เอาไว้ให้แก่ตัวเองก็สูง ก็เจริญขึ้น แล้วงานการก็ยิ่งดีขึ้นเพราะยิ่งกินน้อยใช้น้อย มีการบำเรอตัวเองน้อย

เราไม่ได้สะสมเราไม่ต้องยึดถือว่าเรามีเท่าไหร่ ช่างมันซิ ดีไม่ดีคนอื่นเขาสะสมแทนมีอะไรเขาก็อุดหนุนจุนเจือ อุดหนุนจุนเจือน้อยเราก็ทำน้อย  มีมากเราก็ทำมาก ไม่เห็นเสียหายเลย ทีนี้มันซ้อนอยู่ว่า เขาเห็นว่า ถ้าอุดหนุนจุนเจือเราก็จะได้ทำดีต่อสังคมมากขึ้นเพราะทำงานให้แก่สังคมไม่ใช่แก่ตน ผู้ที่เข้าใจก็จะยินดีที่จะสนับสนุนท่าน ท่านทำได้ท่านไม่ได้สะสมกอบโกย ท่านทำงานให้สังคม มันเป็นสัจจะที่เขาจะนับถือจะยอม อุปภัมภ์ค้ำชู 

อาตมาก็มีมีบารมีเท่านี้ มีผู้อุปภัมภ์ค้ำชูเท่านี้ อาตมาก็ทำเต็มที่เท่านี้ ที่จริงก็ยังเฟ้อยังเกินอยู่นะ ไม่ได้เรียกร้องเลย ถ้ามันขาดนี่นะ จะเรียกร้องรับรอว่ามีคนช่วยออกปากบอกแขกช่วยแบกหาม ก็ยังเหลือกินเหลือใช้อยู่เลย

มาเข้าสู่เนื้อหาของ วิชชาจรณะ วิชชาคือความรู้ จรณะคือความประพฤติ สองอย่างนี่สำคัญ ทีนี้คนที่ประพฤติ ยังชีวิตอยู่เลี้ยงชีวิตอยู่จะมีการเลี้ยงชีวิตอยู่ 5 ประการเรียกว่า อาชีวะ

 1 กุหนา 2 ลปนา 3 เนมิตกตา 4 นิปปุนา 5 ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา

ทั้ง 5 นี้ยังเป็นมิจฉาชีพอยู่ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสอยู่ในมหาจัตตารีสกสูตร ในมรรคองค์ 8  ถ้าเราไม่เข้าใจก็จะไม่รู้ว่าจะไปละอะไรแค่ไหน ให้เป็นลำดับ ลำดับแรกที่จะต้องละคือ กุหนา คือเลวร้าย ทุจริต คอรัปชั่น  โกงตัวแม่หรือตัวพ่อ ส่วน ลปนาคือโกงตัวลูก ในระดับแรกเลย คืออบายมุช ไม่ซื่อสัตย์สุจริต โกงเป็นอบายมุข เราต้องเลิก เราต้องมาเรียนรู้ ศีล 5 เป็นข้อต้นของการไม่มีอบายในข้อต้น

ชีวิตคือชีวิต ชีวิตสัตว์ก็ชีวิต ชีวิตเราก็ชีวิต อย่าไปฆ่าสัตว์ ถ้าคุณเองยังติดเนื้อสัตว์ คุณ ยังเลี่ยงไม่ได้ก็อย่าไปฆ่า คุณก็กินโดยไม่ฆ่า อย่าไปบอกให้เขาฆ่า ถ้าบอกก็เป็นการเชื่อมต่อ คุณไม่ได้บอกแต่คุณไปซื้อหมูที่เขียง คุณไม่ได้บอกให้ไปฆ่ามานะ แต่คุณก็เป็นส่วนหนึ่งให้เขาไปฆ่า ก็มีเชื้อให้เขาฆ่าหมู ถ้าคน 100 คนกินหมู1 ตัว เขาก็ต้องฆ่าหมู 1 ตัวให้พอดี คน 100 คนกิน แต่ถ้าคนกิน 50 คนก็จะลดขนาด จำนวนการฆ่าลง ให้พอเหมาะกับคน 50 คน  ถ้า 100 คนนี้ไม่กินเนื้อหมู เขาก็ไม่รู้จะฆ่าให้ใครกิน มาขายให้ใครกิน

เพราะฉะนั้นอนุโลมให้คุณเลย คุณจะไปซื้อหรือต้องอาศัยให้เขาไปซื้อมาก็ตามที เป็นนัยละเอียด มันก็ยังเป็นเชื้อเป็นเหตุ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าสัตว์มันตายโดยคนฆ่า แต่ก็ไปแปลว่าระบุบุคคลว่าคนนี้กินไม่ได้ ไม่ใช่ เป็นการระบุว่าฆ่าโดยคน ท่านมีหลักฐาน 5 ประการว่า การฆ่าของเขาจะครบองค์ 5 ของปาณาติบาต  5 คือ 1.รู้อยู่ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต 2 .สัตว์นั้นมีชิวิติ  3.ไปผูกมันมา 4.พยายามฆ่า 5.ฆ่าสำเร็จ

ยังมี 5 ข้อที่ละเอียดลึกซึ้ง ในบาป 5 ประการ คือ ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์นั้นมา(อุทิศมังสะ) สัตว์นั้นเมื่อถูกผูกคอมามันย่อมเสวยทุกข์ เป็นบาป สัตว์มันอยู่ดีๆ (ส.เดินดินแทรกว่า สูตรนี้อธิบายว่าการเอาสัตว์มาทำบุญ มันได้บาปมากกว่าบุญ โดยโทษ 5 ประการ) แม้กระทั่งข้อสุดท้ายก็ได้แกงไก่ถวายท่าน เพื่อให้ท่านได้เอร็ดอร่อย แกงสุดฝีมือ ทำให้ดีที่สุดอย่างนักโภชนาการเลย ถวายเพื่อยังตถาคตและสาวกให้ยินดีด้วยเนื้อนั้น ย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก แค่เอาไปถวายให้สมระ ภิกษุ ให้ยินดีในเนื้อสัตว์ก็บาปเป็นอันมากแล้ว แม้คุณไม่ได้ฆ่าเอง แต่คุณปรุงเนื้อสัตว์มาให้ภิกษุด้วยประณีต เต็มไปด้วยการปรุงแต่งเต็มที่ จะเป็นการทำบาปโดยไม่รู้เรื่องเลย(ส.เดินดินแทรกว่า เคยคุยกับโยมว่าวันเกิดโยมจะเอาหูฉลามมาถวาย ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ได้กินเนื้อสัตว์ เขาเห็นคนเอาปลามาให้ก็กินไม่ลงเขาก็เลิกกินปลา แต่เวลาทำบุญนี่คิดว่าถ้าได้ถวายอาหารที่ปราณีตเช่นหูฉลามจะได้บุญมากที่สุด เขาไม่ได้เจอสูตรนี้)

         ก็ลงลึกในรายละเอียดเพื่อให้เห็นว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า มรรคองค์ 8 มีโพธิปักขิยธรรม วิชชาจรณะ มรรคองค์8 วิชชา8 ก็คือศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็มีปัญญาร่วมไปด้วยตลอดเป็นยาดำ ซอกแซกรู้ไม่ให้ตกหล่น ถ้าตกหล่นก็ต้องทำให้ครบ สูตรหลักเดิมแต่มีรายละเอียดไปหลายแง่

         ปฏิบัติมรรคองค์8 ก็คือสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ หยิบอาชีวะมาพูดตั้งแต่หยาบ เลี้ยงชีพตนด้วยการฆ่าสัตว์ หรือในฐานะอันเป็นขโมยไม่ใช่สุจริตของเรา ตามสิทธิที่ควรได้ควรเป็น ไม่ใช่ลาภธรรมิกา ไม่ใช่ลาภโดยธรรม แต่เป็นลาภที่มีส่วนทุจริตโลภ แม้แต่เอาเปรียบที่ก็ทุจริต แต่ก็ตามฐานะ เช่นโสดาบันก็มีเอาเปรียบบ้าง

         เนมิตกตา คือฐานอาชีพที่เลือกจำเพราะสำหรับเรา เลือกพอเหมาะ ในเบื้องต้นศีล 5 คืออย่าให้ผิด การไม่ใช้เงินใช้ทอง ศีล 8 ศีล 10 อย่าเพิ่งอะไรที่มันยังใหญ่โต มากมายอยู่ก็อย่าเพิ่ง เอาแต่พอสมควร มันมาเกินจัดจ้านไปก็ต้องรู้ของตัวเอง มัน มหัปปิจฉะมากไปก็ต้องรู้ตัวเอง แต่ยังไม่เป็นจริงเป็นจังนัก ยังไม่ถึงขั้นอุจจาสยนะมหาสยนาเสียทีเดียว มาลาคันธวิเลปนธารนมันฑนะก็อย่าเพิ่ง เอาแค่ศีล 5 การกินการอยู่ก็โภชเนมัตตัญญุตาหรือ วิกาลโภชนา ให้มีมื้อมีคราว รู้จักครั้งจักคราว ผู้ปฏิบัติธรรมในขั้นแรก กินไปเถอะสามมื้อ นั่งใน สามที่นั่ง  โสดาบันจะกินสามมื้อก็ไม่ว่า นอกมื้ออย่าไปกินเล่นกินจุบจิบ แล้วก็อ่านกิเลสให้รู้ ว่าเห็นอันนั้นอันนี้ก็น่ากิน สัมผัสแล้วก็อยากไปเรื่อยๆ

         สรุปแล้วในข้อ 4 ไม่มีทุจริตวาจา ในทุจริตของวาจา 4 มีพูดปด มุสาฯ นอกนั้นคุณอาจมีส่อเสียด เพ้อเจ้อ หยาบ บ้างก็ว่ากันไปก่อน แต่ในโสดาบันนี่จะไม่พูดปดมุสานี่คุณต้องเด็ดขาดว่าคุณต้องไม่มี ในมิจฉา 4 ของวาจา อย่างน้อย 1 ข้อคุณต้องเอาให้ได้ หรือคุณจะเอาหยาบๆของส่อเสียด หยาบๆของเพ้อเจ้อ คุณก็ต้องอย่าหยาบมันก็เป็นเบื้องต้น 

มิจฉา 3 ในกัมมันตะ คือในการกระทำทุกอย่าง 1 ฆ่าสัตว์ 2 ลักทรัพย์ 3 กาเมสุมิจฉาจาร นี่คือการกระทำทุกอย่างในกายวาจาใจคุณต้องประมาณ 1.ไม่ฆ่าสัตว์อธิบายไปแล้ว 2.ของที่ไม่ใช่ของเราอย่า 3.เรื่องกามประมาณเอา กาเมสุมิจฉาจาร อนุโลมพอประมาณ อย่างรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส คุณก็ประมาณเอาสิ อันไหนมันมากไปแล้วเราไม่เอาหรอกอันนี้ พอ มันหนัก มันแรง มันจัดจ้านไปแล้ว

สรุปแล้วกุหนาคือทุจริตตัวแม่ ตัวพ่อ  ลปนาทุจริตตัวลูก เนมิตตกตาคือประมาณเสี่ยงโชค เนมิตกะแปลว่าการเสี่ยงโชค เราจะได้โชคก็ต่อเมื่อเราทำศีล 5 สำเร็จ เป็นการปฏิบัติเบื้องต้น ท่ามกลางบั้นปลาย เมื่อคุณปฏิบัติเนมิตกตาสำเร็จคุณก็บริสุทธิ์

เมื่อคุณบริสุทธิ์แล้วคุณอย่าไปสนับสนุนในอาชีพในส่วนของนิปเปสิกตา คุณอย่าไปร่วม คุณอย่าไปมอบตนในทางที่ผิด คนที่ยังฆ่าสัตว์ ที่ยังขี้โกงทุจริต คุณยังไปร่วมในบริษัทที่โกง คุรก็ได้ส่วนแบ่งอยู่ในนั้นด้วย  นิปเปสิกตาคุณบริสุทธิ์ในศีล 5 แต่ยังไปร่วมกับคนผิด เป็นนิปเปสิกตาไปมอบตนในทางผิด คุณก็ต้องเลิกออกมา แต่บางคนจำนน เขาทำแต่เราไม่ได้ทำเราทำนี่สุจริตทั้งนั้น แต่ไปร่วม บริษัทนี้รายได้มา คุณก็ต้องรับรายได้จากเขา อ.สมภาร พรมทา บอกว่าการกินเนื้อสัตว์คือการรับของโจร คุณไม่ได้ไปขโมยเองหรอก

เมื่อคุณนิปเปสิกตาไม่ไปมอบตนในทางที่ผิด อิสรเสรี พึ่งตนเองรอดหรือมาพึ่งบริษัทที่สะอาดบริสุทธิ์ถูกต้อง แต่ยังเอาสิ่งแลกเปลี่ยน ยังมีส่วนแบ่งอยู่ ยังลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ยังมิจฉาชีพอยู่เลย  สุดยอด อาชีพของพระพุทธเจ้า โสดาฯสกิทาฯ ก็อาจจะยังไม่ถึง ก็ค่อยๆลดละมา พอถึงอนาคามีล่ะก็ ก็ไม่เอาแล้วทรัพย์ศฤงคาร บ้านช่องเรือนชาน อยู่สบายแล้วเลี้ยงตนรอด มีสถานที่อยู่ มีหมู่กลุ่มมีคณะ อยู่อย่างสาธารณโภคี สนับสนุนปนเปกันไป กิเลสเราเราอาจจะยังไม่ถึงอนาคามีอะไรหรอก แต่เราก็อยู่กับหมู่ไป  เราก็ลดกิเลสไปตามฐานานุฐานะ นี่มันละเอียดซับซ้อน ผู้ใดทำได้อย่างพวกเรามีไม่เอาลาภยศสรรเสริญแลกเปลี่ยน ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา

อนาคามีนี่กิเลสกามหมดเหลือแต่ราคะ อรูปราคะ แต่แม้กิเลสกามเรายังไม่หมด ก็ไม่เป็นไร เราอยู่ที่นี่ เราทำงานฟรี เราก็ได้อันนี้ไปเราก็ไม่สะสมลาภยศอะไรไป กามเราก็ลดของเราไปสิ ส่วนลาภยสเราก็ไม่ได้สะสม เราก็ไปลิ่วๆเลยสิ

ผู้ที่เข้าใจรายละเอียดก็ปฏิบัติธรรม ไปตามลำดับ ก็มีความประพฤติมีความรู้เป็นอำนาจเป็นกำลังเป็นพฤติภาพ เป็นจารีตประเพณี เป็นวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นความประพฤติของคนๆหนึ่งเมื่อสะอาดบริสุทธิ์แล้ว มาร่วมกันเป็นร้อยคนพันคน เป็นความประพฤติที่สามัคคีพร้อมเพรียงกัน เมื่อคนมาทำพฤติภาพรวมกันเป็นศีลสามัญตาทิฏฐิสามัญตา เป็นพฤติภาพของกลุ่มทำด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมแม้เป็นอาชีพด้วย เป็นหมู่กลุ่มเช่นชาวอโศกนี่มีพลังอำนาจนะ เป็นอำนาจที่เป็นในตัวเอง เราไม่เอา เราพึ่งพาตนเอง เราขยัน สร้างสรรค์และแจกจ่ายเจือจานช่วยผู้อื่นอีก  มันก็เป็นพฤติภาพที่ปรากฏในโลก เป็นกำลังคุณงามความดี เพราะเป็นการขยันหมั่นเพียร เป็นกำลังของปัญญา เรารู้ว่าทำอันนี้นี่แหละดี เรามีความสามารถเราก็ทำ ให้เกิดผลเกิดประโยชน์ และงานที่ทำหมู่กลุ่มก็เลือกแล้วว่า ไม่ใช่งานอบาย หรืองานเป็นบาปภัยอะไรหรอก ต่างคนช่วยกันคิด จนกว่าเราจะอนุโลม แต่ก่อนเราเคร่งหลายอย่าง ตอนอนุโลมไปช่วยสังคมก็ลดลงไป เนื่องจากเรามีฐานแข็งแล้ว พอจะช่วยเขาได้ มีสังขารุเปกขาญาณ 

ซึ่งอาตมาก็ดูแลอันนี้อยู่ จึงสังฆหะได้มากขึ้นๆ การพึ่งตนเองและขยันหมั่นเพียร เสียสละมันเป็นพฤติภาพ เป็นรูปแบบเป็นพลังงานหมู่กลุ่มนี้ ถ้ากองทัพธรรมนี้ออกไป เบาแรงเยอะเลย พวกเราเป็นพวกรับใช้ เก็บกวาดเก่ง แม้แต่ขี้แต่เยี่ยวมันก็เก็บกวาดไปหมดเลย ที่อธิบายเป็นสภาวะจริง ไม่ได้อวดโอ่แต่ให้เห็นความเป็นจริงที่เป็นประโยชน์คุณค่าต่อสังคม เป็นรูปธรรมเป็นพฤติภาพอย่างนี้ มันเป็นไปจนชำนายเป็นปกติ เป็นพลังรวมเป็นเอกภาพ ได้ประโยชน์ต่อสังคมไปเรื่อยๆ แม้เขาจะเห็นว่าต่ำ         แต่สำคัญจำเป็นต่อสังคม แม้แต่แบกหาม ก็คิดแพงนะ แต่เราแบกฟรี แม้บางคนเป็นด๊อกเตอร์ เป็นป.โท เป็นเจ้าสัวนะ มีครอบครัวของกัปตันเครื่องบินมาช่วยเก็บเต้นท์จนเสร็จเลย อย่างนี้คือปัญญาที่ไม่ถือเนื้อถือตัว ว่าตนเป็นกัปตันอยู่บนฟ้า มาทำงานบนดินได้ มาทั้งครอบครัวกัปตันเลยดูเหมือนจะเป็นกัปตันหน่อย    

สิ่งเหล่านี้เป็นพฤติภาพ เมื่อมารวมกันก็เป็นประเพณี เป็นจารีต เป็นวัฒนธรรม ถ้าบอกว่าวัฒนธรรมชาวอโศกเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้อโศกปลอมตัวอย่างไรเขาก็พอรู้ มันเป็นสัญลักษณ์ เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ อะไรอยู่ในตัว

 อันนี้แหละเป็นอำนาจที่เป็นคุณงามความดี โดยธรรม กับอำนาจที่เรียกว่า Force ที่ไปชุมนุมเราเรียกอำนาจนี้ว่า Authority เราไม่ได้ใช้อำนาจ Force แต่ทางการรัฐบาลใช้ Force เราอยู่ตลอดเวลา เขาจะรู้ไหม

อาตมาได้อ่านเรื่องของ Force and Authority ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง
เรื่องของอำนาจ

สมณะโพธิรักษ์

         (1) Force = คือ อำนาจ ที่มีลักษณะของเผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียด
                                    ครอบงำให้จำนน ตามความมาก-ความน้อยของการใช้
                                    อำนาจนั้น  ถ้ามาก ก็คือ เผด็จการ
                                    ถ้าเพียงกดขี่ บังคับ ครอบงำ มากหรือน้อยลงมา เท่าใดๆ
                                    ก็คือ การใช้อำนาจนั้น ตามที่มาก-ที่น้อยนั้นอยู่ เท่านั้นๆ
                                    นี่คือ อำนาจ เป็น ความชอบธรรม  
                                    ซึ่งเป็นอำนาจ ที่สร้างให้ตนด้วยโลกธรรมและเล่ห์กล
                                    อันประกอบไปด้วยกิเลส จนคนอื่นเขาตกอยู่ใต้อำนาจ
                                    เพราะลาภ-ยศ และเล่ห์ต่างๆ
                                    ผู้ที่ยังมีพฤติที่สร้างอำนาจเป็นความชอบธรรม
                                    นั่นคือ ผู้ผิดอยู่ ยังไม่เจริญ หรืออวิชชาอยู่  แล้วถือว่า
                                    ตนคือผู้มีอำนาจ นี้คือ อำนาจยังไม่เป็นธรรม Force
                                    ซึ่งเรียกว่ายังเป็นเผด็จการอยู่มากหรือน้อยตามที่เป็นจริง
                                    คนฉลาดในโลกจะสร้างอำนาจให้คนเกรงและกลัว
                                    จนไม่กล้าค้านแย้งหรือตำหนิติเตียน ติติง
                                    จึงได้เป็นผู้มีอำนาจโดยไม่ชอบธรรม
 (2) Authority = อำนาจ ที่ได้โดยธรรม ของผู้ที่ประพฤติตนดี มีธรรม
                                    ซึ่งเป็นความมาก-ความน้อยของคุณค่าความดีความมีธรรม 
                                    จึงเกิดอำนาจของสิ่งที่น่าเคารพบูชาในตัวผู้ทำดีทำเป็นธรรม
                                    ที่ผู้นั้นสร้างเอง เป็นเจ้าของคุณงามความดีนั้น
                                    แล้วผู้คนที่รู้ที่เห็นคุณค่านั้นยอมรับด้วยความเคารพนับถือ
                                    จึงยกย่องบูชา และยอมให้แก่ผู้มีคุณงามความดีนั้น
                                    อย่างอิสรเสรี ไม่มีใครยัดเยียด หรือบังคับ กดขี่เลย
                                    นี่คือ ความชอบธรรม เป็น อำนาจ
                                    ผู้ที่รู้จักการกระทำความเคารพต่อผู้ที่น่าเคารพ สมควร                                                        เคารพ ซึ่งเป็นครุกรณะ คือ คนยอมยกอำนาจนั้น
                                    ให้แก่ผู้น่าเคารพ นี้คือ อำนาจโดยธรรม Authority =
                                    right power หรือจะเรียกว่าเผด็จการโดยธรรมก็ได้ ถ้า                                                            ไม่ติดยึดอยู่แค่ภาษา
                                    พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีอำนาจนั้น
                                    ที่ผู้คนยกให้อย่างเทิดทูนบูชาเต็มใจสูงสุด มาแล้วเป็นต้น
                                    ดังนั้น ผู้น่าเคารพ จึงเป็นเสมือนผู้มีอำนาจ
                                    ที่จะพูดจะทำอะไรกับผู้ที่เขาเคารพนับถือ เชื่อมั่น เขาก็จะ
                                    เชื่อฟัง น้อมรับด้วยความเคารพบูชา
                                    นี่คือ ผู้มีพฤติที่สร้างความชอบธรรมเป็นอำนาจ
                                    เป็นผู้ถูกต้อง ผู้เจริญ หรือมีวิชชาแล้ว
                                    ปราชญ์แท้ๆจะไม่สร้างอำนาจให้คนเกรงและกลัว
                                    จนไม่กล้าค้านแย้งหรือตำหนิติเตียน ติติง
                                    จึงเป็นผู้มีอำนาจโดยธรรม
                                     
                  อธิบาย ; อำนาจ ที่ภาษาอังกฤษว่า power, energy, authority, force, sovereignty=soverein power =supreme =independence =อำนาจใหญ่,อธิปไตย
kinetic energy, potential energy,
author = ผู้แต่ง, เจ้าของ, ผู้สร้างสรร,
พระพุทธเจ้าเป็น authority = ต้นตำหรับอำนาจโดยธรรมแบบของพระองค์ 
force = กดดัน, บังคับ, บีบ, เร่ง, บุก, ยัดเยียด, ทึ้งดึง,แข็งขืน
forced = ซึ่งถูกบังคับ, ซึ่งถูกบีบ, ใช้แรงฝืนใจ forcible = ใช้กำลัง, โดยพลการ
authorize = อนุมัติ, ยินยอม, อนุญาต, มอบอำนาจ, ต่งตั้ง, มอบหมาย
authorizable = พอจะมอบอำนาจให้ได้, พอจะยอมรับได้ 
authoritative = มีอำนาจวาสนาบารมี, เชื่อถือได้, มีหลักฐานพิสูจน์ได้, เผด็จการ
authoritarian = ผู้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ, ผู้ใช้อำนาจเผด็จการ
[Authority by force is less enduring than authority by kindness.
 อำนาจโดยพระเดชนั้น ไม่ยืนนานเหมือนอำนาจโดยพระคุณ]
ใครจะ made a forcible = โดยพลการ ก็อย่าทำเลย

เจตนารมณ์ของเรา

         เจตนารมณ์ ของเราชาวอโศก หรือ กองทัพธรรม อย่างจริงใจ บริสุทธิ์ใจ
                                    คือ อย่างไร?
                                    คือ ความมุ่งมั่นสร้างความชอบธรรม ตามโลกุตรธรรมธรรม
                                    ของพระพุทธเจ้า
                                    จะเป็นไปได้ยากปานใด เราก็จะทำ
                                    จะมีผู้เห็นดีเห็นด้วยเท่าใด เราก็พอใจเท่าที่ได้.....
                                    เราไม่หวังว่าจะได้มากเป็นที่ตั้ง
                                    เพราะคนที่จะมีความสนใจ มีความกล้า มีภูมิถึงขั้น                                                               จะรับคุณธรรมขั้นโลกุตระนี้ได้ มันไม่ธรรมดาสามัญทั่วไป 
                                    เราไม่เคยยึดมั่นหรือมุ่งเอาชนะเลย เพราะการชนะมี 2 อย่าง
                                     (1) ชนะตามแบบ force คือ อำนาจ ที่มีลักษณะของ                                                         เผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียด ครอบงำให้จำนน
                                    อันเป็นอำนาจ     ที่เราไม่ทำอยู่แล้ว มันไม่ใช่โลกุตระ ไม่ใช่                                                  อุดมคติของกองทัพธรรม เพราะมันเป็นอำนาจที่ยังมีอวิชชา
                                     (2) ชนะตามแบบ Authority = right power ที่เป็น                                                        อำนาจ ความถูกต้อง ความดี       งาม ชนะด้วยวิชชา มีสติ                                                         ปัญญา ความชอบธรรม ซึ่งต้องสัมมาทิฏฐิ
                                    เรารู้ว่า คนยุคนี้มีกิเลสจัดจ้าน ใกล้กลียุคแล้ว เต็มไป                                                         ด้วยกิเลสมากมายไปหมด เรารู้ดี จึงไม่ได้หวังชนะสูงสุด                                                                หรือชนะเด็ดขาด ชนะสุดท้าย จบ final หรือ the end
                                    ตามที่คนในสังคมประเทศเขานับว่าเป็นความชนะกัน  
                                    เราเพียงขอให้ชนะ คือ มีบุคคลในสังคม ใน                                                                   ประเทศเกิดสติ ปัญญา มีความชอบธรรม เพิ่มจำนวนขึ้นให้                                                 แก่ประเทศ ก็เพียงพอแล้ว 
                                    ไม่ได้หวังดังที่คนทั้งหลายคิด ไม่ได้หวังมากกว่านี้
                                    แต่ถ้าบุญของประเทศไทย จะมีปาฏิหาริย์ มหัศจรรย์                                              
                                    ซึ่งเหตุการณ์ที่เราได้เข้าไปร่วมทำงานมาแล้ว ตั้งแต่                                                          เปิดตัวกองทัพธรรมกับสังคมเป็นปรากฏการณ์ ก็ชี้บ่ง
                                    ชัดเจน   ว่า คนจำนวนไม่น้อยที่อึดอัดกับการเมืองในปัจจุบันนี้                                                    ที่มีนักการเมืองบริหารกันอยู่อย่างเป็นจริงมีจริง
                                    คนที่ออกมานี้เป็นเครื่องยืนยันว่า เขาทนไม่ไหว จึง                                                             ออกมาชุมนุมได้มากเกินคาด หรือมากอย่างไม่เคยปรากฏ                                                     เพราะเราประกาศให้มาชุมนุมกันอย่างบริสุทธิ์ ไม่มีวิธีการที่                                                   ใช้อำนาจตามแบบ force คือ อำนาจ ที่มีลักษณะของ                                                       เผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียด ดังที่กล่าวมาแล้ว เรามีแค่                                                              ต่อรอง ทั้งๆที่ถูกรัฐบาลใช้วิชามารสารพัดจะสกัดประชาชน                                                  ได้อย่างมากจริงๆ ต้องยอมรับว่าเขาเก่งวิชามาร ชนิดที่ต้องขอ                                                เรียกว่าเก่งฉิบหายกันเลย ต้องขอใช้คำคุณศัพท์อันนี้
                                    กระนั้น ฝูงชนก็ออกมาชุมนุมกันมากเป็นประวัติการ                                                         มากเกินคาดเกินคิดจริงๆ ตามแบบ authority คือ อำนาจ
                                    ที่ได้โดยธรรม ซึ่งแสดงถึงความชอบธรรม เป็น อำนาจ  
                                    แต่ถ้ายังไม่มากพอที่จะทำให้รัฐบาลยอมรับ ว่า เป็น                                                           คะแนนเสียงประชาชน ที่เรียกว่า ประชาธิปไตยอันจะทำให้                                               รัฐบาลจะต้องยอมแพ้ รัฐบาลก็ยืนยันความถูกต้องออกมา
                                    ถ้าเสียงของประชาชนคนตัวเป็นๆ ออกมาชุมนุมกันมาก                                                             พอ มันแสดงถึงความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย                                                          แล้ว ที่รัฐบาลจะต้องเคารพ คะแนนเสียงนี้เป็นเครื่องตัดสิน
                                    แต่นั่นแหละ นักการเมืองหรือรัฐบาลจะมีวุฒิภาวะ                                                               ทางการเมืองสูงส่งดังกล่าวนี้         ได้ เราก็ต้องช่วยกันสร้างคน                                                               สร้างความรู้ สร้างความจริงของการเมืองไทยต่อไปด้วยอุตสาหะ
                                    กองทัพธรรม มุ่งมั่นดังกล่าวนี้
                                    ใครจะหาว่า เราสุดโต่ง เราเพ้อฝัน ก็ไม่มีปัญหา
                                    เราจะพากเพียรพยายาม จนกว่าจะตาย.

สรุปว่ากำลังพวกนี้แหละจะสั่งสมเป็นพลังงานที่เป็น potential energy เป็นพลังงานแฝง คนไม่มีปัญญาไม่รู้ สั่งสมเป็น ปัญญาพละ วิริยะพละ อนวัชชพละ สังฆหพละ ผู้ที่ทำกำลังนี้ได้สูงก็ไม่กลัว อาชีวิกภัย ไม่ต้องหาเงิน อาตมาไม่กลัวเลยที่จะไม่ต้องไปหาเงิน เจ็บป่วยคุณจะไม่รักษา อาตมาไม่มีเงินถ้าป่วย ต้องใช้เงินเป็นล้าน ถ้าต้องใช้เงินขนาดนั้น แล้วไม่มีใครช่วยรักษาอุปภัมภ์ก็ตาย แต่ถ้ามีคนช่วยให้ไม่ตาย ก็รับใช้ต่อ เพราะเรามีชีวิตยินดีในการรับใช้คนอยู่แล้ว ปรปฏิภัทา เม ชีวิกา มีชีวิตให้คนอื่นเลี้ยงไว้ จะกินอยู่หลับนอน คนอื่นเขาเลี้ยงไว้ทั้งนั้น ในอำนาจที่เรียกว่า ออโทไรซ์ Authorize  เป็นพลังที่สร้างปรุงแต่งของตนเองขึ้นมาให้แก่ตนเอง หมายความว่าเป็นอำนาจที่สมบูรณ์ เป็นอำนาจที่ยอมให้ ยกให้ สมบูรณ์ ผู้ที่รู้ที่เห็นว่าผู้นี้มี ออโทไรซ์เอเบิล มีอำนาจที่ควรยกให้ท่าน มันก็จะมีออโทไรซ์เอเบิลของผู้นั้น ตามจริงสะสมไปเรื่อยๆ เพราะคนเขายกให้เรื่อยๆ เขาก็จะมี ความมีอำนาจในตนเองไปเรื่อยๆ มีบารมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ authoritative = มีอำนาจวาสนาบารมี  สุดท้ายก็เป็น authoritarian = ผู้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ, ผู้ใช้อำนาจเผด็จการ

ก็ศึกษาภาษาเขามา สุดท้ายก็เป็น เหมือนพระพุทธเจ้าที่คนยกให้ท่าน อาตมาก็สะสม authority นั้นเหมือนกัน คุณจะเอาด้วยไหม อย่าไปสร้างอำนาจ force เรามาสร้าง authority กัน คุณก็จะได้ right power มา

ส.เดินดิน สรุป วันนี้พ่อครูเริ่มทิศทางของการปฏิบติธรรมที่ไม่มีสัมมทิฏฐิ กับมีสัมมาทิฏฐิ ก็จะต่างกัน ซึ่งคนทั่วไปทั้งโลกเขา มีเข็มทิศมุ่งในการปฏิบัติ พอเขาศึกษาพระพุทธศาสนาปุ๊บ ก็จะทำอย่างไงให้จิตใจเราสงบ ทุ่มเททั้งชีวิตให้จิตสงบ และจะเรียนรู้มาว่า จิตจะสงบต้องรับรู้ให้น้อยที่สุด ปิดหูปิดตา ทุกอย่างให้น้อยที่สุด จนจิตสงบก็จะเกิดพลัง เกิดวิปัสสนาขึ้นเอง จะบรรลุเป็นโลกุตระเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ พ่อครูบอกว่ามันเป็นการสูญเสียเวลาไป แทนที่จะเอามารับรู้ เอามาใช้ประโยชน์ได้ อย่างนั้นแทบไม่เป็นประโยชน์ต่อโลกต่อสังคมได้เลย พ่อครูมาบอกว่าจิตวิญญาณเราจะสงบ อาตมาทุ่มเทที่จะแสวงหาความสงบไปตามลำดับ โดยทิศทางที่จะลดกิเลสมาเป็นลำดับ จึงเกิดจิตสงบจากกิเลส ตั้งแต่เรื่องอบายมุข และกามคุณ

พ่อครู ต่อ ...ขอแถมว่าสงบของเราคือตัวกิเลสที่มีบทบาทอยู่ในจิตเป็นตัว kinetic energy สงบคือมันหมดความเคลื่อนไหวแล้ว มันหมดพลังงานที่จะไปเคลื่อนไหวแล้ว เรากำจัดมันจนตาย อย่างรู้ๆ ไม่ใช้ว่าแค่หลับตาแล้วมันจะดับไปเอง แต่เราเห็นกิเลส อย่างหยาบ กลาง ละเอียด ต้องดับอาสวะสิ้นตายแล้วต้องทำซ้ำหมดเกลี้ยง จนแน่ใจว่ามันหมดจริงๆ ปานนั้น

ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดหมดบทบาท หมดลีลา ที่จริงแล้วบทบาท ลีลาของการทำงาน พลังของปัญญา วิริยะ อนวัชช และสังฆหพละ ยิ่งสูงส่งเลย มันไม่สงบอยู่นิ่งทั้งพวง แต่ไอ้ที่เป็นตัวการที่มันหยุด เหมือนเขาปราบเด็กแว้นได้แล้ว ถนนสงบ ทีนี้วิ่งถนนสบายเลย รถวิ่งได้คล่องตัวเลย อย่างนี้ต่างหาก

ส.เดินดิน ว่า..อย่างนี้เป็นการสงบที่เป็นการกำจัดเชื้อชั่วที่ไม่มีวันตาย ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเสื้อแดง เขาก็ว่าเราเป็นเชื้อชั่วที่ไม่มีวันตายเลยทีเดียว อาตมาว่าใครกันแน่เชื้อชั่วไม่ตาย

ส.เดินดินว่า.ทุกวันนี้มันใช้ภาษาเดียวกันหมดเลย ของเราก็คิดว่าความสงบนี่คือความสงบที่จัดการเชื้อชั่วที่ไม่มีวันตาย ไม่ใช่ไปกดข่มไม่ใช่ลืมไปเฉยๆ

พ่อครูว่า..เน้นว่าต้องเกิดจากมีข้อประพฤติปฏิบัติที่เป็นวิชชาจรณะ  มีความรู้ และจะให้เกิดกำลัง ซึ่งในชาวอโศกดูกำลังง่ายๆคือกำลังที่จะไปช่วยสังคม กำลังที่เราอยู่กันง่ายๆและไม่มีอาวุธปืนอะไร แต่ขโมยก็ไม่เข้ามายุ่งอะไรกับเรา ยกเว้นพวกหยาบจริงๆ ข้าวของวางไว้ก็ไม่หาย สิ่งเหล่านี้เป็นกำลังที่เกิดมาอย่างน่าอัศจรรย์ และจะมีสิ่งสังเคราะห์ออกไปช่วยโลกช่วยสังคม อย่างที่พ่อครูพาเราออกไปช่วยสังคม ดังที่ประกาศในเจตนารมณ์ของกองทัพธรรม ว่าการชนะไม่ได้อยู่ที่การต้องไปโค่นรัฐบาล หรือไปตามเงื่อนไขการเรียกร้อง ซึ่งจะมองได้ยากเหมือนกันว่าสิ่งที่พ่อครูต้องการนี่ ต้องการประชาภิวัฒน์ เป็นประชาชนที่มีความตื่นรู้ตื่นตัว ซึ่งคิดว่าอย่างงานนี้ คนที่ออกมามีวิจารณญาณเอง ไม่ได้มีแกนนำชี้นำ อย่างเสธ.อ้ายก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักแต่อย่างใด แม้จะถูกสกัดทุกวิถีทางเขาก็ยังออกมา คนที่ขึ้นมาพูดบางคนเป็นปชป.แต่เขาก็ได้ความเข้าใจชัดเจนขึ้นมา แม้จะถูกสื่อสนพ.ว่าคุณไปข้างแก๊สน้ำตาใส่ตำรวจ คุณไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คนที่อยู่ในบรรยากาศ ในเหตุการณ์เขาจะบอกเลยว่า เขามีความจริงที่ยืนยันได้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พ่อครูต้องการที่เป็นเป้าหมายของกองทัพธรรมว่า ได้คนทีมีความจริง ความกล้า มีความชอบธรรม แม้จะถูกยั่วยุ ให้ไปทำลายอะไรเขาก็ควบคุมอยู่ในสงบสันติได้ ซึ่งพ่อครูก็มั่นใจว่าประเทศไทยเท่านั้น ที่จะได้คนที่มีคุณภาพมีคุณธรรมมีความกล้าหาญ มีความเสียสละ มีความชอบธรรมอย่างนี้ขึ้นมาในโลกนี้ได้ นี่คือองค์ประกอบของวิชชาและจรณะที่พ่อครูคิดว่ามันจะสัมพันธ์ไปกับปชต.ที่มีคุณภาพคุณธรรม ที่จะสร้างพุทธศาสนาให้เป็นปชต.ที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้ ให้พวกเราช่วยกันรักษาสุขภาพอยู่นานๆช่วยกันสร้างสิ่งที่พ่อครูหวังอย่างนี้ขึ้นมาให้ได้....จบ

ที่มา ที่ไป

551202-รายการวิถีอาริยธรรม โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และ ส.เดินดิน ติกขวีโร ดำเนินรายกา


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 13:45:48 )

551203

รายละเอียด

3/12/2555 17:48:33 รายการเรียนอิสระตามสำนึก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ดำเนินรายการโดย อ.กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล

3/12/2555 18:03:50 คุณกฤษา ได้เปิดรายการ ว่าเดือนนี้เข้าสู่เดือนสำคัญเดือนแห่งวันพ่อ เป็นวันจันทร์ด้วยซึ่ง เป็นวันประสูติของในหลวง มีสีเหลืองเป็นสีประจำวัน

ในรอบสัปดาห์ในรอบปีที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์หลากหลาย โดยเฉพาะที่เราได้ไปร่วมชุมนุมกับเสธ.อ้าย จึงมีปรากฏการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ ที่ประเทศไทยกลายเป็นประเทศไถ

ประเทศไทยเรามีการซ่อนเร้นปิดบังเอาทรัพยากร และความมั่งคั่ง โดยขโมยไป

3/12/2555 18:07:36 พ่อครูก่อนอธิบายจะประชาสัมพันธ์เรื่อง งานว.บบบ. ของวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม เป็นการศึกษา รัฐพุทธศาสนศาสตร์บัณฑิต เราจัดครั้งแรกเมื่อต้นปี 55 พอเป็นครั้งที่สองนี้ ตอนนี้เราเปิดรับสมัครแล้ว สถาบันบุญนิยมมีความยินดี รับผู้สนใจเข้าร่วมอบรมบัณฑิตาราม รุ่น 2 28-3 ม.ค. 56 ที่หมู่บ้านชุมชนราชฯ มีการปฏิบัติแบบพุทธศาสนศาสตร์ เป็นฌานลืมตา ฝึกการเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ในสาธารณโภคี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น กินฟรี นอนฟรี ตลอด 7 วัน ยื่นใบสมัครได้ 9 แห่ง ทั้งพุทธสถานและสังฆสถาน ตามสมณะประจำพส.(ไม่ได้บันทึกชื่อสมณะ)

3/12/2555 18:11:52 สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 1 จะปิดรับสมัคร ในวันที่ 25 ธ.ค. 55 จะเริ่มงานวันที่ 28 ธ.ค. กำหนดเงื่อนไขคือผู้สมัครต้อง รับประทานอาหารมังฯมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี (ต้องกินมังฯเป็นประจำเป็นหลักในชีวิต อาจบกพร่องบ้าง ไม่ว่ากัน ใน1 ปี ก็ได้ 8-9เดือนก็ได้) คือตั้งใจทานมังฯเป็นหลัก อย่างนี้มีสิทธิ์สมัคร

3/12/2555 18:13:52 เป็นขั้นอุดมศึกษา มีปัญญาบัตร เหมือนปริญญา ปัญญาบัตรของเราผู้สมัครจะได้ 2 แบบ คือจบปริญญาตรีแล้วเราเรียกว่าพวก บัณฑิตวิชญ์ ส่วนผู้ไม่จบป.ตรี เรียกว่าบัณฑิตชาญ มีหลักเกณฑ์ต้นๆแค่นี้ ปีนี้กำหนดหนังสือ ธรรมที่เป็นพุทธ เป็นหนังสือหลักในการสอบ รุ่น 1 มาลงซ้ำได้

3/12/2555 18:16:13 ถ้านิสิตสอบได้จะได้ปัญญาบัตร และเข็มพระธรรม(เป็นทองคำแท้หนักเกือบ 1 บาท) เฉพาะค่าเข็มใช้เงินกว่า 2 ล้านบาท ทองหนักบาทละ 2หมื่นห้าพันบาท เข็มมีประทับตราว่ารุ่น1 รุ่นอื่นๆ จะได้ปีละ 154 คน ผู้ที่สอบได้ในปีที่แล้วจะมาสอบได้อีก แต่จะไม่ได้ปัญญาบัตร ได้แต่เข็มพระธรรม จะได้เข็มพระธรรมมากที่สุดได้ไม่เกิน 4 เข็ม ส่วนปัญญาบัตรถ้าได้ครบ 4 เข็มจึงจะได้ปัญญาบัตรใบที่สอง เวลาคิดคะแนนหากคะแนนผ่านเกณฑ์ แม้ไม่อยู่ใน 154 คน ก็จะถือว่าสอบผ่าน และจะได้บัตรรุ่น

3/12/2555 18:21:08  ใน 4 วันแรก(28-31 ธ.ค. 55) เป็นวันบำเพ็ญคุณ อีก 3 วันหลังเรียกว่าบำเพ็ญธรรม มีปรัชญาว่า ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชาสำหรับระดับ ปริญญา ในระดับมัธยมของพวกเรามีปรัชญา ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชชา

3/12/2555 18:22:52 พ่อท่านมุ่งมั่นพากเพียรที่จะให้เกิดการใส่ใจในธรรมะ ของพุทธที่สัมมาทิฏฐิ จนกว่าชีวิตจะหาไม่

3/12/2555 18:23:21 เป็นปรากฏการณ์ไตรสิกขาเชิงรูปธรรม ครบปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เพราะการปฏิบัติธรรมพพจ.จะส่งผลให้เกิดจริงตามพฤติกรรม พฤติกรรมจะเปลี่ยน เช่นขั้นต้น ผู้ปฏิบัติจะปฏิบัติศีล ตามศีล สมาธิ ปัญญา จะต้องเข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิ ชัดเจน จึงจะบรรลุผลเป็นปฏิเวธธรรมมีวิมุติ นิพพาน ซึ่งไม่ใช้ธรรมะลึกลับ อธิบายไม่ได้ คลุมเครือ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ศาสนาพพจ.นั้นเอหิปัสสิโก ให้มาพิสูจน์ได้

3/12/2555 18:25:34  พ่อครูอ่านบทกลอนในปกเราคิดอะไรฉบับล่าสุด เรื่อง ประเทศไทยกลายเป็นประเทศไถย                                ประเทศไทยกลายเป็นประเทศไถย

 

(1) เมืองไทยทุกข์หนักร้าย                                         เหลือทน

เพราะรัฐบาลพิกล                                               กาจกร้าน

ทั้งลวงปดคดจน                                                  เลวจัด

ทั้งทุจริตแรดด้าน                                                ต่อหน้าสาธารณ์

(2) บ้านเมืองทุกข์หนักหนี้                                      ทับถม

หนี้ชาติหนี้ชนจม                                                 เจ็บช้ำ

แจกดะประชานิยม                                                    พรางหลอก

เศรษฐกิจไวท์ไลย้ำ                                                       แย่ซ้ำเลวเหลว

(3) ลงเหวลึกยากแก้                                           เกมกล

ชาติหุ่นเชิดทรชน                                               ตากหน้า

หลอกโลกแรดหรูจน                                       เจนจัด

โจรเก่งกาจฉลาดกล้า                                       เทียบชั้นใดเทียม

(4) มิเหนียมใดสักน้อย                                         กันเลย

โชว์ชั่วหน้าตาเฉย                                                    เบ่งบ้า

เกิดมาก็บ่เคย                                            พานพบ

ทำแต่ร้ายหยาบช้า                                             ชาติยั้งยืนไฉน

(5) ไทยกลายเป็นถิ่นด้าว                                      แดนไถย

มีขโมยขม้ำไทย                                                  เถื่อนแท้

เป็นไทยลักไทยไฉน                                        เลวหนัก ฉะนี้เวย

ไถยะจริตร้ายแล้                                      ล่มแล้วไทยเอย

(6) หากเฉยเมยบ่รู้                                           อธิปไตย

สิทธิ์ประท้วงไม่เอาใจ                            ใส่บ้าง

ทิ้งชาติล่มจมไป                                      ใจจืด ยิ่งแล

ปล่อยชาติเปลี่ยวอ้างว้าง                               เหว่ว้าอาธรรม

(7) คำว่าไถยะนั้น                                               คือขโมย

ปล้นชาติบี้บีบโบย                                      บิ่นบ้า

ไทยคืออิสระโดย                                        กำเนิด แท้แฮ

ฤาหมดฤทธิ์อ่อนล้า                                 ไม่สู้หรือไฉน.

 

สไมย์ จำปาแพง  3 ธ.ค. 2555 [นัยปก เราคิดอะไร ฉบับ 270 ประจำเดือน มกราคม 2556]

3/12/2555 18:29:37ในความทั้งหมดนี้อธิบายสภาพของประเทศไทยที่กลายเป็นประเทศไถย คำว่าไถย คือ ขโมย โจร เป็นกรรมกิริยาที่บอกชัดเจน ไท แปลว่าอิสระโดยกำเนิด แต่ตอนนี้กลายเป็นไถย ประเทศก็ล่มจมไปหมด ทั้งหยาบแรงร้ายกาจกร้าน ทั้งลงปดคดจนเลวจัด ทั้งทุจริตแรดด้าน ไม่อายแม้ในสาธารณะ แต่ละคนทุกคนในไทยทุกหัว เป็นหนี้ ไม่รู้เท่าไหร่ และก็จะกู้เพิ่มอีก แจกดะประชานิยมพรางหลอก พูดหลอกสารพัด ซ้ำหนำออกมาพูดว่ากำลังไปได้ดี ลงเหวลึกยากแก้ เกมกล ชาติหุ่นเชิด ต่างหน้าไปทั่วโลก หลอกโลกอย่างแรดหรู เจนจัด ไม่รู้จะไปเทียบกับใครดี จะยอดเยี่ยมในทางไม่ดี ทำกันอย่างไม่เหนียมไม่อาย เกิดมาก็ไม่เคยเห็นเคยพล มีขโมยขม้ำไทย เป็นไทยลักไทย

3/12/2555 18:33:45 ถ้าคนไทยเฉยเมยไม่รู้สิทธิ์ว่าตนเองมีสิทธิ์ประท้วง จะปล่อยให้ชาติอ้างว้าง มันก็ไม่ดีไม่งาม พ่อครูก็เห็นว่าประเทศไทยถูกขโมยไปแล้ว

อ.กฤษฎา เสริมว่าเราจะปล่อยให้ประเทศไทยเป็นเช่นนี้หรือ ควรออกมาช่วยกันประท้วง

3/12/2555 18:35:13 พ่อท่านมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่สัจธรรม สิ่งที่เป็นความจริง แก่มนุษย์ และไม่ได้อ้าขาผวาปีก ไปทำเกิน ก็จะทำในประเทศไทย พ่อท่านเห็นว่าศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ครบพร้อมทั้งด้านการเมือง รัฐสาสตรื  เศรษฐศาสตร์ ดีพร้อมในระดับวิสามัญ สามัญคือระดับ mundane แต่ของพพจ.นี่ระดับ supramundane เป็นโลกุตระ ส่วนสามัญคือโลกียะ เช่นโลกียะมีความดีความชั่ว มีการปฏิบัติพฤติกรรให้เป็นคนดี นความหมายที่เขาเข้าใจ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากโลกุตระเบื้องต้น พอสูงขึ้นไปก็จะต่างกัน จนกระทั่งคนละขั้ว เช่นถ้าโลกียะได้ลาภ ได้เงินทองข้าวของสมบัติยศ ศักดิ์ อำนาจยศศักดิ์(คือสิ่งที่จะกำหนดบทบาทหน้าทีในสังคม ตามสมรรถภาพ) ทางด้านโลกุตระมีเหมือนกัน ได้เหมือนกัน แต่พอสูงเป็นโลกุตระแล้วไม่หลงยินดียินร้ายสะสมในลาภยศสรรเสริญ และไม่ติดยึด โดยเฉพาะข้าของเงินทอง เราก็มีมากได้ แต่จะสะพัดไม่ยึดเป็นของตน นี่คือสิ่งที่จะย้อนแย้งกับโลกียะ เขาจะทำงานได้ คิดราคาค่าแรงงานผลผลิต ราคาก็เท่ากันสมรรถภาพ แต่คนยิ่งสูงในโลกุตระ ก็จะสร้างสรรการงานอันไม่มีโทษเหมือนโลกียะเขา แต่ทางโลกียะไม่ได้ละ ถ้าทางโลกียะเขามีคุณธรรมก็จะสละออกเหมือนกัน แต่ในโลกุตระก็สละ แต่โลกียะจะไม่สามารถรู้จิตได
3/12/2555 18:41:12 จุัดสำคัญความต่างอยู่ที่ อ่านมีปัญญาอ่านปรมัตถธรรมของตนออก รู้อริยสัจ4 รูทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์ และดับเหตุแห่งทุกข์อย่างรู้ๆ ซึ่งทางโลกียะ ไม่สามารถมีญาณ เช่นญาณ 16 เป็นต้น ทางโลกียะไม่รู้จักจิตเจสิกอย่างละเอียดลออ แม้จะเป็นโสดาบันขั้นต้นของโลกุตระ ซึ่งมี 9 ขั้น ของคุณธรรมจิตวิญญาณ ผู้ทีปฏิบัติโลกุตระธรรมของพพจ. จะต้องรู้เจ้งเช่นนั้นส่วนผู้ที่ไม่สัมมาทิฏฐิ อาจปฏิบัติอาสวะบางอย่างหมดได้แต่จะไม่ทั้งหมด

3/12/2555 18:43:41 อ.กฤษฎา ว่า หากประสบผลสำเร็จทางโลกียะ เช่นเป็นนายกฯ ก็ยังไม่ได้สุขที่แท้จริง

พ่อท่าน บอกว่าโลกุตระเป็นปธ.ศาลได้ เป็นประธานาธิบดีได้ แต่จะประพฤติไม่เหมือนโลกียะ ซึ่งชาวอโศกมีตำแหน่งสูงสุดทางนิตินัยคือ ผุ้ใหญ่บ้านและอบต. ที่ ราชธานีอโศกและศีรษะอโศก คืออุ่นเอื้อและ มิ่งหมาย มุ่งมาจน ผญบ.ของเรานี่ ที่ศีรษะฯจบ ป.เอกนะ ผญบ.ที่ราชธานี ก็จบป.โท กำลังทำป.เอก มีตำแหน่ง ผญบ. มีอบต.ด้วยทั้งสองแห่ง

หรือต่อไปในอนาคตรับตำแหน่ง ผญบ. มีเงินเดือน 8 พันแต่ไม่ได้เอาเข้ากระเป๋า ให้เข้ากองกลาง ซึ่งเป็นระบบที่ เวลาเลือกผญบ. ก็มาโวทกัน มาเข้าประชุม เห็นว่าคนไหนควรก็เสนอกัน วิจัยกันแล้วก็เลือกกันอย่างจริงใจ ที่จริงเกี่ยงกันเป็นเสียด้วยซ้ำ เพราะต้องมารับผิดชอบ เห็นว่าใครเหมาะควรก็ให้เป็น ในอนาคตจะเป็น สจ. สข. สส. ผู้ว่าฯ ก็อาจเป็นไปได้ แต่เรายังไม่เกื้อกว้างขนาดนั้น เกิดจากจิตที่ลดโลกธรรม ตัวแท้ ไม่ใช่มานั่งกดข่มไว้ กดข่มไว้ได้ แต่เมื่อบรรลุแล้วก็ไม่ต้องกดข่ม

3/12/2555 18:49:10 เรารู้แล้วก็เข้าใจทำเหมือนเขา แต่เราไม่ได้ตกเป็นทาสลาภยศสรรเสริญโลกียะสุข ก็ทำไปตามสมรรถภาพที่เราทำได้ เลือกผญบ.เราไม่มีปัญหาเรื่องเลือกตั้ง ให้ทางอำเภอไม่ต้องให้เลือกตั้งได้ไหม แต่เราก็สมัครเพียงคนเดียว แล้วก็ต้องมาลงคะแนนให้มีตัวเลขส่ง ก็เป็นเอกฉันท์ ทำเป็นรูปแบบ ซึ่งเราต่อรองกับอำเภอว่าไม่ต้องมีได้ไหม เขาก็ไม่ยอม ต้องมีการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยง การเลือกตั้ง พวกเราที่รับมาก็เอามาเข้ากองกลาง หลังเสร็จการเลือกตั้งก็ไม่มีการแบ่งฝักฝ่าย นี่คือสิ่งที่พ่อท่านว่ามันต้องเกิดได้ และที่จริงไม่ได้เจตนาให้เกิดอย่างนั้น แต่ให้ปฏิบัติธรรมะลดกิเลส มันก็จะเกิดเอง ทั้งหมู่บ้านชุุมชนพุทธ ทุกคนถือศีล ไม่มีอบายมุข ไม่มีแม้เหล้าขวดหนึ่ง บุหรี่แม้มวนเดียว ไม่มีสิ่งที่จัดจ้านทั้งหลาย แต่มีเรื่องบันเทิงเรื่องสุขภาพในฐานของผู้ที่ต้องใช้ มีการศิลปะ แม้แต่พ่อท่านก็ยังแต่งเพลงเลย ทำให้เกิดการพัฒนาจิตวิญญาณ เป็นมงคลอันอุดม เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ เป็นพฤติภาพ ยืนยันว่าอย่างนี้แหละคือ ปชต.

3/12/2555 18:54:47 สมัยพพจ.ให้บวช คนที่วรรณะสูงต่ำ คนที่วรรณะสูงบวชทีหลังต้องกราบคนที่มีวรรณะต่ำกว่าแต่บวชก่อน เช่นกัลบกพระอุบาลีบวชก่อน ส่วนเจ้าชายอื่นๆ ให้บวชทีหลังก็ต้องกราบพระอุบาลี เป็นความเสมอภาคที่แท้จริง ยิ่งกว่าสมัยนี้ สู้สมัยพพจ.ไม่ได้ ....

โดยยังไม่มีภาษาบัญญัติเลย อ.กฤษฎา พุดถึงบ้านราชฯ ซึ่งมีความหลากหลาย ใช้กติกาศีล เป็นหลัก ก็บริหารกันมีหลักเกณฑ์ ไม่ผิดกม. ส่งเสริมกม.ด้วยซ้ำไปเหนือกว่ากม. เป็นสหประชาชาติมารวมกัน มีพฤติภาพ จับต้องได้เป็นรูปธรรม มีสัมมาอาชีพ

3/12/2555 18:58:07 พ่อท่านได้อธิบายในวันอาทิตย์ ที่ผ่านมาว่า เป็นวิชชาจรณะสัมปัณโนที่เป้นควยามรู้อย่างวิเศษ เมื่อปฏิบัติธรรม จะเห็นเป็นจรณะ ความประพฤติ ที่จริงจังทั้งนอกและใน เพราะได้รับมรรคผลแล้ว ตามหลักมรรคองค์ 8 ตัวปฏิบัติที่เป็นพฤติกรรม คือสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ คือพฤติกรรม ทั้งกาย วาจา ใจ กรรมกิริยาการงาน เรียกรวมว่ากัมมันตะ และอาชีวะ สัมมาอาชีวะเป็นพฤติกรรมที่เห็นชัดเจน ในสังกัปปปะมี มิจฉา 3 วาจามี มิจฉา 4 กัมมันตะมีมิจฉา 3 อาชีวะมีมิจฉา 5 ส่วนสัมมาทิฏฐิเหมือนท่านเปา ส่วนสัมมาวายามะ และสัมมาสิต เป็นเหมือนผู้ช่วยหวังเฉาหม่าฮั่น สั่งสมเกิดเป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา อันนี้แก้ยาก เพราะติดยึดสมาธินั่งหลับตา ซึ่งเป็นของฤาษี มีมาก่อนพพจ.เสียอีก พอพพจ.อุบัติก็มีมรรคองค์ 8 มีสัมมาสมาธิ จิตเป็นเอกัคคตา สัมมาสมาธิเกิดจากการปฏิบัติมรรค 7 องค์ โดยมีเหตุองค์ประกอบ สองอย่าง คือ 7 อย่างของมรรคองค์ 8 ทำแล้วสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิซึ่งกำกับว่าเป็นสัมมาสมาธิของพระอาริยะ เมื่อจิตปฏิบัติจะเกิดเป็นฌาน ไม่มีนิวรณ์ จะเป็นฌาน 1-4 ซึ่งจะยังไม่ลงลึก

3/12/2555 19:04:18 นี่คือสัจจะที่เพี้ยนไป พ่อท่านจึงถูกหาว่าเพี้ยนไป โชคดีที่ยังมีหลักฐานเป็น พระไตรปิฎก ยืนยัน เลยเถึยงไม่ออก ที่สำคัญคือพ่อท่านนำเอาสิ่งนี้มาให้คนทำจนเกิด คนที่เป็นอาริยะบุคคลได้จริง แต่ละคนก็บอกได้ ว่าเขาอยู่ในระดับไหน (พ่อท่านไอ อ.กฤษฎา จึงบอกว่าประเด็นที่พวกเรามักสับสน ว่าเมื่อมีความขัดแย้งให้ไปดูที่ตปฎ. ก็จะมีการอินเสิร์ทภาพ ว่าเราใช้พตฎ ฉบับหลวง) ให้ตรวจสอบได้ในพตฎ.ฉ.หลวง เล่มไหน ข้อไหน ผู้ที่ติดตาม รายการสามารถสืบค้นได้ )

3/12/2555 19:08:12 เมื่อปฏิบัติแล้วพฤติกรรมจะเปลี่ยนไป ทั้ง อาชีพ การกระทำ วาจา ใจ จะเปลี่ยนแปลงอย่างไม่กดข่ม การสมถะกดข่มก็ช่วยบ้าง แม้แต่สมาธิหลับตาเราก็นั่งเป็นการเสริม แต่ไม่ใช่ทางเอก ที่จะปฏิบัติอยู่ในสังคม จะรู้จักอาชีพ เช่นแต่ก่อนเรามีอาชีพอบายมุขขายเหล้า มอมเมาอื่นๆ เรื่องอกุศล พ่อท่านจะไล่ให้ฟัง อาชีพขั้นต่ำขั้นอบาย ในอาชีวะ 5 มีมิจฉาอาชีวะ 5 มี กุหนา ลปนา เมนิตกตา นิปเปสิกตา ลาเภนลาภังฯ มีหยาบกุหนา การโกงทุจริต คอรัปชั่นเหลวไหล ทุกวันนี้คือนักบริหารในประเทศที่ทำงานกับปชช. ทั้งข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง ยิ่งเป็นสส. รมต. ถ้ายังไม่หลุดพ้นอาชีพอบายมุขประเทศไม่รอดหรอก บางคนอาจเรียนมาสูง แต่ไม่เข้าใจว่านี่คือทุจริตไม่เข้าใจและทำอยู่ประเทศไม่รอดหรอก พ่อท่านเอาหลักฐานมายืนยัน ว่าการโกงนี่หยาบสุด ลปนาก็รองลงมา เนมิตกตา จะเป็นอาชีพที่เข้าสู่อาริยะชน เริ่มต้นศีล 5 อบายมุข คือยังฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดผัวเมีย พูดปด เสพอบายมุข 6 ต้องเข้าใจสาระของมัน ไม่ใช่เอาแค่บัญญัติ ทุกวันนี้อบายมุขมันจัดจ้าน กว่าที่มีบัญญัติไว้ในอบายมุข เช่นเหล้า ก็มีน้ำเมาอื่น เช่นเบียร์ ยาเสพติดเป็นต้น ซึ่งมันพาซื่อกันไปหมด โดยเฉพาะกุหนามันโกหกตลบแตลง นี่มันอบายมุขทั้งหมด

3/12/2555 19:14:29 แม้แต่ข้าราชการส่วนใหญ่ที่ยังซื่อสัตย์ จะหาได้ไม่กี่คน พูดไปก็กระทบคนที่เลวร้าย คนที่ไม่เป็นก็รอด คนที่ผิดก็ปรับปรุงก็แล้วกัน ถ้าอย่างเน้นสังคมไม่รอด ข้าราชการนี่ฉ้อฉล ตั้งราคาเงินเดือนสูงกว่าคนชั้นล่าง ทำให้เกิดช่องว่างรายได้ เกินของเขต ไม่ควรเอารัดเอาเปรียบกันมากขนาดนี้ สังคมจะไม่สงบ เพราะมันต่างกันมาก

3/12/2555 19:16:38 อย่างชาวอโศก ที่เป็นอบต.มีตำแหน่งทางการ ก็เสมอภาคกับพลเมือง ได้เงินมาก็ใส่กองกลาง สวัสดิการก็เหมือนกัน ไม่มีอะไรแตกต่าง ไม่มีรายได้ บางคนไม่ได้ทำงาน แก่ป่วย ต้องมีคนมาบริการ ก็เสมอภาค กินใช้ร่วมกัน ของเรามีของส่วนกลางกินใช้ร่วมกัน แต่จริงๆ แล้วมันไม่เหมือนกันหมดหรอก เช่นผญบ.ต้องมียูนิฟอร์ม ไม่เหมือนใคร ก็เข้าใจกัน อย่างเช่นเสื้อผ้า สำหรับกันแมลงสัตว์กัดต่อย กันร้อนกันหนาว ไม่ใช่เป็นเครื่องเบ่งฐานะ แต่สำหรับใช้สอย ใช้ให้ครบประโยชน์แค่นั้น ส่วนที่เฟ้อคือเอามาอวดกิเลสกัน สิ่งที่ไม่จำเป็น จะต้องมีอะไรมาโก้เก๋กว่าเขาต่างๆนานา ยิ่งไม่ต้องไปคดเลย ส่วนรวม ส่วนใครจะมีความเหมาะสม จะต้องใช้เครื่องมือ มากกว่า ก็เข้าใจไม่ได้ถือว่าเป็นความเหลือมล้ำตำสูงแต่อย่างใด อย่างเช่นสัมมาสิกขาเราไม่รับ tablet ไม่ต้องห่วง เด็กเก่งกว่าเราแน่นอน ไม่ต้องเสียเวลาไปมั่วหมุน บางคนเล่นจนตายเลย อย่างเด็กขนาดนี้อย่าเพิ่งให้จับมีด ถ้าถึงเวลาวาระก็ให้จับได้ ฉันเดียวกันเด็กที่นี่ไม่ให้ใช้เงิน พ่อแม่จะเอามาฝากให้ลุกไม่ได้ เพราะจะเกิดความเหลื่อมลำต่ำสูง ไม่ต้องกลัวว่าจะใช้ไม่เป็นถึงวาระก็จะเป็นไป จะเป็นเครื่องมือสมัยใหม่ ก็ต้องให้สมกับการใช้ หรือจะเป็นเครื่องอุปโภค บริโภค ศาสนาพพจ.สอนให้รู้เท่าทันแล้วใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ต้องกลัวว่าจะรู้ไม่เท่าทันเขา ตามที่ในหลวงว่าไม่ต้องก้าวหน้าอย่างเขา ....

3/12/2555 19:23:49 อ.กฤษฎา ให้ข้อมูลว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ลดการใช้เงินลง พ่อท่านยกตัวอย่างกระเป๋าถือใบละ 4 ล้าน เป็นต้น จริงเท็จไม่รู้ ถ้าถือปั๊บแล้วเหาะได้หรือ เป็นเรื่องหลอกมอมเมา ให้หลงติดเป็นทาส ไม่มีก็ต้องกระเสือกกระสน มันไม่ได้ทำให้ดีกว่าเดิมมีแต่จะให้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ อ.กฤษฎาว่า คนพยายามหาเรื่องหลอกกันตลอด

3/12/2555 19:26:16 พพจ.สอนปรมัตถ์ เป็นความจริงระดับสัจธรรมว่า ความสุขเป็นเรื่องหลอก เป็นสุขขัลลิกะ อัลลิกะเป็นเรื่องหลอก เรียกเต็มว่า กามสุขขัลลิกะ เป็นเครื่องสมใจใน รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส เป็นสมมุติสัจจะ ที่คนที่อวิชชาที่ตกเป็นทาส ก็จะเกิดรส ในสมมุติสัจจะ พอเรียนรู้แล้วก็จะไม่มีรสเหล่านี้ เช่นกระเป๋าใบละ 4 ล้านเราก็ถือได้ใช้ได้ ใส่ทิชชู ปลาร้าปลาเค็มก็ได้ แต่คุณซื้่อสี่ล้านคุณก็ไม่กล้าใส่ปลาร้าหรอก คุณถือว่าศักดิ์ศรี เอาปลาร้าใส่ เชอะ นี่คือถูกกำหนดไปด้วยความโง่ อวิชชาให้ตัวเองยุ่งยากวุ่นวายยึดถือ แล้วก็ไม่รู้

3/12/2555 19:29:31 สุขเวทนาเป็นโลกีย์ทั้งสิ้น เป็นของหลอกของเท็จทั้งสิ้น เมื่อเราปฏิบัติธรรมะเราจะอยู่เหนือมัน แต่เราจะรู้ยังอยู่กับมัน ไม่หนี ในวาระที่เรายังไม่อยู่เหนือเงิน เราก็ลองห่าง ไม่ใช้เงินดู เมื่อเราไม่ติดมันเราก็ใช้เงินมันเหมือนกับเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ธนบัตรคือสิ่งที่บอกราคาของสิ่งต่างๆ

3/12/2555 19:31:01 เช่นซื่อของราคาเป็นพันหมื่น เป็นแสนวางทิ้งขว้างที่บ้าน เพราะใช้งานพอแล้ว เดินผ่านก็ไม่ดูแลมันหรอก จะรู้สึกว่าไม่มีราคา แต่ถ้าธนบัตรใบละพันตก จะรีบเก็บเลย แต่ข้าวของที่ทิ้งขว้างราคาแพง ก็ไม่เก็บ เดินแตะมันด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องศึกษาไม่ให้เป็นทาสมัน

3/12/2555 19:32:36 เป้าหมายของสังคม เข้าหาการเมือง ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพพจ.อยู่เหนือ โลกธรรม เราจะรู้ตามสัมมาทิฏฐิ จะสังวรลดละ กันไป อยู่ปะปนไปในสังคม ออกไปทำงานกับสังคม โดยจิตไม่อยากได้ในโลกธรรม แม้บางคนจะไม่มีคุณธรรมถึง แต่เมื่อไปกับหมู่จะรักหน้าหมู่ จะซื่อสัตย์ ถ้าคนไม่มีกิเลสก็ยิ่งจะทำงานได้อย่างดี พ่อท่านชื่นชมเด็กพวกเราไป ร่วมกันสร้างส้วมเสร็จรวดเร็ว เสร็จแล้วเก็บภายในวันเดียว เขาไม่ได้ทำเพื่อลาภ ไม่มีเบี้ยเลี้ยง คนไหนถนัดอันไหนก็ทำไป จะมีเลี่ยงบ้างก็มี มีอำนาจของหมู่เป็นสนามแม่เหล็ก มีโมเลกุลใดวิ่งเข้ามาก็จะมีสนามแม่เหล็กจัดระเบียบ ให้เข้าที่เข้าทาง เราทำงานมีสิ่งปรากฏเป็นพฤติภาพ พ่อท่านต้องไปคอยกำกับก็ไม่ต้อง เขามีสำนึกตามฐาน แต่จะสูงกว่าสามัญอยู่

3/12/2555 19:36:17 อ.กฤษฎา มานั่งนึกเมื่อวานว่า การพิจารณาอศุภะ เมื่อเทียบการไปมองศพ กับการที่เราไปเก็บกวาด สิ่งสกปรก จะได้ทั้งรูปธรรมนามธรรม เป็นประโยชน์กับหมู่กลุ่มอีก เด็กๆ ตอนแรกก็อาจจะขยะแขยง แต่เมื่อเข้าใจก็จะไม่รังเกียจ เวลาเราล้างก้นเราก็จับขี้่ของเราเอง แต่จะเข้าใจว่า บางสิ่งมีพิษมีภัยกว่าดมอุจจาระปัสสาวะ ที่ขึ้นห้าง บางอย่างมีภัยกว่าขี้ พ่อแม่ของเด็กข้างนอกหลายคน คนที่มีปัญญาก็จะอยากให้ลูกเรามาบ้าง แต่มีบ้างที่ไม่เอาก็มีเหมือนกัน อย่างนี้ดีกว่าเด็กแว้น ดีกว่าพาลุกไปทำอย่างอื่น

3/12/2555 19:39:30 อ.กฤษฎา สมัยเป็นเด็กถูกบังคับให้เรียนงานปูนงานไม้ รู้สึกตอนนั้นว่าไร้สาระ แต่พอนึกก็พบว่า รูปแบบการเรียนมันทำให้เราไม่สนใจ แต่เด็กสัมมาฯ เขาได้ฝึกเรียนโดยธรรมชาติ พ่อท่านว่านี่คือ ศีลเด่นเป็นงานชาญวิชชา ให้พึ่งตนเองได้  คนข้างนอกตะลอนหาเงินมามากมาย ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แต่คนที่อยู่จริงคือคนใช้ เอาไว้ให้แขกดูว่าบ้านเราใหญ่โตแค่นั้น  คนใช้ถ้าทำตัวดีดีก็อยู่สบายไปจนตายเลย

3/12/2555 19:43:00 นร.สัมมานั้นเป็นการ ยิ่งเด็กคนไหนอ่านสภาวะจิตได้อย่าดูถูกในยุคพพจ.เด็กก็เป็นอรหันต์ ของพพจ.นั้นได้ทั้งสองส่วน งานนอกก็ได้ลดกิเลสก็ได้ งานการข้างในก็มีทุกอย่างเป็นการยังชีพทุกอย่าง ที่เราไปทำกับสังคมก็มี แต่งานในหมู่บ้านก็มี เด็กก็ต้องรู้ว่าผู้ใหญ่เขาทำอะไร ก็ไปศึกษา ก็คือชีวิติที่จะศึกษาให้มีความรู้ความสามารถทำอยู่ทำกิน แม้จะเป็นงานอาชีพต่างๆ งานเทคนิค ถ่ายทำโทรทัศน์ คนไหนสนใจเราก็ฝึกให้ เด็กหลายคนไปทำงานโดยไม่ต้องผ่านนิเทศศาสตร์

3/12/2555 19:45:36 เรามีการใช้ระบบแม่ไก่ลูกไก่ หลังฟังธรรม ทำงานก็มีการไปสรุป เป็นการบูรณาการ ใน 8 สาระวิชา เรียนในเรื่องจริง ทั้งภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ อื่นๆด้วย อ.กฤษฎาเห็นว่าหลังฟังธรรม นั้นมีการไปสรุป และมีการสนทนาธรรม กันด้วย มีทั้งศึกษาหลักสูตร และมีการเป็นงาน ด้วย มีศีลเป็นหลัก เป็นงาน และมีวิชาการตามหลักสูตรของกระทรวงด้วย เด็กบางคนเข้ามาแรกๆ รุ้สึกว่าเราเรียนน้อย ไม่พอ แต่จริงๆแล้วไม่ตกหรอก เรียนพอ เช่นเด็กของเราจลออกไป จะจบออกไปไม่มากเพราะเรารับไม่มาก จบแล้วเอ็นทรานซ์ได้ก้มีมากบางทีก็แค่ลองสอบ ได้แล้วไม่เรียนแต่จะเรียนมหาลัยปิด ทำงานไปด้วย เด็กเราไปเรียนมหาวิทยาลัยอุบลฯ ส่งไปเรียนรุ่นแรก ตั้งแต่ ปี 51 ไปเรียน 18 คน ที่จริงเข้าไปเรียน 21 คน แต่จบมา 17 คน แต่ได้เกียรตินิยม 4 คน ปีที่สองเรามี 7 คน ได้เกียรตินิยม 3 คนมีอันดับหนึ่ง 2 คน รุ่นที่3 มี 5 คนเอง ก็จะมีเกียรตินิยมเหมือนกัน ไม่ใช้เรื่องฟลุ๊คๆ ถ้าปีนี้มีเกียรตินิยมอีกหมายความว่าอะไรอย่างนี้เป็นต้น ไม่ต้องห่วงหรอก เด็กเราจบไปก็จบป.โท ป.เอกหลายคน เป็นงานด้วย มีศีลธรรมด้วยเราตั้งมา 20 ปี

3/12/2555 19:52:14 อ.กฤษฎา ซักถามพ่อครู เราสามารถมองชี้วัดวิธีการวิถีพุทธว่ามีผลดีต่อสังคมอย่างไร พ่อท่านว่าเด็กเราจบมาไม่ตกงานซักคนแย่งกันด้วยซ้ำ เด็กบางคนไปทำงานแล้วรู้สึกไม่เข้าท่าก็ออก ไปหางานก็ง่ายเด็กพวกเรา สิ่งเหล่านี้ พ่อท่านมั่นใจว่าเด็กเรามีคุณธรรม ไม่หยิบโหย่ง เราเคี่ยวเข็ญฝึกฝนความอดทนให้จริงๆ นี่คือการศึกษาที่เราเป็นแบบบุญนิยม มาถึงวันนี้แล้ว เกือบ 20 ปีสามารถยืนยันว่ามีผลดี อยากให้ประเทศได้ลองดูบ้าง พ่อท่านมีคำขวัญว่า การศึกษาที่ไมลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้

อ.กฤษฎา ว่าสมรรถนะของอโศกนี่เหนือคนธรรมดาเพราะมีกระบวนการฝึกฝน ที่เราออกไปชุมนุมนี้ รบ.ออกพรบ.มั่นคง และไม่ให้เด็กต่ำกว่า 18 มาชุมนุม พ่อท่านก็บอกว่าเด็กเรามาเรียนไม่ได้มาชุมนุม

ขอจบว่าเจตนารมณ์ของเราชาวอโศกที่มาชุมนุมคืออะไร พ่อท่านจะพูดย้ำซ้ำๆให้ฟัง

เจตนารมณ์ของเรา

เจตนารมณ์ ของเราชาวอโศก หรือ กองทัพธรรม อย่างจริงใจ บริสุทธิ์ใจ
                                    คือ อย่างไร?

                                    คือ ความมุ่งมั่นสร้างความชอบธรรม ตามโลกุตรธรรมธรรม
                                    ของพระพุทธเจ้า
                                    จะเป็นไปได้ยากปานใด เราก็จะทำ
                                    จะมีผู้เห็นดีเห็นด้วยเท่าใด เราก็พอใจเท่าที่ได้.....
                                    เราไม่หวังว่าจะได้มากเป็นที่ตั้ง
                                    เพราะคนที่จะมีความสนใจ มีความกล้า มีภูมิถึงขั้น                                                                        จะรับคุณธรรมขั้นโลกุตระนี้ได้ มันไม่ธรรมดาสามัญทั่วไป 
                                    เราไม่เคยยึดมั่นหรือมุ่งเอาชนะเลย เพราะการชนะมี 2 อย่าง
                                     (1) ชนะตามแบบ force คือ อำนาจ ที่มีลักษณะของ                                                                  เผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียด ครอบงำให้จำนน
                                    อันเป็นอำนาจ     ที่เราไม่ทำอยู่แล้ว มันไม่ใช่โลกุตระ ไม่ใช่                                                           อุดมคติของกองทัพธรรม เพราะมันเป็นอำนาจที่ยังมีอวิชชา
                                     (2) ชนะตามแบบ Authority = right power ที่เป็น                                                                 อำนาจ ความถูกต้อง ความดี        งาม ชนะด้วยวิชชา มีสติ                                                                  ปัญญา ความชอบธรรม ซึ่งต้องสัมมาทิฏฐิ
                                    เรารู้ว่า คนยุคนี้มีกิเลสจัดจ้าน ใกล้กลียุคแล้ว เต็มไป                                                                  ด้วยกิเลสมากมายไปหมด เรารู้ดี จึงไม่ได้หวังชนะสูงสุด                                                                         หรือชนะเด็ดขาด ชนะสุดท้าย จบ final หรือ the end
                                    ตามที่คนในสังคมประเทศเขานับว่าเป็นความชนะกัน  
                                    เราเพียงขอให้ชนะ คือ มีบุคคลในสังคม ใน                                                                            ประเทศเกิดสติ ปัญญา มีความชอบธรรม เพิ่มจำนวนขึ้นให้                                                             แก่ประเทศ ก็เพียงพอแล้ว 
                                    ไม่ได้หวังดังที่คนทั้งหลายคิด ไม่ได้หวังมากกว่านี้
                                    แต่ถ้าบุญของประเทศไทย จะมีปาฏิหาริย์ มหัศจรรย์                                              
                                    ซึ่งเหตุการณ์ที่เราได้เข้าไปร่วมทำงานมาแล้ว ตั้งแต่                                                                   เปิดตัวกองทัพธรรมกับสังคมเป็นปรากฏการณ์ ก็ชี้บ่ง
                                    ชัดเจน   ว่า คนจำนวนไม่น้อยที่อึดอัดกับการเมืองในปัจจุบันนี้                                                             ที่มีนักการเมืองบริหารกันอยู่อย่างเป็นจริงมีจริง
                                    คนที่ออกมานี้เป็นเครื่องยืนยันว่า เขาทนไม่ไหว จึง                                                                      ออกมาชุมนุมได้มากเกินคาด หรือมากอย่างไม่เคยปรากฏ                                                              เพราะเราประกาศให้มาชุมนุมกันอย่างบริสุทธิ์ ไม่มีวิธีการที่                                                             ใช้อำนาจตามแบบ force คือ อำนาจ ที่มีลักษณะของ                                                                  เผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียด ดังที่กล่าวมาแล้ว เรามีแค่                                                                       ต่อรอง ทั้งๆที่ถูกรัฐบาลใช้วิชามารสารพัดจะสกัดประชาชน                                                           ได้อย่างมากจริงๆ ต้องยอมรับว่าเขาเก่งวิชามาร ชนิดที่ต้องขอ                                                           เรียกว่าเก่งฉิบหายกันเลย ต้องขอใช้คำคุณศัพท์อันนี้
                                    กระนั้น ฝูงชนก็ออกมาชุมนุมกันมากเป็นประวัติการ                                                                  มากเกินคาดเกินคิดจริงๆ ตามแบบ authority คือ อำนาจ
                                    ที่ได้โดยธรรม ซึ่งแสดงถึงความชอบธรรม เป็น อำนาจ  
                                    แต่ถ้ายังไม่มากพอที่จะทำให้รัฐบาลยอมรับ ว่า เป็น                                                                    คะแนนเสียงประชาชน ที่เรียกว่า ประชาธิปไตยอันจะทำให้                                                             รัฐบาลจะต้องยอมแพ้ รัฐบาลก็ยืนยันความถูกต้องออกมา
                                    ถ้าเสียงของประชาชนคนตัวเป็นๆ ออกมาชุมนุมกันมาก                                                                      พอ มันแสดงถึงความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย                                                                        แล้ว ที่รัฐบาลจะต้องเคารพ คะแนนเสียงนี้เป็นเครื่องตัดสิน
                                    แต่นั่นแหละ นักการเมืองหรือรัฐบาลจะมีวุฒิภาวะ                                                                        ทางการเมืองสูงส่งดังกล่าวนี้         ได้ เราก็ต้องช่วยกันสร้างคน                                                                        สร้างความรู้ สร้างความจริงของการเมืองไทยต่อไปด้วยอุตสาหะ
                                    กองทัพธรรม มุ่งมั่นดังกล่าวนี้
                                    ใครจะหาว่า เราสุดโต่ง เราเพ้อฝัน ก็ไม่มีปัญหา
                                    เราจะพากเพียรพยายาม จนกว่าจะตาย.
                                     
                 

 

ขอย้ำว่ากองทัพธรรมออกไปชุมนุมจะไม่เหมือนใคร แม้คุณสุรพจน์จะท้วงว่าไม่เป็นปชต. ก็ขอยืนยันว่าเราไม่ได้ไปโยงใยกับใคร เราหมายว่าเราส่งเสริมสิ่งที่ใช้ได้ให้เหมาะกับกาละครั้งคราว อาจมีข้อบกพร่องบ้าง ซึ่งสุดยอดของปชต.คือเช่นนี้

คุณกฤษฎา สรุปว่า ถ้าคุณสุรพจน์เป็นนักวิชาการ ก็ต้องมาเรียนรู้ไม่ใช่แค่ตีความ พ่อท่านว่า คุณสุรพจน์เคยว่าพ่อท่านหนีตายที่โดนแก๊สพิษ พ่อท่านอธิบายว่า พ่อท่านหนีตายแต่พ่อท่านไม่ได้กลัวตาย เพราะพ่อท่านไม่ควรตาย จึงไม่ยอมตาย เหมือนพระโมคคัลลานะ จิตอย่างนี้ คุณสุรพจน์ จะไปรู้จิตพ่อท่านได้อย่างไร ถ้าพ่อท่านไม่มีจิตจริงเช่นนี้ พ่อท่านปาราชิกนะ

อ.กฤษฎา คิดว่าเป็นคนนอกที่ได้มาใกล้ชิดพ่อครูอย่างใกล้ชิด เชิญให้คุณมาดูมาพิสูจน์ ตามกาลามสูตร วันนี้เห็นได้ชัดการแบ่งโลกีย์กับโลกุตระ ได้แสดงถึงการเรียนตั้งแต่สัมมาสิกขาถึง ว.บบบ
วันนี้ อ.
กฤษฎาใส่เสื้อสีน้ำเงิน เพราะเป็นสีแห่งพระมหากษัตริย์ อย่าลืมมาแสดงมวลพลัง ว่าเราสนับสนุนการปกครองระบอบปชต.อันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข....จบ

 

ที่มา ที่ไป

3/12/2555 17:48:33 รายการเรียนอิสระตามสำนึก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ดำเนินรายการโดย อ.กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 13:50:38 )

551204

รายละเอียด

551204-สงครามสังคมธรรมะการเมือง โดย พ่อท่าน ตอน รายละเอียดของ ว.บบบ

4/12/2555 18:11:46 เรื่องที่จะพูดวันนี้คือเรื่องของ ว.บบบ. ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 จะต้องพูดกันยาวหน่อย ว.บบบ. ว คือวิชชาลัย สวน บ แรกคือ บรรดา หรือประดา ส่วน บ. ที่สองคือ บัณฑิต จำกัดความว่าเป็นบัณฑิตบุญนิยม บ. ที่สามคือบุญนิยมนั่นเอง บุญนิยมถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งชีวิตทั้งชีวิตก็มาทำเรื่องนี้แหละ บรรดาคือเราไม่ได้จำกัดว่าเป็นใคร แม่แต่ศาสนาอื่นจะเข้ามาสอบเป็นบัณฑิตอันนี้ก็ได้ มันเป็นการทดสอบการศึกษาทดสอบสร้างให้เกิดภาวะบัณฑิตที่แท้จริงแก่คน เรามีใบรับรอง ที่เขาเรียกกันทั่วไปว่าปริญญาบัตร หรือประกาศนียบัตร แต่ของเราเรียกว่าปัญญาบัตร  และมีบัตรประจำตัวรุ่น ผู้ใดสอบได้แต่ละรุ่นก็เข้ารุ่น ที่สำคัญคือจะมีเข็ม ถือว่าเป็นบัณฑิตเลยมีเข็มนี่ติด จะติดเป็นประจำเลยก็ได้ หลังเข็มจะบอกรุ่นไว้ด้วย รุ่น 1 ผ่านไปแล้ว แต่ละรุ่นจะมีผู้ได้เข็มทองคำ เป็นสัญลักษณ์ ชี้บ่งผู้ที่สอบได้เป็นบัณฑิต เป็นทองคำแท้ ไม่ใช่ทองชุบ นำหนักเกือบบาทหนึ่ง หนัก 13.27 กรัม ซึ่งหนึ่งบาทหนัก 15 กรัม เดี่ยวนี้ 1 บาทราคา สองหมื่นห้าพันบาท ตกอันหนึ่งก็เกินสองหมื่นห้า มีคน  sms. ว่าพท.ลงทุนไปมากอย่างนี้ทำไม 3064 sms ว่า ได้โปรดเมตตาอธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมต้องทำเข็มทองติดเสื้อด้วย เอาเงินไปจ่ายค่าดาวเทียมไม่ดีกว่าหรือคะ? พท.ก็เข้าใจผู้ทักท้วงว่าทำไมต้องใช้เงินทองมากขนาดนั้น แต่

4/12/2555 18:16:06 พท.เห็นว่าสิ่งนี้ พท.ทุ่ม ถ้ามีเงินมากกว่านี้ ฐานะดีกว่านี้ รวยกว่านี้ พท.คงทุ่มมากกว่านี้แน่นอน ขนาดนี้คนเขาก็พูดกันว่ามากไป แต่ละครั้งก็หมดไปหลายล้าน แค่ค่าเข็มก็สองล้านแล้ว เราจะมีเป็นประจำเลย ต้นปี เดือนม.ค. งานโพชฌังคาริยสัจจายุ งานที่ พท.มีอายุครบ 77  ปี 7  เดือน 7  วัน ในความเป็นมนุษย์ใครก็แล้วแต่ เกิดมามีอายุ ได้ถึง 77  ปี 7  เดือน 7  วัน ได้อย่างนี้ จะมีเพียงครั้งเดียว ผู้ที่มีอายุรอดมาขนาดนี้ หลายคนก็ไม่อยู่แล้ว เราก็มีชีวิตเป็นประโยชน์คุณค่าต่อสังคมก็น่าภูมิใจ ก็คิดว่าน่าจะเป็นวันที่สำคัญ เพื่อที่จะได้ใช้เตือนสิต ถ้าใครก็แล้วแต่ มีอายุขนาดนี้ ได้เพียงครั้งเดียว หากจะมีครั้งที่สองรอบที่สองของชีวิต ก็ไม่ง่ายเลย ถ้าเป็นรอบที่สองคือ 155 ปี 2 เดือน 14 วัน ก็ยากรอบที่สองนี่ แต่ว่ามีนักวิทยาศาสตร์ นักสรีระวิทยาตรวจสอบว่าคนมีอายุเกิน 175 ปีได้ มันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง ทำให้พท.เห็นทางไรๆ เพราะพท.เอาแค่ 151 ปีก็คงได้นะ

4/12/2555 18:20:40 พท.ดำริงานนี้ขึ้นมาเพื่อ “สร้างคน” ขอใช้คำนั้น  รู้สึกใหญ่โก้เหมือนกัน ในการสร้างคน ให้คนพัฒนาเป็นชีวิตที่ดีประเสริฐที่เรียกว่า “อาริยะ” เป็นความเจริญในระดับโลกุตระ ซึ่งเป็นชีวิตที่พ้นทุกข์ลดทุกข์ได้ ลดได้จริง แล้วก็เป็นคนดีของสังคม ลดกิเลสตามทฤษฏีของพระพุทธเจ้า ลดกิเลสแล้วเป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งพท.เห็นว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในความเป็นมนุษย์ ที่ตั้งใจทำตั้งแต่ออกมาจากชีวิตโลกๆ ที่เคยวิ่งไล่ล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุข  ออกมาก็เห็นว่าดี ทำมาได้ตั้งแต่อายุ 36 ก็ผ่านมาอีกรอบบวชมาอีก 36ปีเป็น 72 นี่เลย 72 มาหลายปี ก็รู้สึกดี เราทำได้ผล จนเกิดกลุ่มหมู่อโศก เรียกว่าบุญนิยม เราพยายามให้เป็นหลักเป็นฐาน เป็นกรอบการศึกษา เป็นระบบการศึกษาเปิด ที่ไม่ชื่อว่าอยู่ในกรอบของกระทรวง ทางมหาวิทยาลัยเราพยายามจะตั้งแต่ยังไม่สำเร็จ เราก็ไม่มีปัญหา พท.พยายามทำแบบของเราเองโดยตรง จะกำหนดความรู้ขึ้นมาให้เป็นลักษณะที่เป็นอาริยะอย่างที่ตั้งใจเข้าใจมั่นใจเข้าใจ โดยไม่ถูกกฎระเบียบมาวุ่นวาย ก็เลยคิดโครงร้างการศึกษานี้ขึ้นมา แล้วตั้งชื่อว่า “วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม” ชื่อย่อว่า “ว.บบบ.” แล้วก็ร่างโครงร่างเป็นการเรียนอย่างอิสระ เมื่อทำอันนี้ขึ้นมาแล้วก็มาทำรายการโทรทัศน์ว่า “เรียนอิสระ(ตามสำนึก)” ให้สำนึกเองมุ่งมั่นเอง พท.ก็ถ่ายทอดทางสื่อสาร เป็นทางอากาศ สื่อออกไปอยู่ตลอดเวลา ใครสำนึกเห็นว่าควรศึกษา ก็ศึกษาเอา ถึงเวลาปีหนึ่งก็มาสอบทีหนึ่ง ซึ่งเปิดกว้าง ไม่กำหนดอายุ เปิดรุ่นแรกมีอายุ 7 ขวบ 8 ขวบ จนถึง 80 กว่า โดยมีเกณฑ์คือ 1.ต้องกินมังสวิรัติมาแล้ว 5 ปี และ 5 ปีที่ว่า ไม่ได้หมายความขาดหกตกหล่นไม่ได้เลย สรุปแล้ว คือตั้งใจกินมังสวิรัติได้ 2 ในสาม ของที่เรากินมา ใน 5 ปี ก็คือกินมาได้ 3 ปีกว่า นอกนั้นก็ขาดหกตกหล่นได้ไม่ได้เคร่งครัดเกินกาล ให้เข้าใจว่ามากินมังสวิรัตินี่เพื่อตัดกิเลส 2.ถือศีล 5  3. คือไม่มีอบายมุข

4/12/2555 18:28:41 ผู้ที่มีคุณสมบัติอย่างที่ว่า มนุษย์ไม่มีอบายมุข ถือศีล 5 กินมังฯ สามเงื่อนไขถ้ามนุษย์มีคนปฏิบัติอย่างนี้ได้ปีหนึ่ง ไม่ต้องมากมาย ปีหนึ่งได้ซัก 20 คน ห้าล้านบาทก็คุ้ม ก็พอแล้ว  พท.กล้าทุ่มเลยก็ลองดูซิ รุ่นหนึ่งก็ไม่ถึงห้าล้าน ในปีแรกมาสมัครเกือบหนึ่งพันคน เราถือว่าให้เกียรติกัน ในความเป็นคน เขาก็ต้องมีสำนึกของเขา

4/12/2555 18:30:54 พท.ว่าถ้าชีวิตนี้ได้ช่วยคน ให้มีคุณธรรมให้มีคุณสมบัติดังกล่าว ประเทศก็จะมีอาริยะ ไม่เป็นภาระสังคม จะทำให้สังคมไม่วุ่นว่าย ไม่ได้มักมาหรอก ปีหนึ่งได้ 10 20 30 คน ร้อยคน มาถึงวันนี้ หลายสิบปี ก็ได้เป็นโล้เป็นพายอยู่ มาถึงวันนี้ก็มีหมู่กลุ่มชุมชน ทั่วประเทศ  เกือบร้อยกลุ่ม มายืนยันปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นต่ำคือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ตามฐานะ ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่มีอบายมุข อย่างที่เห็นทุกวันนี้เราก็เปิดเผยตัวต่อสังคม เขาก็รู้แล้ว ใหม่ๆที่เปิดตัวออกไปเขาก็งง เราออกไปเดิน ถ้า          ชุุดอโศกเต็มรูปไม่ใส่รองเท้า คนก็ดูตั้งแต่หัวจรดเท้า มันจะมีเอกลักษณ์ สัญลักษณ์ชาวอโศกอยู่หลายอย่าง มันทวนกระแสโลก เขาจะต้องตกแต่งพริ้งพรายอะไร แต่เราก็ไม่อย่างนั้น  มีทั้่งพฤติกรรมการเป็นอยู่ กินอยู่ที่จะร่วมในสังคมหลายอย่าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ สัญลักษณ์ชาวอโศกเรา

4/12/2555 18:33:03 มาถึงวันนี้ พท.คิดว่าธรรมะของพพจ.ทฤษฏีพพจ.นี่ศึกษาแล้วจะเป็นประโยชน์มา ที่สำคัญธรรมะของพพจ.เป็นธรรมะโลกุตระ ที่ปลดแอกความเป็นทาสโลกธรรม มีชีวิตมีปัญญามีความเข้าใจมีความรู้อย่างรู้ ชัดเจนว่า ถ้าเราเป็นคนไปแย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งกามในโลก มันไม่ใช่ความประเสริฐความเจริญอย่างแท้จริง ซึ่งธรรมดาสามัญคนเกิดมาก็พยายามมุ่งมาดปรารถนาดิ้นรนเพื่อ ต้องมาแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แม้แต่ศาสนาไม่ใช่โลกุตระก็ไม่เช้าใจชัดมากหรอก เขาก็เข้าใจเหมือนกันว่าไม่ให้มันจมอยู่อย่างนี้ แต่จะไม่ชัดเจนเท่าศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธชัดเจน แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเสื่อม ศาสนาไม่เสื่อมหรอก แต่คนชาวพุทธเสื่อม คือไม่เข้าใจว่าพุทธเป็นโลกุตระแล้ว รู้เลาๆเพียงภาษา แต่ไม่รู้ว่าโลกุตระคืออะไรเป็นอย่างไร ขีดไหนจึงเข้าโลกุตระ เข้ากระแสเป็นโสดาฯ จึงเป็นมนุษย์ที่มีเชื้อโลกุตระ แต่ไปเข้าใจว่าพุทธสอนสะกดจิต เป็นสมาธิฌาน วิมุติ ทั้งที่พพจ.มีทฤษฏีเอกคือ โลกุตระมีมรรคองค์ 8 แต่ก็ไม่เข้าใจ ในมรรคองค์ 8 เบื้องต้นซึ่งต้องเข้าใจว่า ทานอย่างไรกิเลสลด ปฏิบัติศีลอย่างไรให้กิเลสลด แล้วต้องรู้ต้องเห็นว่ากิเลสลด รู้หุตัง คือจิตเสวยผล ภาวนาแปลว่าการเกิดผล ศีลพรตปฏิบัติให้ไปโลกุตระทำอย่างไร นั่นคือสัมมทิฏฐิเบื้องต้นของมรรค มันมีผลที่จะเดินทางเข้ากระแสโลกุตระอย่างไร ไม่เข้าใจกัน ไม่พูดกันเลย เพราะมันรู้ไม่ตรงไม่ถูก ก็เลยไปนั่งหลับตาสมาธิ ซึ่งไม่ใช่ทาง ศาสนาพุทธต้องปฏิบัติมรรค 7 องค์จึงสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ  ขออภัยไม่ได้ลบหลู่ตีทิ้งหมดเลย แต่ถ้าท่านรู้ท่านเข้าใจอย่างที่พท.พูดเข้าใจตรงกันก็สอนอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ท่านที่สอนไม่ตรงกับพท.อาจจะถือสา ก็ต้องขออภัย ไม่ได้เจตนาหาเรื่อง ไม่มีเจตนาจะไปลบหลู่ ที่พูดถึงนี้พูดธรรมะ

4/12/2555 18:38:51 เมื่อพท.เห็นว่าเป็นสิ่งประเสริฐจึงทุ่มเทลงทุนลงแรง จึงเกิดเป็น ว.บบบ.ขึ้นมา รุ่นแรกในต้นปี 55 รุ่นสองเป็นปี 56 จะมีรุ่นสาม รุ่นสี่ ก็จะเอาวันนี้แหละ ซึ่งในปีแรก จะใช้วัน โพชฌังคาริยสัจจายุ คือ เกิดจากอายุ 77 ปี  7เดือน 7 วัน มีเลข 7 สี่ตัว นี่คือที่ไปที่มาของวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม

4/12/2555 18:40:55 ก็ทบทวนให้ฟังว่ารายการนี้ เจตนาให้คนศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นไตรสิกขา ศีล-สมาธิ-ปัญญา ผู้ที่จะมาร่วมศึกษา ตั้งใจมาเป็นนิสิตวิชชาลัยนี้ มาสมัครได้ตั้งแต่ ห้าหกเจ็บขวบ จะเขียนหนังสือไม่เป็นก็มาสมัครได้ จะต้องหาผู้ช่วยมาเขียนให้ ก็บอกเขาให้เขียนให้สอบให้ นอกนั้นไม่ตอบข้อสอบก็ปฏิบัติประพฤติ มีหลักคือ ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา ซึ่งในระดับมัธยมก็เป็น ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา อย่างพระอรหันต์ถือว่าเป็นศีลบุคคล หรือผู้ใดปฏิบัติศีลได้เต็มระดับโสดาบัน ก็มีศีล 5 เต็ม เป็นปกติ ไม่ละเมิด มันมีขีดหยุดขีดพอ ศีลนี่มีคุณสมบัติให้จิตดับกิเลสจนเต็ม ตัดอบายต่างๆไปตามลำดับ

4/12/2555 18:47:01 ในการสมัครจะเปิดตั้งแต่ 1-25 ธ.ค. 55 ถ้ามาตามเวลาก็จะไม่ตกหล่น ถ้ามาสายใกล้เวลาก็อาจตกหล่นได้ ผู้ที่จะสมัครไม่เสียเงินเสียทองอะไร เวลามาเข้าสอบทั้งหมด 7 วัน ปีหนึ่งก็ต้องมาเข้าสอบอยางสำคัญเลย  4 วันแรกเรียกว่าบำเพ็ญคุณ 3 วันหลังเป็นการบำเพ็ญธรรม จะมีคุรุ อาจารย์มีพี่มีน้อง พาทำ แล้วให้คะแนน นอกนั้นจาก 7 วันแล้วก็สำนึกเอาเอง เป็นการเรียนอิสระตามสำนึก จะมีการจับกลุ่มกันทำเป็นระยะก็แล้วแต่ แรกๆสันติอโศกก็ ฟิตทำหลังๆ ก็ยืดๆไป ก็ตามสำนึกมากน้อยแล้วแต่ใคร ศาสนาพุทธไม่บังคับ ให้เป็นไปตามสำนึกมีญาณปัญญา มีอุตสาหะวิริยะ ให้รู้ว่าดีก็ควรทำ เพราะการปฏิบัติธรรมมรรคองค์ 8 ทำที่ไหนก็ได้ พพจ.ไม่เกี่ยงเวลาสถานที่ ไม่เกี่ยงบรรยากาศ อย่างลดละกิเลสจริงๆจนเกิดมรรคผล ได้ทุกขณะ ไม่ใช่ว่าต้องไปแต่หาที่สงบ แล้วก็นั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไป  แต่สงบก็เป็นเพียงอุปการะ แต่จะปฏิบัติมรรคองค์ 8 สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ พูดอยู่ก็ให้มีสัมมาวาจา มี สติปัฏฐาน4 สัมมัปทาน4 อิทธิบาท4 นี่คือหลักปฏิบัติของพพจ.อยู่ตลอดเวลา ให้รู้จักกิเลส รู้จักวิธีกำจัดกิเลส ตลอดเวลาที่ลืมตา แล้วเป็นของจริงด้วย มีสัมผัสเป็นปัจจัย แต่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจผิด จิตอยู่ข้างใน ว่าต้องไปหลับตาปี๋ ไม่ให้รับรู้อะไรเลย นี่เป็นวิธีที่เก่าครำคร่าคร่ำครึ เก่าแล้ว เป็นประจำโลก แต่ของ พพจ.นี่มีเมื่อพพจ.เกิดขึ้นตั้งอยู่ดังไป แต่ถ้าหมดยุคที่หมดศาสนาพุทธ ยุคพุทธันดร ก็จะไม่มีธรรมะแบบศาสนาพุทธ ไม่มีพพจ.

4/12/2555 18:52:40 ผู้ใดที่เข้าใจศาสนาพุทธได้ดีอย่างนี้่ ก็ทำได้ตลอดเวลาที่ไหนก็ได้ และจะรู้มีสำนึกว่า ต้องมีกัลยาณมิตโต กัลยาณสหายโย กัลยาณสัมปวังโก หลักข้อแรกต้องมาก่อนมรรคองค์ 8 แสงอรุณไม่มา สุริยาไม่มี คือการมีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ไม่ใช่หนีไปไม่มีเพื่อนมีดวก หลับตาออกไปปลีกวิเวก ปลีกเดี่ยว เป็นเรื่องนอกรีต ในพตฏ. ไม่มีคำว่าปลีกวิเวก เป็นศัพท์ที่พูดกันเอง แม้แต่คำว่า ลีนัตตัง คือหลีกเร้นหลีกออกไปพัก ก็ไม่ใช่ว่าปลีกวิเวกที่เขาเข้าใจ

4/12/2555 18:54:18 ผู้ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในวิชชาลัย บบบ, เข้าง่ายออกง่ายไม่มีสัญญาอะไร เข้ามาแล้วก็ตั้งใจเอา ให้ขยันอุตสาหะพากเพียรเอา ให้อิสระเต็มที่ สำนึกเอง แล้วไม่ได้บังคับ ได้ผล พท.เน้นที่ผลจริง ไม่เน้นปริมาณ ปีหนึ่งรุ่นหนึ่ง ร้อยคนมาสอบ พันคนมาสอบ รุ่นหนึ่ง สมัคร แปดร้อยกว่าคน ไม่ได้เสียค่าสมัครอะไร เขาก็ไม่เสียดาย แต่มาสอบ 700 กว่าคน ถือว่าเป็นผลสำเร็จ สอบกันได้แล้ว 500 กว่าคน แต่สอบได้นี่ไม่ได้เข็มทั้งหมด ผู้ได้เข็มจะได้อยู่แค่ 154 คน จะได้ใบปัญญาบัตร แค่ 154 ใบ กับเข็มทอง จะมีสองแผนก แผนกวิชญ์ กับแผนกชาญ ผุ้ที่จะได้กำหนดปีละ 154 คน ส่วนผู้ทีสอบได้หลังจากนั้น จะได้บัตรประจำตัวให้ เป็น  เครื่่องหมาย และจะได้เสื้อ ซึ่งมีคนอนุเคราะห์อยู่ ปีแรกเป็นฆราวาส ปีที่สองมีบริษัททำเสื้อมาร่วมมือกับเข้าเดิมด้วย เป็นสองแรง จะมีเสื้อที่เป็นเครื่องอหมาย มีตราของ ว.บบบ. ทุกคน แต่คน 154 คนแรกจะได้เสื้อสีเข้ม ส่วนนอกนั้นทุกคนที่สอบได้จะได้เสื้อสีน้ำตาล เป็นเช่นนั้น ยังมีอีกหลายอย่างอธิบายไม่หมด

4/12/2555 18:59:50 ผู้ที่สอบได้แล้ว หรือสอบตก ก็มาสอบซ้ำได้ มาสอบได้ทุกปี ผู้ที่สอบได้เข้มแล้ว ในปีต่อไปก็จะสอบอีกก็ได้ ถ้าสอบได้อีก ก็จะได้เข็มทองอีก จะได้จำกัดรวมแล้วไม่เกิน 4 เข็ม จะได้ตำแหน่งเรียกว่า บูรณ์บุญบัณฑิต แล้วก็จะได้ปัญญาบัตร ในปีแรก และปีสุดท้ายที่สอบได้ คิดว่าในอนาคต ผู้ที่มาเรียนรู้ผ่านไป หลายปีก็จะเข้าฝักเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีมาในโลก

4/12/2555 19:03:24 ผู้ที่เป็นคุรุอยู่ฝ่ายใน สมณะสิกขมาตุก็ช่วยกันหน่อย ต่อไปในอนาคต เป็นบูรณ์บุญบัณฑิตขึ้นมาหรือเป็นบัณฑิตที่สูงขึ้นมา ก็จะมาเป็นพี่เลี้่ยงหรือผู้ช่วยมารับผิดชอบช่วยงาน มีเกียรตินิยมด้วยในแต่ละปี ผู้ใดได้ 80 % ขึ้นไป เป็นเกียรตินิยม ถ้าคะแนนเกิน 90 % คือเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเรียกว่า บุญบัณฑิต ถ้า 80 % ขึ้นไปไม่ถึง 90 % เรียกว่าคุณนิยม มาขอใบสมัครไปกรอกได้ จะโหลดเอาได้จากเว็บ จะไปสมัครโดยตนเองหรือทางไปรษณีย์ก็ได้ สมัครได้ 9 แห่ง พุทธสถาน 7 แห่ง สังฆสถานอีก 2 แห่ง ส่วนเวลาที่จะสอบให้ไปที่ ราชธานีฯ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2555

4/12/2555 19:08:46 สอบเสร็จแล้วต้องรีบทำบัตร พร้อมกันกับแจกเลย เป็นงานจุลกฐิน ผู้ใดมีน้ำใจก็มาช่วยกัน ทางธุรการ ก็ขอบคุณล่วงหน้า แจ้งไปที่ราชธานีอโศก

4/12/2555 19:09:32 การทุ่มของพท.นี่ให้อิสระแก่พวกเรา ที่พท.บรรยายคือการศึกษาออกไปทุกวันทั้งศีลธรรม และสมรรถภาพที่เป็นสัมมาอาชีพ ทั้งความรู้วิชาการด้วย ไม่ใช่ว่าเอาแต่วิชาการเฉยๆไม่ใช่ว่าเรียนป.เอกแต่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ศีลธรรมยิ่งไม่เอาไหน นี่คือความล้มเหลวของการศึกษาทั่วโลก ทำให้เกิดการล่มสลาย และมีหนังสือที่จะอ่านประกอบคือ หนังสือธรรมที่เป็นพุทธ ออกเมื่อตุลาคม หนา 300 หน้า คุณไปสมัครจะได้รับแจกฟรีเลย เอาไปอ่านอย่าเอาไปหนุนหัวอย่างเดียว

4/12/2555 19:12:12 ต่อไปเป็นการตอบประเด็นจากผู้ชมทางบ้าน

 Sms มาถามว่า โปรดเมตตาอธิบายให้ลูกฟังทีเถิดว่าทำไมต้องใช้ทองในการทำเข็มติดเสื้่อ เอาเงินไปจ่ายดาวเทียมไม่ดีกว่าหรือ?  พท.ตอบว่าดาวเทียมก็ทำอยู่แล้วต้องจ่ายอยู่แล้ว แต่ว่าอันนี้ก็ต้องทำ เมื่อมีทุนมีแรงเหลืออยู่พอจะทำได้อีก ก็เอามาเสริมทำอันนี้ ถ้าเป็นแต่ก่อนนี้  เป็น 20 ปีที่แล้ว พท.ทำไม้ได้ เพราะยังไม่มีทุนมาทำถึง 2 ล้าน เพื่อที่จะทำเข็มนี้ แต่เดี๋ยวนี้มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูที่จะทำพอได้ ซึ่งพท.ทำงานศาสนามานี่จะไม่เรี่ยไร ยังไงให้เป็นตายอย่างไรก็ไม่เรี่ยไร และไม่หาเงินด้วย เช่นไปเทศน์ไปกิจนิมนต์ได้ค่าเทศน์ไม่เอา ไม่ตั้งกล่องรับบริจาค ถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย นอกจากไม่เอาแล้วยังมีกติกาว่าใครจะบริจาคเงิน ต้องมาคบคุ้นศึกษากับเรา อย่างน้อย 7 ครั้ง ซึ่งต้องตั้งใจมาศึกษาจริงให้รู้หลักเกณฑ์ปฏิบัติ หรืออ่านหนังสือของเราอย่างน้อง 7 เล่มขึ้นไป (อ่านทั้งหมดเล่มจนครบ) หรือฟังเทปคาสเซท(สมัยก่อน) 70 ม้วน ส่วนดูโทรทัศน์กี่เดือนกี่ปี นี่วัดไม่ได้เลย ก็เลยไม่ตั้งกฎนั้น ใช้กฎเกณฑ์เดิม ไม่ใช่เรื่องดัดจริต ไม่ใช่เรื่องเล่นเล่ห์อะไร แต่เป็นเจตนาว่าเรื่องเงินทองนี่ เป็นเรื่องเครื่องใช้ เป็นวัตถุเป็นอุปกรณ์  ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพุทธนี่มีเงินทองทุนรอนเหลือ คือ 1.จะไม่เป็นหนี้เพราะมักน้อยสันโดษ รู้จักสิ่งกินใช้อุปโภค บริโภค รู้จักความพอเพียง รู้จักอัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ คือไม่หลงสวรรค์หลอกลวงไม่ต้องไปเปลืองไปผลาญกันมันแล้ว อบายมุขต่างๆเป็นต้นหรืออย่างที่เขาหลอกว่าต้องได้ต้องมีต้องเป็นอย่างนี้ ก็เอาเงินไปเสีย จะรู้เท่าทันสังคม จะไม่สูญเสียไม่เปลืองไม่ผลาญ ประหยัดมัธยัสถ์โดยไม่ต้องไปอดไปทน โดยไม่ต้องไปจ่าย จะขยันหมั่นเพียร มีรายได้มากใช้น้อย 2.จะเลี้ยงตนรอด 3.จะมีส่วนเกิน 4. เอาส่วนเกินไปทำทานแจกจ่ายเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นได้ นี่คือสัจจะของผู้ที่ปฏิบัติธรรมของพุทธที่บรรลุธรรม ทำมา 40 ปีตามนัยยะของพระพุทธเจ้า ภูมิใจที่ไม่ได้เรี่ยราย นอกจากบางครั้งนานๆที จะต้องบอกบุญ เราไม่ได้สะสมจึงไม่มีเงินก้อน อย่างจะซื้่อที่นี่มันหลายสิบล้านก็ต้องบอกบุญกันหน่อยเป็นต้น ก็ทำเป็นครั้งคราว อย่างเราสร้างพระวิหารต้องใช้ทองคำมาพ่นมาหุ้มอะไรอย่างนี้ เราก็บอกบุญไป แต่ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่เอา คือมันเป็นความเข้าใจเป็นปัญญา มันเป็นความละอาย ไม่ใช่ศาสนาขี้ขอ ไปเรี่ยไรอยากได้เงินไม่ใช่ ที่บอกว่าจะเอาไปจ่ายค่าดาวเทียมไม่ดีกว่าหรือ? เราก็จ่ายอยู่ก็พอเป็นไป และก็มีเหลือที่จะมาทำอันนี้เพิ่มเติมขึ้น ให้ประโยชน์ก็อธิบายไปแล้วว่า มันเป็นเรื่องที่พ่อท่านต้องทุ่ม ต้องทำ พยายามพากเพียรที่จะให้เกิด และวิธีที่ทำนี่เป็นวิธีของศาสนาพุทธเลย ให้แต่ละคนสำนึกเตือนตนมุ่งมั่นพากเพียรใฝ่ดีเองไม่ต้องมีใครบังคับ เตือนสติกันอยู่พ่อท่านที่ออกอากาศนี่ก็เป็นการเตือนสติตลอดเวลา เท่านั้นเองพอแล้ว ส่วนใครจะปล่อยปะละเลย ก็ตัวใครตัวมัน ใครจะขวนขวายเอาก็เป็นบุญของแต่ละคน เพราะฉะนั้นที่มาท้วง มาเตือน ว่าเงินนี่ไปทำดาวเทียมไม่ดีกว่าหรือ นี่ก็ดีเราก็พอเป็นไปได้จึงมาทำอันนี้เพิ่มเติมนะ คิดว่าอนุญาตนะ

4/12/2555 19:21:16 สำหรับชาวพุทธที่ยังไม่รู้คำตอบที่แท้จริงของวิธีการปฏิบัติธรรมที่เป็นสัมมาปฏิบัติเมื่อเขาอยู่กับจิตชนิดนี้ต่อไปเรื่อยๆ วิปัสสนาญาณหรือญาณที่เข้าไปรู้เห็นกิเลสจะเกิดขึ้นเองใช่ไหม ผู้ถามนึกไม่ออกว่าแล้วเขามีวิธีทำลายกิเลสเมื่อเจอกับกิเลสตัวเป็นๆอย่างไร? ...พท.อธิบายว่า พท.ก็พยายามที่จะอธิบายจุดนี้ให้ฟังอยู่บ่อยเสมอ แต่ก็ไม่ค่อยจะกระเตื้องเท่าไหร่ คือผู้ที่นั่งสงบ นั่งสมาธินี่จิตที่อยู่นิ่งๆเฉยอยู่ในภวังค์ได้ แล้วเชื่อว่ามันจะเกิดปัญญาเกิดวิมุติได้เอง คุณคนนี้ก็สงสัยว่ามันจะเกิดเองอย่างไร แล้วเขาจะทำลายกิเลสอย่างไร  มันจะเกิดทำลายกิเลสเองยังไง แล้วที่พพจ.ท่านอธิบายปหาน 5 มี ถ้ามันจะต้องทำลายเอง แล้วจะต้องไปนั่งอธิบายปหาน 5 นี้ทำไม ก็นั่งอย่างนี้เข้าไปแล้วกิเลสมันก็ทำลายเอง แล้วปหาน 5 นี่พพจ.ท่านจะตั้งหลักเกณฑ์มาทำไม อย่างนี้เป็นต้น

4/12/2555 19:23:27 พท.พยายามยืนยันให้ฟังว่านั่นไม่ใช่วิธีของพพจ. นั่งเข้าไปแล้วจะเกิดรู้เอง จะเกิดวิปัสสนาญาณเอง มันไม่ใช่ วิปัสสนาญาณจะต้องพากเพียรปฏิบัติ มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีอะไรที่ท่านอธิบายอยู่ตลอดเวลา แล้ววิธีกำจัดก็วิธี วิกขัมภนปหานอย่างไร ตทังคปหานอย่างไร ก็อธิบายสู่ฟัง เมื่อปหานมันลงไปกิเลสมันจางคลายมันดับ ก็มีญาณในขณะผัสสะไม่ใช่ว่าไปนั่งหลับตา แล้วก็กิเลสมันเกิดในขณะผัสสะ  ที่ไม่ผัสสะนั่นไม่ใช่กิเลสสด เป็นกิเลสแห้ง ผัสสะนี่มันกิเลสสดๆสัมผัสเดี๋ยวนี้ ตากระทบรูปกิเลสก็เกิดตอนนี้ของจริงนี่เกิดจากเหตุปัจจัย พพจ.ท่านเรียกว่าเกิดวิญญาณในวิญญาณนี่เป็นวิญญาณผี เรียกว่าสัตว์โอปปาติก ธาตุรู้นี่มันเป็นสัตว์ ไม่ใช่สัตว์เลื้อยคลานสัตว์ปีก สัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์ 4ขา2ขา  ต้องศึกษาเห็นจริงว่าเรายังเป็นสัตว์อยู่ ถ้าฆ่าสัตว์ตัวนี้ได้ก็หมดสังโยชน์ พ้นสังโยชน์ หรือสังโยค เรียกว่าพ้นจากความผูกสัตว์ไว้ แต่ก่อนนี้เราก็ถูกผูกยึดไว้ ถูกถือถูกผูกไว้เป็นสัตว์ สัตว์ทางจิตวิญญาณที่เป็นสัตว์นรก สัตว์สวรรค์ สัตว์นรกคือทุกข์ร้อนตกนรกหมกไหม้ลำบากลำบน ส่วนสัตว์สวรรค์คือหลงความสุข สวรรค์กับนรกมันเป็นอันเดียวกันจริงๆ มันแปลงตัวเป็นสวรรค์ แท้จริงต้นเหตุมันคือ นรก ต้นตอมันคือกิเลส เสร็จแล้วเมื่อไม่ได้ ก็คือตกนรกหรือมีความซับซ้อนของจิตกิเลสนี่ มันทำลายย่ำยีตนเองก็ตกนรก ที่ตกนรกหนักก็เพราะว่าซับซ้อน เรียกว่าวิบากซ้ำ วิบากซ้อน วิบากหนักวิบากหนา กิเลสหนานั่นเอง ก็นรกก็ทุกข์ร้อนจัด โง่จัด หลงจัด แล้วก็ทุกข์ร้อนอย่างไม่รู้เรื่อง มาอธิบายไม่ไหวเป็นกรรมวิบากที่อจินไตยซึ่งคิดยาก

4/12/2555 19:26:27 ผู้ที่จะนั่งหลับตานั้นต้องมาศึกษาให้มีสัมมาทิฏฐิดีๆจะได้ไม่หลงงมปฏิบัติในทางนั้นผิดอยู่ ก็เห็นใจว่าเขายึดถือกันอยู่กับอาจารย์กับสิ่งที่ปรัมปรา ศึกษามาเก่าแก่ ยึดถือผิดมานานแล้ว ทุกวันนี้ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ ทุกวันนี้ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ไม่เป็น ปฏิบัติสัมมาสมาธิไม่เป็น ไปได้แต่สมาธิอย่างนั้น แล้วก็ไปหลงผิดทิศทางไปนั่งหลับตานั่นแหละ หลับตาแล้วเข้าไปอยู่ในภวังค์ จิตสงบแล้วทุกอย่างจะเกิดเอง จะบรรลุเอง อย่าไปคิดอะไร ถ้าคิดอะไรนี่ผิด ให้มันเด๋อว่างเดี๋ยวมันจะเกิดเองรู้เอง นั่นเป็นเชิงปัญญา ถ้าไม่เชิงปัญญาก็จะบอกว่าให้ดับจิต ให้จิตมันไม่คิดอะไรเลยแล้วมันก็จะตกลงไปดิ่งลงไป แล้วดับ ดับให้มีสติด้วยนะ โดยไม่ง่วงไม่มีอาการถีนมิทธะ มีสติใสๆๆเข้าไป พท.ก็เคยทำมาอย่างนี้แต่ก่อน มีมิจฉาทิฏฐิพท.ก็เคยทำ สามารถทำได้ และถือว่าอันนั้นแหละนิโรธ ไม่สว่างก็ดับ ถ้าสว่างก็จะเกิดอาการรู้อะไร สัญญามันจะเกิดให้รู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ โดยไม่คิด เป็นความสุขนิโรธ เมื่อทำให้ได้เก่งก็ชำนาญแคล่วคล่องก็ตัดสินเอาเองว่า สบายแล้วเพราะว่านั่งทีไรมันก็สบาย ถือว่านั่นแหละนิโรธ ไม่สว่างก็ดับ สัญญามันจะเกิด โดยไม่คิด สัญญาจะผุดมาให้รู้ มันเป็นสัญญาเป็นความจำ คุณไม่ได้ญาณใหม่ คุณไม่ได้รู้ตัวสมุทัย ไม่รู้ตัวกิเลส คุณไม่ได้ปฏิบัติ ลดกิเลสนี้เพราะพิจารณาว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันก็ค่อยๆดับไปจนมันไม่มีตัวตน มันเป็นอนัตตา คุณยังไม่รู้ไม่เห็น อย่างนี้เลยคุณยังไม่เห็นตัวตนของกิเลสนั้นอย่างชัดเจนเลย มี นามรูปปริเฉทญาณ มีปัจยปริคหญาณ มีสัมมัสนญาณ มีอุทัพยานุปัสสนาญาณ มีพังคานุปัสสนาญาณ มีภยตูปถานญาณ ในญาณ 16 คุณจะไม่เข้าใจ คุณจะไม่รู้ว่าญาณพวกนี้คืออะไร พอญาณนี้มันสูงขึ้นไปถึงนิพพิทาญาณ มุลกิจตุกัมยญาณ ญาณมันปล่อยมันเปลืองปล่อย ไม่ได้ไปดับ ไม่ได้ไปสะกดจิต พลังปัญญามันทำให้กิเลสมันดับ มันจางมันหายไปเลย จนเก่ง สัมผัสอยู่อย่างนี้ก็กิเลสมาไม่ได้เลย กิเลสไม่เกิดเลย เกิดมานิดๆหน่อยๆ จนกระทั่งมันเกิดแรงแล้วก็เบาไป เกิดนิดหน่อย จนกระทั่งมันไม่เกิดเลย สัมผัสยังไงมันก็ไม่เกิดเลยว่างเลยซึ่งเป็นการบรรลุธรรมที่เห็นเลย พิสูจน์ได้ชัดไม่งมงาย ไม่คลุมเครือ ไม่เดาเอา ไม่ประมาณเอา จนรู้แจ้งรู้ชัด เรียกว่าสัจฉิกัตตวา รู้กันอย่างแจ้งชัดๆ นิโรธแจ้ง มันเกิดเห็นๆอย่างรู้แจ้ง ไม่ใช่ไปดับจิตไม่รู้แจ้ง ไม่รู้เรื่องอะไรเลยไม่ใช่ คนก็ฟังแล้วไม่เข้าใจหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ พท.ก็ว่าอธิบายเก่งเท่านี้

4/12/2555 19:30:35 กรุณาบอกวิธีขั้นตอนของการตามรู้ อิริยบถต่างๆ ว่าควรมีลำดับขั้นตอนอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้ตามรู้อิริยาบถต่างๆได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งตามรู้ในอิริยาบถเท่าที่มี ตามที่พ่อครูสอน กรุณาอธิบายด้วย? ส่วนความปรารถนาที่จะทำให้ได้ และการตั้งจิตที่จะทำ มีผลหรือไม่?อย่างไร?

พท.ตอบ..การตั้งจิตจะทำนั่นทำนี่มันไม่ใช่กิเลสไปทั้งหมด เขาเรียกมโนสัญเจตนาหาร มันมีสามอย่าง 1.กามตัณหา 2.ภวตัณหา 3.วิภวตัณหา ถ้าต้องการกามเรียกว่ากามภพ ถ้าต้องการภวตัณหา ก็กิเลสในภพเรียกว่าอัตตาเป็นรูปราคะ อรูปราคะ แต่ถ้าปฏิบัติธรรมตามแบบพพจ.นี่คือถ้าอยากอย่างนี้ประกอบไปด้วยกามประกอบไปด้วยรูป หรืออรูปแบบนี้ นี่กิเลส แต่ถ้าตัดกิเลสของพพจ.ตามลำดับแล้วก็ปฏิบัติตัดตัวกามนี้ก่อน กิเลสกาม ลืมตาปฏิบัตินี่ ตั้งแต่อบายของหยาบ แล้วก็ขั้นสกิทาคามีนี่ก็ลดลงไปเรื่อยๆ ในขณะตาหูจมูกลิ้นกายกระทบอยู่ จนกระทั่งความสุขความทุกข์ที่เกิดจากทางตา ทางกระทบหู จมูก ลิ้น กาย ทวาร5 นี่ มันหมด มันไม่สุขไม่ทุกข์แล้วมันเฉยๆ อุเบกขา เรียกว่าเนกขัมสิตะอุเบกขา มีอาการอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ ลืมตานี่แหละ

ฐานที่มันดับอยู่ สัมผัสเมื่อไหร่มันก็ดับอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้ไปหลับตานะ ลืมตาสัมผัสอยู่ก็ไม่มีกิเลสเกิด คุณตัดกิเลสในขนาดที่คุณกำหนดไว้ จนกระทั่งจากโสดาฯ สกิทาฯแล้งหมดขั้นตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบอะไรก็แล้วแต่ ลาภยศสรรเสริญหรือกาม ตาหูจมูกลิ้นกาย คุณก็ไม่ได้เกิดกิเลสเลย ไม่ได้อยากเสพอยากได้อยากสุขอยากทุกข์เพราะมันเลย ลืมตาเป็นอนาคามี เรียกว่ากามสังโยชน์หมด แล้วอยากปฏิบัตินี่คุณก็ต้องอยาก คุณก็จะต้องปรุงแต่งเรียกว่าสังขารเรียกว่าอภิสังขาร ถ้าคุณทำเป็นแล้วเรียกว่า ปุญญาภิสังขาร สังขารก็คือการทำจิตอย่างนี้แหละ คิดนึก แต่ว่าคิดอย่างเห็นจริง แล้วก็ปฏิบัติจิตของเราด้วย ต้องปฏิบัติจิตนั่นแหละ ปฏิบัติอย่างลืมตา เราต้องทำจิตอย่างนี้เรียกว่า มนสิการ เป็นโยนิโสมนสิการ ทำใจของเราให้กิเลสมันจางคลาย มีการพิจารณาด้วยการกดข่มมีวิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน เพื่อจะทำวิปัสสนาวิธีให้รู้ว่า ทำใจให้รู้ว่ากิเลสมันไม่ใช่ตัวจริงมันเดี๋ยวเดียว มันของปลอม พอหมดผัสสะแล้วมันก็ไม่มี แม้ผัสสะอยู่มันก็ไม่อยู่อย่างเก่าหรอกรสสุขน่ะ ซ้ำๆซากๆอยู่อย่างนั้น ถ้านานไปชินไปมันก็ไม่เกิดรสสุขหรอก ทั้งๆที่ไม่ได้ปละปล่อย ตาก็ยังกระทบรูปอยู่ หูก็ยังกระทบอยู่ มันก็เบื่อ นอกจากคนที่จะติดนานๆก็โอโห ทั้งวันทั้งคืน 5 วัน 5 คืนก็ไม่เบื่อ เอาไปสิห้าวันห้าคืนไม่เบื่อก็ห้าสิบวันไม่เบื่อหรือ ต่อไปอยู่อย่างนั้น ก็เบื่อ มันไม่เที่ยงหรอก เมื่อไม่มีผัสสะมันก็ไม่มีแล้ว อันนี้แหละยาก มันไม่ใช่ผีสดๆถ้าสัมผัสมันเป็นผีสดๆ  แล้วมันก็มีเทวดาสดๆแล้วเทวดานี่มันเกิดจากการได้สมใจ สมเสพแล้วก็เกิดเทวดา ถ้าคุณเองไม่มีตัวกิเลสไปเป็นตัวร่วมปรุง สัมผัสอย่างไรมันก็ไม่มีกิเลสเกิด จิตก็ว่างๆ เฉยๆ แต่จะรู้ความจริงตามจริง รูปก็เห็นรูป สีก็เป็นสี เสียงก็เป็นเสียง กลิ่นก็เป็นกลิ่น รสก็เป็นรสธรรมดา แตะทางลิ้นมันก็ธรรมดากลางๆ มันก็ไม่สุขไม่ทุกข์อะไรนี่ แต่มันรู้ความจริงว่าแดงก็แดง เขียวก็เขียว เหลืองก็เหลือง เสียงอย่างนี้ดังอย่างนี้เบา กลิ่นอย่างนี้หอมเหม็นอย่างนี้ มันก็แยกได้ตามปฏิภาณปัญญาของเราตามจริงเท่านั้น แต่มันไม่มีอารมณ์ แยกอารมณ์กิเลส อารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ อารมณ์ชอบใจไม่ชอบใจ อิฏฐารมณ์ อนิษฐารมณ์ คุณแยกให้ออกแล้วว่าอิฏฐารมณ์ อนิษฐารมณ์ของเราไม่มี เราแยกรูปแยกนาม มีปัจยปริคหญาณ แยกสิ่งที่มันเป็นเหตุปัจจัยต่างๆ มันละเอียดอย่างนี้ไม่ใช่เป็นทึ่มๆทื่อๆเป็นแท่งก้อนอย่างนั้นหยาบๆไม่ใช่ มันละเอียดมากเลย คัมภีรา ทุทสา ทุรนุโพธา ละเอียดลออ คัมภีระ ลึกซึ้งเห็นตามได้ยาก ตรัสรู้ตามได้ยาก จะต้องศึกษาแล้วปฏิบัติประพฤติให้เห็นจริงๆ

การที่จะให้พท.อธิบายว่าตามรู้อิริยาบถอย่างไรก็คือการกระทบทาง ตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็ต้องอ่านอารมณ์ให้ตัวเองเป็น มันเป็นการประชุมรวมกันในจิต เป็นกายในกาย แล้วกายในกายก็จะมีการกลายตัวเป็นเวทนา เป็นอารมณ์เป็นความรู้สึก แล้วมันก็จะปรุงแต่งเป็นความรู้สึก เราก็พิจารณาเวทนา ถ้าเป็นวิธีของพพจ.ท่านก็ ไม่ต้องให้มันเสพ อย่าให้มันเสพสัมผัสทางตา เราก็ไม่ให้มันสัมผัส สัมผัสหูก็ไม่ต้องให้มันสัมผัส สัมผัสทางลิ้นก็ไม่ต้องให้มันสัมผัส เมื่อไม่ให้มันสัมผัส ถ้ามันมีกิเลสอยากอยู่แต่ไม่เห็นกิเลสตัวตนมันเลย เมื่อไม่ให้มันสัมผัส มันก็โผล่มันก็ดิ้นเลยไม่ให้มัน นี่เป็นอุบายเครื่องออกวิธี เว้นขาด เวรมณี อรติวิรติ ปฏิวิรติ เว้นขาดนี่อย่าไปให้มัน นี่แหละชัดเลย จะเกิดกิเลสนี่เป็นตัวจริงเลย นี่เรียกว่าเราพยามยามพากเพียรปฏิบัติเพื่ออยากลดกิเลส อยากไปนิพพาน อยากฆ่ากิเลส เรียกว่าวิภวตัณหา เป็นตัณหาที่จะไม่ให้เกิดภพ ตัณหาที่อยากดับกามภพ เพราะมันมีอยู่สองสายใหญ่ๆ กามภพเป็นข้างนอก กับภวภพข้างใน เมื่อเป็นอนาคามีแล้วไอ้ข้างในมันไม่ออกมาสัมผัส ก็จะเหลือเบาๆบางๆเป็นรูปภพ อรูปภพ รูปาวจร อรูปาวจร ก็ปฏิบัติลืมตา พระอนาคามีก็ปฏิบัติลืมตา ละกิเลสสังโยชน์เบื้องสูง ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องไปนั่งหลับตา รูปาวจรไม่ต้องไปนั่งหลับตา ไม่ใช่ไอ้นั่นก็เป็นกิเลสแห้งอีกนั่นแหละ เอาสัญญาเข้ามานึกในภวังค์ สัมผัสเดี๋ยวนี้แหละมันเหลืออยู่เท่าไหร่ เหลือราคะ รูปราคะ อรูปราคะ ก็เกิดจากสัมผัสนั่นแหละ แต่ข้างนอกนั่นมันไม่เอาแล้ว หยาบๆอย่างนั้นน่ะมันเหลือนิดหน่อย หรือมันเกิดมานะอย่างไรก็อ่านในสัมผัสนี่แหละเกิดมานะ ก็สัมผัสนี่แหละมานะมันเกิดเก่งนัก ถือดีถือตัว ก็เวลาสัมผัสนี่แหละ อยู่เฉยๆไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรมันจะไปเกิดอะไรนักหนาเล่า มานะ อุทธัจจะนั่นคือธุลีละอองเศษส่วนที่เหลือละอองสุดท้าย คุณก็เรียนรู้ไปตามลำดับ ก็เกิดจากผัสสะที่แหละจึงเกิดกิเลส แม้เป็นอนาคามีสุดท้าย รูปาวจร อรูปาวจร ก็ปฏิบัติจากผัสสะ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วก็ไปละกิเลสสังโยชน์เบื้องสูง รูปาวจรอรูปาวจรข้างในมันไม่ใช่ มันต้องสัมผัสข้างนอกนะ  นี่คือสัจจะที่ยากที่พท.อธิบายไม่เก่ง ซ้ำซากยังไงก็อธิบายอยู่นะ จะบอกว่าคุณไม่ฉลาดก็ไม่ได้ ก็ต้องโทษตัวเองว่าบรรยายอย่างไงไม่เก่งซักที

4/12/2555 19:41:41 พลเรือตรีมินทร์ รายงาน

4/12/2555 19:41:48 จากชม. กระผมเป็นเสื้อเหลือง อยู่ท่ามกลางเสื้อแดง ใจก็มีอคติต่อเชา เขาเอาเสื้อเหลืองไปเช็ดเท้าก็แค้น จะบาปไหมครับ? ...พท.ว่าก็บาปคือสิ่งไม่ดีใจเป็นตัวตั้ง ใจคุณมีความยึดติดมันก็บาป คุณยิ่งไปผู้พยาบาทก็ยิ่งมากขึ้น คุณทำเองโดยอวิชชา เขาทำเป็นเรื่องของเขา อย่าไปติดใจอะไรมากมายถ้าเขาทำไม่ดีเป็นอกุศลเป็นสิ่งที่ต่ำที่ชั่วก็เป็นของเขา แต่คุณไม่ฉลาดพอ คุณก็ไปกับเขา บาปตามไปกับเขา คุณไปเป็นทาสเขาเมื่อไหร่ (ขี้ข้า) ก็เขาทำของเขาแต่คุณเองเอาใจไปโกรธ หรือรัก ไม่ชอบก็ชัง ก็เป็นเรื่องของเขา ใจของเราก็คือเรา รักษาใจเราให้ได้ นี่คือการปฏิบัติธรรม กรรมเขาเป็นคนทำ เราไปสัมผัสแต่เขาทำ เราไปถูกอำนาจเขาดึง ให้ไปเป็นขี้ข้า เป็นทาส ให้ปลดแอกปลดความเป็นทาสเป็นขี้ข้าอย่าให้ถูกจูงดึงไปก่อนให้เกิดรักเกิดชัง

4/12/2555 19:44:45 พธม.นนท์ เมื่อวานกลับจาก จ.แพร่ ไปกับพธม. ผู้จัดงานได้พาไปฮอมบุญอโศก จ.แพร่ เป็นชุมชนเล็กๆ มีที่ดินประมาณ 70 ไร่ ทึ่งเขา ประทับใจที่เขาทำอาหารมังฯให้กิน ไปที่ไหนก็เจอชาวอโศก  พท.ว่ามีคุณอำนวย เจ้าของที่ดูแลอยู่เอาจริงเอาจัง แต่คนก็ยังไม่มาก

4/12/2555 19:46:28 ความฝันของเรามันคือกิเลสหรือเปล่า?.. ตอบเลยว่าความฝันของปุถุชนคือกิเลสทั้งนั้น คือการฟุ้งซ่านของจิตปรุงแต่ง เป็นมโนมยอัตตา จริงๆมันเป็นสัญญาความจำ ถ้าคุณปั้นจะเป็นรูปหรือไม่มีรูปก็ได้ ถ้ามีรูปคือมโนมยอัตตา ถ้าไม่มีรูปเรียกอรูปอัตตา ที่เราสร้างขึ้นแทนรูปร่างคน หรืออื่นๆ เหมือนเราวาดเนรมิตภาพนั้นเอง คุณเป็นคนสร้างเองในจิต มันจะเป็นนิมิต หรือรูปก็ ได้มีภาพหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีภาพแล้วคุณไปจริงจังจนเกิดอารมณ์ ดังนั้นปุถุชน เมื่อมีรูปก็เกิดอารมณ์เกิดสุขทุกข์ นั่นคือกิเลส แต่ถ้าไม่มีอารมณ์คือไม่มีกิเลส พระอรหันต์ จะปรุงแต่ไม่มีกิเลส

4/12/2555 19:50:26 ขอคำอธิบายกิเลสอบายในกามภพ?....อบายแปลว่าต่ำ กามภพคือภพแรกเกิดจากการสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ส่วน รูปภพ อรูปภพ อีกสองชั้น ถ้ากระทบทางภายนอกแล้วอยากแรง จะเอามาให้ได้ นั่นคือหยาบมากแล้ว ทุจริตทางกุหนา ลปนา เรียกว่าอบายทั้งสิ้น อบายของโสดาบัน คือ ในศีล 5 ในสกิทาคามีก็ต้องพยายาม จนกว่าจะเป็นอนาคามีจะไม่เกิดทางภายนอก จะเกิดแต่ในใจเท่านั้นเอง อบายในกามภพคือเกิดจากกระทบในตาหูจมูกลิ้นกายนี่แหละ เอาศีล 5 เป็นเกณฑ์

4/12/2555 19:53:45 จากปราจีนบุรี เมื่อเช้าที่ Fmtv เอารายการจุดเปลี่ยนมาให้ดู ดีมากเลย ทำให้ตระหนักโทษภัยในสารเคมีที่อยู่ในอาหาร ให้ฉายซ้ำก็ดี และจุดเปลี่ยนยังมีอีกหลายเรื่องที่ดีครับ

4/12/2555 19:54:58 หวยรัฐงวดที่แล้วมีข่าวครึกโครม พระครูถูกหวยถึง 50 ล้านบาท ผมเห็นว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ช่วยอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ แล้วพระผู้ใหญ่ทางเถรสามาคาทำอะไรอยู่?...พท.ก็ทำอยู่จนไม่มีเวลา มีโวหารว่าขอซื้อเวลา ขอขโมยเวลา จะว่าไปแล้วเขาไม่ศึกษาโดยละเอียดแต่อย่างใด ถ้าว่าไปยังมีอีกมากที่เละเทะ ถ้าไม่ศึกษาให้ดี ศาสนาไปไม่รอด พระดีดีก็มี แต่ที่อาศัยศาสนา มาอาศัยผ้าเหลืองมาศึกษา มีอาบัติสังฆาทิเสส ปาราชิกบ้าง จีบหญิงนี่ธรรมดาก็สังฆาทิเสสแล้ว บางคนจีบเขาเขียนกลอนเป็นต้น

4/12/2555 19:58:35 ผมดูพท.ประจำเรื่องดาวเทียม Fmtv มีประโยชน์การกระทำเพื่อสังคม

4/12/2555 19:59:03 ผมอยู่ข้างนอกอโศกอยากจะสมัคร ว.บบบ.บ้างจะได้ไหม พท..ตอบว่า ว.บบบ ก็เจตนากว้างเกื้อแก่พวกคุณนั่นแหละ ต้องมีคุณสมบัติ กินมังฯ 5 ปี แต่ผู้ที่จะสอบได้ต้องกินมังฯอย่างน้อย 5 ปี ถือศีล 5 ละอบายมุข สมัครเดี๋ยวนี้ได้ทันที แต่จะได้สอบต้องมีครบคุณสมบัติ

4/12/2555 20:01:41 ประชาสัมพันธ์ ในวันพุธที่ 5 ธันวาคม 2555 ชมการแสดงสด มหาอุปรากร เรื่อง silent princes เตมีย์ใบ้ ครั้งแรกในปทท. โดย สมเถา สุจริตกุล ติดตามได้ทางช่อง Fmtv หรือที่ www. fm-tv.tv เวลา 2 ทุ่มตรง

4/12/2555 20:04:34 ขอย้ำเรื่องของ ว.บบบ. อย่าลืม เข้ามาสมัครเพื่อชีวิตของคนทุกคน ผู้ที่ไม่ได้ธรรมะไปเรียกว่าโมฆะบุรุษ พพจ.ว่าภิกษุใดไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติผิด พพจ.เรียกว่าโมฆะบุรุษ ส่วนฆราวาสนั้นโมฆะบุรุษอยู่แล้ว ในพตฎ เยอะเลย คือเกิดมาสูญเปล่า เกิดมาควรได้โลกุตรธรรม ไม่งั้นก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารอยู่อย่างนั้นแหละ พูดแล้วมันเมื่อย มันน่าเบื่อจริงๆ 4/12/2555 20:06:54 ....จบ 


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 14:13:59 )

551206

รายละเอียด

6/12/2555 18:07:01 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ตอน ปรากฏการณ์ พลังธรรมราชา

 6/12/2555 18:08:46 วันนี้พท.ตั้งใจจะอธิบายเหตุการณ์5ธันวา 55 เป็นปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ของโลก ที่ประกาศความเป็นปชต.อันยิ่งใหญ่จริงๆ ทำไมพท.เรียกว่าปชต. พท.แปลปชต.ว่าการแสดงมวลของปชช.ออกมา ถ้ามีเรื่องต้องประท้วงก็ประท้วง แต่นี่มอบอำนาจให้ แต่นี่เป็นการแสดงมวลออกมารวมตัวกัน เหลืองทั้งแผ่นดินโดยแท้ ซึ่งขออภัยที่คุณจะทำแดงทั้งแผ่นดินคุณต้องทำแบบ force  แต่นี่เหลืองทั้งแผ่นดินโดยไม่ force นี่คือเป็นอำนาจโดยธรรม เกิดโดยสำนึกแห่งจิตวิญญาณ

6/12/2555 18:11:50 ซึ่งพท.บอกว่าปชต.คือปชช.มีอำนาจ แล้วขยายความคำว่าอำนาจในสังคม ที่ถือว่าอำนาจอธิปไตย โวเวอริตี้ เพาเวอร์ เอนเนอร์จี้ เกิดจากคนสร้าง มีจิตเป็นประธาน มีทั้งอำนาจที่เป็น  KINETICและPOTENTIAL ENERGY (ที่แฝงเห็นไม่ชัดมันมีอำนาจในตัวแต่ไม่แสดงโจ่งแจ้ง คนที่ไม่มีภูมิปัญญาสามารถล่วงรู้ก็จะไม่รู้ ต้องพยายามศึกษาจึงรู้ได้ เป็นพลังอำนาจกำลังหรืออิทธิพล

6/12/2555 18:13:56 เมืองไทยเป็นเมืองที่มีปชต.ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พท.จึงเรียกว่าปชต.สองขา คือเป็นปชต.ที่มีพลังทั้งพลังของทางกายทางรูปวัตถุและพลังทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งมากเลย ถ้าไม่มีปัญญาพอจะไม่รู้ว่าพลังงานจิตวิญญาณเป็นไปได้ ได้คือปรากกฎการณ์วันที่ 5 ธ.ค. 49 ที่ทรงออกมหาสมาคมก็เป็นปรากฏการณ์เหลืองมากแล้ว แต่วันนี้ครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ปชช.ออกมาแสดงมวลว่าเรานับถือเทิดทูนพระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุขของปทท.ที่มีระบอบปชต.สองขา ปท.ที่มีปชต.ขาเดียวจะไม่ได้อำนาจอย่างนี้ เพราะเขาจะเปลี่ยนคนมาปกครองเป็นหัวหน้ารัฐเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่ปท.ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่ปท.ที่มีรธน.มาริดรอนอำนาจพระมหากษัตริย์ อำนาจจึงไปอยู่ที่ปชช. แต่พท.ก็เคยเอาหลักกม.สากล ที่เป็นความจริงแท้ nation security ความมั่นคงแห่งชาติที่เป็นกม.สูงสุด

หลักสากล ความมั่นคงแห่งชาติ หลักสากลที่เป็นความจริงแท้ (Reality) ความมั่นคง แห่งชาติ เป็นกฎหมายสูงสุด (Nation Security is Supreme Law) เหนือกว่า หลักนิติธรรม (The Rule of Law) เหนือกว่ากฎหมายหลัก คือ รัฐธรรมนูญ (Principal Law) เหนือกว่ากฎหมายสามัญ (Common Law)

โดยหลักกฎหมาย ระหว่างประเทศ ได้รับรองไว้ในหนังสือ International Law Vol.1 Peace โดย H. Laurterpacht Q.C.LL.D.F.BA. (Third Impression 1958) page 758-761 แปลว่า... "ทุกระบอบกษัตริย์ กษัตริย์ดำรงสถานะ เป็นตัวแทนแห่งอำนาจ อธิปไตยแห่งรัฐ ด้วยเหตุนี้ จึงทรงดำรงเป็นองค์รัฎฐาธิปัตย์ เป็นความจริง ที่กฎหมาย ระหว่างประเทศ ให้การยอมรับ ถึงแม้ กฎหมายภายในประเทศ จะมีข้อความ ที่แตกต่างกัน ในประเทศทั้งหลาย ประเด็นนี้ ไม่ถือ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้น กฎหมายระหว่างประเทศ ให้ความยอมรับกับ ระบอบกษัตริย์ ทั้งหลาย มีอำนาจ ดังกล่าว เท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่า ตำแหน่ง พระมหากษัตริย์ ที่ปรากฏ ในรัฐธรรมนูญ จะมีความแตกต่างกัน และขึ้นกับ กฎเกณฑ์ ที่กำหนดเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญที่แตกต่าง กัน... ผลที่เกิดขึ้น ตามที่กล่าวไว้แล้ว ให้การยอมรับว่า ระบอบกษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะ ประมุขแห่งรัฐ อย่างแท้จริง และตลอดกาล ชั่วนิรันดร..."

เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะเป็นตัวแทน แห่งอำนาจ อธิปไตยแห่งรัฐ และเป็นองค์ รัฎฐาธิปัตย์ ทรงเป็นประมุข แห่งรัฐ (The Head of State) จึงทรงถือ ความมั่นคง แห่งชาติ คือ อธิปไตยของ ปวงชน เป็นกฎหมายสูงสุด (Supreme Law) อยู่เหนือหลัก นิติธรรม (The Rule of Law) หลักนิติธรรม อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ (Principle Law) และรัฐธรรมนูญ อยู่เหนือกฎหมายสามัญ (Common Law) พระมหากษัตริย์ จึงทรงใช้กฎหมายสูงสุด โดยมีกองทัพ อันเป็นกำลัง เป็นฐานแห่งอำนาจ ปฏิบัติกฎหมายสูงสุด เพราะพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นจอมทัพ...

6/12/2555 18:22:21 ที่พท.เอาอันนี้มายืนยันก็เพื่อให้เข้าใจว่าปชต.สองขาเป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ พระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม คนที่บอกว่าอย่าเอาการเมืองไปยุ่งกับท่าน คนนี้ไม่รู้รัฐศาสตร์จริงและเลอะพูดเลอะเทอะ เพราะพระมหากษัตริย์ มีมาตั้งแต่โบราณ คือหัวหน้าเผ่า แต่นกม.คือผู้ที่ทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง ผู้ที่ดูแลแว่นแคว้นบ้านเมือง คอยดูแลปกป้องส่งเสริมให้บ้านเมืองเป็นไปได้ดี สงบสุข เป็นระเบียบเรียบร้อย นี่คือปชต. ตั้งแต่ยุคไม่มีปชต.ก็เป็นสมบูรณายาสิทธิราช เพราะฉะนั้น พระเจ้าแผ่นดินเป็นรัฏฐาธิปัตย์ พระเจ้าแผ่นดิน ถ้ามีคุณธรรมรักปชช.ทรงงานเพื่อปชช.ให้ปชชอยู่เย็นเป็นสุขอย่างจริงจังนั่นแหละคือนักปชต.เบอร์หนึ่ง แม้จะเรียกว่าเผด็จการก็ตาม แต่พระจริยาวัตรนั้นรักษาหมู่กลุ่มของท่านด้วยเรี่ยวแรงเลือดเนื้อของท่าน เพราะฉะนั้นเราต้องทำความเข้าใจให้ดีว่า ถ้าปชต.จะแปลว่าปชช.มีอำนาจ ไม่ใช้ให้ใครมีอำนาจมากกว่าก็ได้ แต่ในมนุษยชาติมันมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ก็มีหัวหน้าเผ่า จนมาถึงยุคนี้่ระบอบก็เป็นปชต.เพื่อให้ปชช.อยู่ดีมีสุข ไม่เดือดร้อน ถ้าเผื่อว่าพูดว่าเป็นสุขก็หมายความว่ารวย มีฐานะดีมีเงินมีทอง เท่าเทียมกัน จะบอกว่าเป็นสุข ไม่ใช่ ถ้าคนมีกิเลสแล้วได้ดังใจหมดก็เป็นสุข ก็ใช่ แต่มันมีคุณธรรมของมนุษย์ที่เป้ฯได้ คุณธรรมไม่เห็นแก่ตัวไม่โลภไม่เบียดเบียน มีความเสียสละช่วยเหลือคนอื่น ไม่เห็นแก้ได้ ไม่เอาเปรียบเอารัด ตัวเองมีน้อยหรือสุดท้ายไม่ต้องมีก็ได้ ถึงขึ้นไม่ต้องมีสมบัติอะไรเลยก็ได้ นี่คือคุณวิเศษ เรียกว่าอุตริมนุสสธรรม โดยสามัญบุคคล มนุษย์จะต้องเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ แต่ในคนที่เป็นอาริยะเจริญเพาะจิตวิญญาณลดกิเลส ไม่สะสมไม่เอาเปรียบเอารักเสียสละช่วยเหลือเกื้อกูล จนตัวเองไม่ต้องมีอะไรแต่อยู่ได้เพราะมนุษย์มีจิตวิญญาณ และมนุษย์มีคุณธรรม คุณธรรมจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่

6/12/2555 18:30:12 วันที่ 5 จะทำอย่างไรให้คนมีคุณธรรมแล้วพร้อมเพรียงกันบ้านเมืองก็มีความสุข เถียงไม่ได้ คำว่าคุณธรรมนี่มนุษย์เป็นได้เหนือวกว่าสัตว์เรียกว่าอุตริมนุสสธรรมคือคุณธรรมที่เหนือมนุษย์สามัญทั่วไป ยืนยันว่าเป็นไปได้ ถ้าใครคิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็แล้วไป แต่พท.พาทำมาไม่ต้องไปกลัวไม่หวังว่าจะได้ด้วย ได้แต่ทำ เพราะพท.มีทฤษฏี ที่ศึกษาตามพพจ.มาประกาศอธิบายยืนยัน แล้วเราจะมีคุณสมบัติขั้นวิเศษ ทำมาท่ามกลางความเชื่อและเข้าใจผิดว่าพท.จะมาทำลายมาขบถต่อธรรมะพพจ. พท.ก็เข้าใจเขา ว่าเช้าใจไม่ได้ง่ายๆ พูดตรงๆว่าความเห็นที่พท.เห็นว่าถูกเป็นอย่างนี้ ก็นำเสนอ คนที่มาเอามาปฏิบัติตามท่ามกลางการต่อต้านไม่มีใครมาส่งเสริม พท.ทำงานมา 30 กว่าปีแล้ว ไม่มีใครมาส่งเสริมมีคนเห็นด้วยน้อย แต่ค่อยๆยืนยันมีคนทำตาม มีคนมาทดลองพิสูจน์ ได้ตั้งแต่พท. ปัจจัตตัง ไม่โกหกหลอกลวงไม่ โพรโพรกันด้าpropagunda เขาหาว่าโฆษณาชวนเชื่อ พท.ว่าไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อ เพราะการโฆษณาจะมีการโน้มน้อม หาวิธีการเรียกว่าศิลปะกลเม็ดต่างๆนานา พท.ว่าพท.ไม่มี พท.โนแพลนนิ่ง โนโพรเจ็ค เอาทฤษฏีพพจ.มาอธิบาย ให้คนอิสระเสรีทั่วไปฟังแล้วเข้าใจ เห็นดียินดี ก็มาศึกษา ซึ่งพท.ทำอย่างนี้มันตรงตามทฤษฏีหลักของพพจ. ที่ว่าเป้าหมายแห่งพรหมจรรย์เป้าหมายแห่งศาสนานี้ "ดูกร ภิกษุทั้งหลาย !  เราประพฤติพรหมจรรย์นี้ เพื่อ...
มิใช่เพื่อหลอกลวงคน 
มิใช่เพื่อให้คนทั้งหลายมานับถือ 
มิใช่เพื่ออานิสงส์ลาภสักการะ และความสรรเสริญ 
มิใช่จุดมุ่งหมายเพื่อ เป็นเจ้าลัทธิ และแก้ลัทธิอย่างนั้นอย่างนี้ 
มิใช่เพื่อให้ใครรู้จักตัวเราว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 
แต่..ที่แท้พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อ
เพื่อ สังวระ คือความสำรวม 
เพื่อ ปหานะ คือความละ 
เพื่อ วิราคะ คือ ความคลายกำหนัดยินดี 
และเพื่อนิโรธะ  คือ ความดับทุกข์"

6/12/2555 18:38:24 ถ้าคุณรู้แล้วไม่ประพฤติ แม้จะเข้าใจดีก็ตาม ก็เป็นธรรมนุธรรมะปฏิปัติ คนที่มีธรรมะอย่างนี้เป็นคนที่ทำงานเพื่อผู้อื่น ลดที่จะเอาอำนาจให้แก่ตัว ลำเรออัตตาตัวเอง ก็ลดจริงๆ แล้วก็ยังอยู่กับปชช.อยู่กับสังคมอยู่กับโลก ได้มรรคได้ผลเรียกว่าโลกุตระจิต เข้าใจโลกเรียกโลกะวิทู ตราบใดที่คนมีเลวมีดีต่างกันจะให้เท่ากันไม่ได้ ให้วิจารณ์กันได้เท่ากันได้ เสมอภาค แต่ให้เท่ากันในด้านอื่นๆมันไม่ได้หรอก ความสามารถความรู้ ความเสียสละมันเท่ากันไม่ได้ แม้แต่ในเชิงรูปธรรม ปรมาณู 2 อันจะให้เหมือนกันไม่ได้ ยิ่งนามธรรมยิ่งเล็กละเอียดกว่ามันก็ไม่เท่ากัน ไม่มีอะไรเท่า คนที่ฝันเพ้อว่าต้องเท่ากันเสมอภาคกันมันเพ้อพก มันมีรายละเอียดทีไม่เท่ากันอีกมาก โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นคุณธรรมในจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นคนที่มีคุณธรรมสูงไม่ควรวิจารณ์เสียด้วยซ้ำเรียกว่าอย่าเลย อย่าไปตีเทียบไปวิจารณ์ท่านเพราะท่านบริสุทธิ์ปรารถนาดีกว่าคุณเยอะ สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดของมีทั้งสิ่งที่เป็นโทษ

6/12/2555 18:43:14 อย่างพพจ.ท่านมีคุณมาก อย่างพระมหากษัตริย์ ดังไปทั่วโลก เป็นไปได้อย่างไร มีสิ่งจริงที่คนพยายามเบี่ยงเบนให้คนเข้าใจผิด พท.ไม่เถียงด้วยว่าอย่าเอาการเมืองไปใส่ท่าน พท.เข้าว่าคืออย่าเอาการเมืองเลวๆไปใส่ท่าน ท่านปกครองมากว่า 60 ปีว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ท่านก็เป็นทั้งนั้น ท่านเป็นนกม.ที่ยิ่งใหญ่ท่านทำเพื่อปชช. รู้ว่าเขาไม่ค่อยอยากฟังพท.จึงต้องพูดแรงๆหน่อย เป็นแรงดันเป็น Force ให้คนฟังให้เข้าใจชัดๆ เป็นมโนสัญเจตนา เป็นจิตมุ่งหมาย มุ่งมาดปรารถนา

6/12/2555 18:46:26 แล้วเห็นตามที่ประมวลมาว่าท่านทำงานขนาดไหน ทำด้วยบริสุทธิ์ใจ ท่านเห็นว่าเป็นหน้าที่ของตน ทุกวันนี้แม้ทรงพระชราท่านยังทรงงานไม่มีหยุดเลย นี่คือนักปชต.เบอร์หนึ่งของโลก แล้วแสดงความเป็นปชต.ทุกคนก็ให้อำนาจแก่ท่าน ทรงบริหารมาตลอดคนก็ยกให้ท่านเป็นความชอบธรรมที่เป็นอำนาจ ท่านไม่ได้ใช้อำนาจเชิง Force เลย เพราะฉะนั้นท่านทรงสร้างความชอบธรรมให้เป็นอำนาจ ที่คนต้องยอมรับด้วยความชอบธรรมและคุณธรรม ไม่ใช่อย่างที่นกม.เขาใช้วิธีขี้โกงเป็นเรื่องเหลวไหลขั้นเลว เป็นเรื่องโชคร้ายของปทท.ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วก็บอกว่าปชต.ของฉันนี่แหละ ใช้เล่ห์ทุกอย่างแล้วก็หลงใหลว่าเป็นปชต. จะออกกม.เพื่อให้ได้เปรียบ นี่มันปชต.อะไร

6/12/2555 18:49:49 เมื่อวันที่ 5 คือการแสดงสิ่งที่ไม่เคยเห็นในโลก ปชช.มาลงคะแนนเสียงสดๆ เลือกถาวรอยู่แล้ว คนใส่เสื้อเหลืองเต็มแผ่นดินยินยันว่ารัฏฐาธิปัตย์คือพระเจ้าแผ่นดิน สามารถรู้ได้อ่านได้เลย ในทำเนียมของการทูลถวายพระพร นายกฯที่เป็นตัวแทนของรัฐบาล พอเริ่มอ่านเลยปชช.โห่เลย เป็นลูกคลื่นเลย เสียงที่มามันไม่เท่ากัน ปรากฏการณ์มันเป็นอย่างนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าชายทรงถวายพระพรองค์แรก ปชช.เงียบ คนที่สองคือ นายกฯเสียงทรงพระเจริญออกมาเลย เป็นการเสียมารยาท ซึ่งเป็นความจริงจากใจปชช. มีเสียไม่เอาๆออกไปๆด้วย คนที่สาม ประธานสภาฯ ได้เสียงโห่เหมือนกัน นี่เป็นสัจจะที่ออกมาจากใจของเขา จากนั้นก็ประธานศาลฏีกา ก็ไม่มีเสียงโห่ และมีปรากฏการณ์แปลกๆอีก พอไปถึงผบ.สส. ไม่มีเสียงโห่ พอถึงเวลาปฏิญาณมีปรากฏการณ์แปลกว่าปชช.ปฏิญาณด้วยไปกับทหารหมด สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องนัดแนะกันมา เป็นเรื่องจริงๆๆเลย เป็นเรื่องชี้บ่ง ถ้าไม่น่าอาย ก็ควรจะเปลี่ยนแปลง นี่คือปรากฏการณ์ปชต.อันยิ่งใหญ่ของโลก ใครจะบอกว่าอธิบายข้างๆคูๆบ้าๆบอๆ แต่พท.ว่าเป็นของแท้สดๆ เมืองไทยให้ภาคภูมิใจว่าเมืองไทยยังมีปชต.อยู่ ซึ่งเขามักอ้างว่าปทท.ไม่มีปชต. แต่ปรากฏการณ์นี้ทำให้เข้าใจว่าปชต.มีแล้วในปทท. ผู้รู้จะเห็นชัดเจน จะเอาเงินมาจ้างไม่ได้ทำไม่ได้ จ้างก็ทำไม่ได้ คนมีเงินหลายแสนล้านเอามาจ้างให้ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก

6/12/2555 18:56:28 ในความเป็นปชต. พท.หยิบเอามาพูดเพื่อให้เราศึกษาอ่านพิจารณา ความเป็นปชต.แม้ลินคอน บอกว่าโดยปชช.เพื่อปชช.ของปชช. นี่แหละในหลวงท่านก็เป็นปชช.ท่านทรงงานก็โดยปชช. ท่านทรงงานเพื่อพระองค์เองหรือ เพื่อครอบครัวพระองค์หรือ พระองค์ไม่ได้เพื่อแม้แต่ครอบครัวเลย ท่านเพื่อปชช. ท่านเป็นปชช.ทรงงานเพื่อปชช.และของปชช. คือปชช.เป็นผู้ได้ นี่คือสุดยอดปขต.แล้ว ถ้าคุณสามารถหยั่งรู้ถึงพระทัยท่านจริงเลย พท.ว่าท่านทรงงานติดต่อจนมา 66 ปีแล้ว ทำตลอดท่านไม่มีวันหยุดวันพัก อันไหนจำเป็นท่านก็ทรงตลอด กลางวันกลางคืนไม่มีนอกเวลาราชการ ไม่มี เพราะฉะนั้นต่างปท.จึงยกให้ท่าน ท่านไม่ได้เคยหาเสียง

6/12/2555 18:59:31 นายกฯของเราหาเสียงเก่ง ต่างประเทศไปบ่อย เอาหน้าไปขาย คราวนี้มีคนจับผิดอ่านผิดคือคำว่าบริบาลเป็นคำว่าบริวาร เขาพยายามจับผิด ถือว่าสอบได้ผิดคำเดียว แต่เห็นใจเหมือนกันว่าถูกโห่ คุมท่าทีไม่แตกสติไม่แตกก็ดีแล้ว ปชช.นี่ก็ช่างกระไรไม่ไว้หน้าไว้ตากันเลยแสดงออกจริงใจๆ อันนี้มันเป็นสัจจะเห็นใจปชช.ว่ามันทนไม่ไหว

6/12/2555 19:03:28นี่คือสิ่งที่พท.เอามาขยายความเพื่อศึกษาให้รูแจ้งความจริงว่าปทท.อันไหนเป็นปชต.แท้อันไหนปลอม แล้วปชต.แท้มีพฤติกรรมอย่างไร มีตัวอย่างอันดีประเสริฐเลิศยอดแล้ว ท่านก็ไม่ได้มีเลิศเล่ห์อะไรสะอาดสูงส่ง มีคุณธรรม ที่มีอย่างยอดเยี่ยมคือ ไม่กดดันใครเลย ไม่ฟอซ มีแต่ยอมอยู่ตลอด อดทนมาก พากเพียรมา พท.เห็นว่า มีเตย์มีใบ้ เป็นปางหนึ่งของพพจ. ที่พระมหากษัตริย์ร.9 ทรงบำเพ็ญ ไม่พูดให้ใครระคายเคือง

6/12/2555 19:05:57 พท.พูดถึง โอเปร่าที่เรื่องเตมีย์ใบ้ ที่ฉายเมื่อคืนนี้ แทรกความรู้เรื่องศิลปะ 5 ขั้น

1. ลามก 2.ราคะ 3.สาระ 4.ธรรมะ 5.โลกุตระ สองขั้นแรกไม่เรียกว่าศิลปะ ขั้นลามกเป็นเรื่องหยาบต่ำใครสัมผัสก็รู้ ขั้นราคะเป็นกันมากในสังคม ยังไม่ถือว่าเป็นศิลปะ อันที่สามนี่เข้าขั้นศิลปะ ซึ่งมีทั้งสาระศิลป์และสุนทรียศิลป์ ซึ่งไม่ใช้ให้คนไปหลงงมงายอยู่ในสุนทรีย์ แต่จับสาระไม่ได้งานนี้ไม่ใช่งานศิลปะ ถ้างานใดได้สาระมากกว่ามอมเมา สาระเป็นกลางอาจเป็นคุณธรรมหรือเพื่อชีวิตก็แล้วแต่ ศิลปะก็เริ่มตรงที่ให้คนได้สาระหรือเพื่อชีวิตเพื่อธรรมชาติ ส่วนธรรมะคือเรื่องมีน้ำใจ เสียสละ มีคุณค่า เป็นโลกียธรรม ยังไม่เข้าปรมัตถ์ ยังไม่ถึงขั้นลดกิเลส 5 ขั้นนี้พท.กำหนดเอง ไม่ได้มีใครกำหนดหรือตำราไหน พท.บัญญัติเอง นี่คือสิ่งที่มีอยู่ในพฤติกรรมมนุษย์ และยืนยันว่าพท.ทุกวันนี้ทำงานศิลปะ ใช้หมดตั้งแต่ ใช้หมดเป็นองค์ประกอบ เปลี่ยนจิตวิญญาณมนุษย์ให้เกิดธรรมรส ถ้ามอมเมาเป็นกามารมณ์โลกียารมณ์ โลภในการในอัตตา นั่นอนาจารทั้งนั้นไม่ใช่ศิลปะ ยิ่งไปแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไม่ใช่ศิลปะ

6/12/2555 19:12:16 ให้ศึกษาปรากฏการณ์ในวัน นี่คือปรกกฎการณ์ที่ประกาศความยิ่งใหญ่ของปชต.ที่มีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นปชต.สองขา ทรงย้ำมานานและคราวนี้ก็ย้ำของเดิม คนฟังก็ชื่นชมแล้วก็หายไป ไม่พากเพียรที่จะสร้างคุณธรรมให้ตนเอง จะแก้ปัญหาบ้านเมืองต้องแก้ที่การศึกษาที่สร้างคุณธรรมให้กับมนุษย์ การศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ ศาสนาพุทธเป็นสาสนาที่ละกิเลนได้จริง เมื่อละกิเลนได้ก็เรียกว่าอาริยะบุคคล ตั้งแต่โสดาฯเป็นต้นไม ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติดีฯ โลกไม่ว่าจากพระอรหันต์  ยังกู้กลับได้ แม้แต่กระแสหลักก็ยังกู้ได้

เมืองไทยเป็นเมืองพุทธตั้ง 95 น่าจะได้ศึกษา เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ จะได้ไปทั่วโลก เพราะเขามีปัญญาแสวงหาความประเสริฐ แล้วทฤษฏีไหนประเสริฐ พอรู้ว่าละกิเลสนี่ดีเสียสละนี่ดี แล้วมันจะมีทฤษฏีใดให้มวลปชช.เป็นอย่างนั้น เขาแสดงหากันทั่วโลก พท.ภาคภูมิใจที่ 40 ปีได้ประชากรชาวอโศกได้แค่นี้ ถ้าทำแล้วได้ละกิเลส แล้วช่วยปชช. มันก็เป็นหนึ่งเดียวกันหมด แม้แต่อัตตาถือตัวถือดีว่าก็จะมาหากันจะมารวมกันด้วยสัจจะ ถ้าเป็นสัจจะจะร่วมกันเอง น้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน เมืองไทยยังไม่สิ้นหวัง สามารถประกาศสัจจธรรมนี้ได้ ไม่ใช่ประกาศเพื่อไปเป็นใหญ่เบิ้ม ไม่ใช่เลย  ที่ชี้นี้ให้เห็นว่าเมืองไทยเป็นปชต.แค่ไหน เท็จจริงอย่างไรผู้รู้ก็แก้ไขมา ถ้าดีแล้วก็แจ้งให้ทราบหรือผ่านไป

6/12/2555 19:18:27 อธิปไตยแปลว่าอำนาจ ปชต.คืออำนาจเป็นของปชช.ถ้าเข้าใจ ไม่รวมตัวปชช.ด้วยวิธีForce สร้างอำนาจให้เป็นความชอบธรรม แต่ความเป็นจริงแล้ว ปชต.จะสร้างความเป็นธรรมเป็นอำนาจมาช่วยกันสร้างความชอบธรรม มีคุณธรรมดังที่ในหลวงท่านตรัส แล้วไม่ใช่ว่าอยู่แต่เฉย ไม่ใช่อย่างนั้น ความสงบคือความขยันหมั่นเพียร เสียสละไม่มีพลังให้เกิดวิวาทะ มีแต่อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ระลึกถึงกันอย่างปรารถนา มีความรักสามัคคี มีความเคารพกัน ครุกรณะ นี่คือความเสมอภาค มีปัญญารู้ว่าสิงที่ควรเคารพก็ยกย่องไว้ โดยสมมุตก็เคารพกันหรือเคารพด้วยคุณวุฒิ มีการเก้อกูลช่วยเหลือเฟือฟายกันพร้อมเพรียงกันเป็นปึกแผ่นเป็นเอกีภาวะ ชาวอโศกพอมี

6/12/2555 19:23:16 ตอบประเด็น........

6/12/2555 19:24:22 ผมติดตามแนวทางของสันติอโศกมานมนมากผมเชื่อว่าแน่วทางนี้เป็นแสงสว่างของสังคม ขอชื่นชม

6/12/2555 19:24:57 อยากกราบเรียนถามพท.ว่าการที่เราบริจาคร่างกายให้รพ.ตอนตายเราจะได้บุญตามที่เข้าใจไหมคะ.....ตอบ...ได้เหมือนบริจาควัตถุไว้ เป็นประโยชน์ให้นศ.แพทย์ศึกษาเพื่อช่วยมนุษย์ บุญไม่ใช่น้อยเลย แต่ขออธิบายต่อ บริจาคร่างกายนี่มันเป็นของที่ถ้าคุณไม่บริจาค เขาก็ไม่มีสิทธิ์ คุณบริจาคนี่จึงเป็นสิทธิของคุณ ถ้าคุณไม่บริจาค ก็ไม่มีใครแย่งชองคุณ มันต่างจากเงินทอง ที่ถ้าคุณตายแล้วไม่ได้ทำพินัยกรรม คุณก็ไม่ได้บุญแล้ว การทำพินัยกรรไม่ถือว่าได้บุญ ไม่ได้บริจาคเพราะแม้คุณไม่ทำพินัยกรรมเขาก็แย่งเอาไปแยู่แล้ว แต่ถ้าคุณทำพินัยกรรมก็เป็นการให้เขาไม่แย่ง และเป็นประโยชน์ ได้ แต่ร่างกายคุณเขาก็ไม่เอา เอาไปทำปลาแดกหรอก คุณต้องอนุญาตเขาจึงเอาไปทำประโยชน์ได้

6/12/2555 19:28:50 7822 ช่วงกลียุคจะมีพระอาริยะมาเกิดบ้างไหมคะ?  ตอบ...มีจะมีพระอาริยะหรือโพธิสัตว์มาเกิด แต่ทำอะไรไม่ได้ ดีไม่ดีมารับวิบากด้วย ตามวิบากแต่ละองค์ ช่วยเขาไม่ได้หรอก โพธิสัตว์นี่ไม่ได้มีน้อยๆ มีเยอะ โพธิสัตว์ที่เข้าขั้นคือ โพธิสัตว์ระดับโสดาบัน คนที่ไม่มีการบรรลุธรรมดีไม่ดีขโมยของเขามา มันไม่มีทรัพย์ของตนเอง พระโสดาบันก็อย่าไปอวดสิ่งที่เกินตน เอาแค่เท่าที่ตนมี แต่ถ้าไปแสดงท่านก็ปรับอาบัติปาจิตตีย์ สกิทาฯอนาคาฯก็เช่นกัน นิยตะโพธิสัตว์ระดับ 7  จะเกิดตามบารมีและวิบกา

6/12/2555 19:32:24 จากกทม. หลักวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ว่าให้รู้อิริยาบถ 4 ยืนเดินนั่งนอนถูกหรือไม่? ...ตอบ คนที่บรรลุธรรม จะมีอิริยาบถ 4 สำเร็จอิริยาบถ อยู่ จะมีอิริยาบถหลัก 4 นอกนั้นจะเป็นอิริยาบถย่อยอีกมาก เป็นองค์ประชุม พพจ.ท่านว่าผู้จะบรรลุธรรมต้องสำเร็จอิริยาบถอยู่อย่างมีสัมผัสเป็นปัจจัย กาเยนะ ผุสิตะวาวิหารติ มีปัจจุบันนั้นอยู่ เรื่องนี้พท.ขออธิบายเสริมอันนี้ให้ละเอียดลออ

6/12/2555 19:34:45 คือมีสัมผัสเป็นปัจจัยนี่มันสำคัญ ที่จะบรรลุธรรมต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย ผู้ไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัยปฏิบัติธรรมไม่ถูกพพจ. ส่วนข้างในเรียกว่า ธรรมารมณ์ ข้างนอกเรียก โผฏฐัพพารมณ์ การปฏิบัติธรรมให้ปฏิบัติจานอกไปใน จากหยาบไปหาละเอียด จึงปฏิบัติในโลกกามาจาร กามภพ โดยการลืมตาหูจมูกลิ้นกายใจ คนหลงว่าเป็นกามคุณแต่จริงๆเป็นกามโทษ เสพกามนั่นมันโทษ กามามีนวะ ไม่ใช่กามคุณนะ ถ้าไม่เช้าใจกามโทษ ก็ไม่เข้าใจธรรมะพพจ. หยาบกว่ากามภพ เรียกว่าอบายภพ จริงๆก็คือขั้นต่ำที่สุดของกามภพนั่นแหละ หยาบที่สุดของใครก็ตั้งใจปฏิบัติ เรียนรู้กิเลสที่ไปติดยึด กำหนดรู้ลืมตาสัมผัส เห็นตัวจริงของกิเลส แล้วก็ฆ่ามัน นี่คือจับโจร แต่ทุกวันนี้ไปนั่งหลับตาไม่มีการสัมผัสรู้ ไม่มีหยาบกลางละเอียด จึงไม่บรรลุจริง ในการที่จะศึกษาวิปัสสนาคือการรูแจ้งเห็นจริง ปัญญามันเป็นญาณ มีนามปริเฉทญาณ รู้ในนอก กำหนดรู้จิตเจตสิกเป็นนามกาย จนแยกแยะออกว่ากายในกาย จิตใจจิต ธรรมใตะธรรม จนรู้จัดเจนว่าเป็นโทษ อาทีนวญาณ กามทั้งหลายเป็นโทษ ตามเห็นตามเป็นโทษจึงเกิดความคลายหน่าย ปัญญาญาณต้องเกิดจริงเป็นจริงดังว่านี้ จะเกิดคุณสมบัติตามภาษาที่พพจ.ท่านว่าไว้ มุญกิจตุกัมยญาณ มันไม่เอาแล้วปล่อยแล้ว กระทบอยู่อย่างนี้เห็นเลยว่ามันวางปล่อย อย่าไปนั่งเอาความจำเก่าเอาสัญญามา คือเอาตำรามาอ่านนั่นเอง นั่งสมาธิก็คือเกิดสัญญา เป็นของเแห้งเกิดจากสัญญา วิปัสสนาแม้ล้วงกามภาพเป็นสกิทาคามี แม้เป็นอนาคามีก็ต้องมีสัมผัส แล้วกิเลสรูปภพ อรูปภพก็จะวิ่งออกมา ไม่ใช้

6/12/2555 19:42:31 Sms จากอุทัยธานี ผมรู้สึกว่ารัฐบาลร้ายกาจมาก ปชช.มือเปล่าจะไปสู้อะไรได้

ตอบ..มาช่วยกันชุมนุม อย่างที่ในวันที่ 5 ธันวาคม 2555 เอาสิจะชนะไหมจะได้เป็นปชช.เพื่อปชช.อย่างแท้จริงอย่าไประคายเคืองพระยุคลบาทท่านอายุมากแล้ว แล้วชุมนุมอย่างสงบ ขอยืนยันเจตนารมย์ของกองทัพธรรมชาวอโศก

อาริยะขัดขืน อารยะทำลายขนบ คือโห่นายกฯขณะถวายพระพรในหลวง ทั้งที่รู้ว่าเสียมารยาท รวมทั้งปฏิญาณตนประหนึ่งเป็นทหารไปด้วยเลย เราออกไปชุมนุม 24 พ.ย. ชาวโลกเขาว่าเราแพ้ แต่เราไม่ได้แพ้ เราชนะ เราออกไปแสดงมวลของปชต. เราถูกวิชามารสกัดอีกมาก แต่ออกมาได้ขนาดนั้นก็เยี่ยมแล้ว แต่เราก็มามากกว่าครั้งที่ผ่านมา เราไม่ได้ไปรบราฆ่าฟัน สร้างการศึกษาไปด้วยได้ทุกที เราได้ประโยชน์ ปชต.เจริญ ขอยืนยันว่าเราจะปฏิบัติแม้คนเข้าใจยากก็ตามที แม้บางทีเราจะบาดเจ็บ พท.บอกแทบขาดใจ ดีว่ายังมีกำลังวังชา ยังไม่แก่

6/12/2555 19:49:44 จากพธม. คนทำดีแล้วยังไม่ได้ดีเพราะอะไรคะ พ่อเราทำดีมาทั้งชีวิต ยังถูก

ตอบ...ตอบคำถามแรก ทำดียังไม่ได้ดี เพราะยังโง่ ถ้าเข้าใจทำดีแล้วก็คือการได้ทำกรรมดี เป็นสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ แต่คุณไปคิดว่าได้ดีคือได้ลาภยศสรรเสริญ ได้กามได้อัตตา นี่คือความผิดพลาด คุณทำดี ก็ได้ดีอยู่แล้วคือได้ทำดี เช่นเรามาเสียสละ คุณก็ได้เสีย ก็ได้ดีอยู่แล้ว สอนมาผิดๆ ทำดีทำบุญแล้วจะได้อีกมากๆ ตั้งใจผิด เป็นจิตขี้โลภ ไม่ได้ลดกิเลส มันขึ้นอยู่ที่จิต เพราะโง่ ถ้าแน่ใจว่าทำดี ก็ได้แล้ว ทำไมไม่ได้ตอบแทน ก็ได้ให้แล้วไง จะให้หรือจะไปเอา

ตอบคำถามที่สอง....พ่ออาจหมายถึงพ่อแห่งชาติพระเจ้าอยู่หัว หรือคุณหมายถึงพ่อไหน .....อย่าท้อเราทำดีแล้วอย่าท้อ ถ้าแท้แล้วอย่าท้อ มั่นใจว่าที่เราทำเป็นกรรมกิริยาที่ดี ยกตัวอย่างไปแย่งเขาแล้วรวย มันไม่ดี ถ้าไปสร้างสรรเสียสละแล้วอย่ารวยให้มาจน อโศกนี่หยิ่งจะตายไม่ได้ไปรีดนาทาเร้น ถ้าคุณจะให้แล้วไม่ตรงกติกา เมื่อไม่เป็นหนี้แล้วพึ่งตนเองพึ่งอาชีพที่เราทำ พอกินพอใช้ มีเหลือกินเหลือใช้ เรายิ่งละยิ่งละ ยิ่งเรียนรู้กิเลส เราก็ไม่เปลือง ปัจจัยชีวิตแท้ๆมีนิดเดียว ที่เฟ้อๆมอมเมา ถามดูที่มาบวชแต่ก่อนหากินซอก พอมาอยู่ เรายิ่งให้ได้มากเราก็เป็นบุญได้มา ถ้าเราอยากได้นี่ลบ อยากได้คืนมานี่ลบ คุณให้ไป1000 ถ้าคุณได้กลับคืนมา 1000 ก็หมดเจ๊า ถ้าคุณได้ให้ไป1000 ได้คืนมา 500 ก็ได้บุญไป500

6/12/2555 19:58:53 คนสุจริตและสรรเสริญสถาบันแล้วชีวิตเจริญได้ฉันใด คนที่ทุจริตและ

6/12/2555 19:59:23 จากพธม.นนทบุรี ตอนที่ยิ่งลักษณ์อ่าน ปชช.ไม่ชอบรบ.ชุดนี้แล้วเขาจึงโห่ฮา พอ ปธ.สภา ปชช.ก็โห่ แล้วรบนี้จัด เวลาในหลวงตรัสเสียงจะเบา เวลายิ่งลักษณ์พูดจะแรง แล้วพอทหารปฏิญาณ ปชช.รูว่าทหารไม่เป็นที่พึงจึงโห่ฮา

6/12/2555 20:00:46 การถือศีล8 แล้วตัดผมสั้นมีข้อดีอย่างไร ...ตอบจริงๆโกนผมนี่สบายกว่าเยอะ ถ้าตัดผมสั้นมันก็ไม่ต้องรกรุงรัง ไม่ต้องไปรักษามากมาย ไม่ต้องไปสระหวี เซ็ท ไปเมาๆๆ

6/12/2555 20:01:57 จากนครสวรรค์ จากบทสวดพาหุง ฯ ท้าวพกาพรหม ยึดถือความเห็นตนว่าถูกว่าดีเหมือนรบ.ใช่ไหม...ตอบ ใช่อย่าว่าแต่รบ.เลย พวกนักวิชาการที่ยึดก็มากมาย ถ้ายึดแล้วใครแตะไม่ได้วิจารณ์ไม่ได้ ถ้าไม่ยึดแล้วเขาวิจารณ์ได้ ด่าได้ด่าผิดด่าถูกก็ไม่ติดใจ แต่เราทำไมเรายืนหยัดยืนยันอย่างที่เราคิด เราพยายามใช้ปัญญา

6/12/2555 20:03:50 จากพิษณุโลก ทำไมสังคมไทยเราจะมอมเมากัน เช่นทีวีช่องหนึ่ง เล่าเรื่องผี แล้วเชิญผู้เชี่ยวชาญเมาออกรายการ ...ตอบ มันอยู่ที่ความรู้ แม้เขาไม่รู้แต่เอาของมามอมเมา ไม้ไม่มีเจตนาก็บาป คือมีวิบากมาทำร้ายเรา อย่างเราเหยียบหัวงู ไม่เจตนา แต่วิญญาณมันพยาบาทได้ เช่นไปทำกับพระอรหันต์ท่านไม่ได้โกรธตอบเราเลยนะ ซ้อนกลับว่าวิบากบาปยิ่งกว่าไปเหยียบหัวงู โดยไม่เจตนาก็ได้ ยิ่งเจตนายิ่งบาป คนที่ไม่รู้ก็ไม่เกรงใจ แต่รู้ทั้งรู้แต่ไม่กลัวบาป ก็ยิ่งทวีคูณ คนไม่เชื่อกรรมวิบาก สังคมเดือดร้อนเพราะคนเหล่านี้

6/12/2555 20:06:48 จากพธม.จากนนทบุรี มีผู้นำที่ดินถวายวัดผู้ถวายจะได้บุญเท่าไหร่ครับ ส่วนผู้รับที่ดินรักษาไว้ไม่ได้ตกเป็นของนายทุน แล้วนายทุนที่มาซื้่อจะได้บาปแค่ไหนครับ

ตอบ...ขั้นตอนที่ถามมา ก็มีซับซ้อนไปเรื่อย....พท.ประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้ ผู้บริจาค มีจิตที่ปราศจากกิเลสแค่ไหน ถ้าตั้งจิตขี้โลภ คุณเป็นหนี้ เป็นหนี้บาป ถ้าให้เป็นหนี้บุญ ถ้าเอาคุณเป็นหนี้บาป ทีนี้ผู้รับที่ดินคือเจ้าอาวาสรักษาที่ดินไว้ไม่ได้ ถ้าเจ้าอาวาสขายเองจะบาปแต่ประมาณคำณวนให้ไม่ได้ ก็บาปไปเรื่อยๆ เป็นพระแล้วไม่มาสะสมที่ดิน มาบวชนี่มาแต่ตัวกับหัวใจ เป็นหนี้บาป ผู้รับซื่อที่ดินมาแสวงประโยชน์ตนจะตกนรกขุมไหน ตอบ..เขาตั้งชื่อขุมนรกเพื่อให้รู้จักทุกข์ร้อนให้กลัวนรก ทุกข์จริงเป็นอาริยสัจจ์ ส่วนสุขนั้นของหลอกแป๊บเดียวก็หาย ความสุขเกิดยามสัมผัสแล้วหายวับ แต่คนยังจำได้จะรักษายึดไว้เป็นอุปาทาน ว่างๆก็มาเคี้ยวใหม่ เหมือนคุณฝัน จริงๆรู้สึกแป๊บเดียว แต่ทุกข์นี่อยู่นานเท่าที่คุณยึดไว้ไม่ปล่อย ทุกข์เป็นอริยสัจจ์ คนไม่เชื่อบุญเชื่อวิบาก ก็ปล่อยเขาไป พพจ.สอนว่าบาปแม้น้อยอย่าทำเสียเลย...จบ6/12/2555 20:13:32


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 14:20:33 )

551208

รายละเอียด

551208-เรียนอิสระ(ตามสำนึก) พ่อครูและส.เดินดิน ตอน ความเสมอภาคอยู่ไหน อยู่ที่ใจนิพพาน

8/12/2555 18:02:37 เรียนอิสระตามสำนึก พ่อท่านฯและส.เดินดิน ณ ราชธานีอโศก

8/12/2555 18:02:47 ส.เดินดินเปิดรายการ พ่อครูเดินทางจากสันติฯ มีคนถามว่าจะอยู่บ้านราชฯนานเท่าไหร่ พท.ตอบว่าปีหน้าจึงจะได้กลับมา ในช่วงก่อนหน้านี้ไม่กี่วันพท.ได้เอาบทความของอ.สุรพจน์ ทวีศักดิ์ เขาก็เห็นด้วยหลายอย่าง แต่ก็มีหลายอย่างที่เขาไม่เห็นด้วย ตรงที่เราไปสนับสนุนโครงสร้างเชิงอำนาจ คือสถาบัน เขาติดใจเรื่องความเสมอภาคอย่างมาก เขายกคำพูดของพ่อครูว่า การตั้งคนขึ้นมาสร้างคนขึ้นมาแล้วบังคับให้คนอื่นยอมจำนนอันนี้ไม่ใช่ความเสมอภาค เขาเห็นด้วย แต่พท.บอกว่า ถ้าเขายกให้ด้วยคุณความดีอย่างนี้ก็คือความเสมอภาค ทัศนะนี้คุณสุรพจน์เขาบอกว่ามีปัญหา บอกว่าถ้ายกให้เป็นอภิสิทธิ์แล้วจะเรียกว่าเสมอภาคได้อย่างไร ซึ่งก็ย่อมหมายถึงความไม่เท่าเทียมกันนั่นแหละ ถ้าสังคมในมีการกำหนดให้คนๆหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งมีอำนาจกว่า จะเรียกว่าความเสมอภาคได้อย่างไร

ซึ่งพพจ.ก็ไม่ได้มีอำนาจเหนือกว่าผู้อื่นแต่อย่างใด ใครจะวิจารณ์จะด่าก็ได้ ซึ่งคุณสุรพจน์เขาเคยถูกข้อหาหมิ่นพระบรมฯอยู่นั่นเอง

ส.เดินดินว่าการประกาศทศพิธราชธรรมก็คือให้คนมาตรวจสอบได้

เขาขมวดว่าประเด็นความเสมอภาคไม่ควรมีการให้อภิสิทธิ์ ถ้ามีการให้อภิสิทธ์ก็ไม่น่าจะเป็นความเสมอภาค

8/12/2555 18:09:46 พท.รู้สึกว่าความเห็นของดร.สุรพจน์นี่กับพท.เป็นความเห็นที่ต่างกัน ก็แลกความเห็นกัน พท.จะได้แสดงความเห็นเรื่องความเสมอภาคอย่างเต็มที่

8/12/2555 18:10:45 พท.มีเรื่องแจ้งคือเรื่อง ว.บบบ (วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม) ซึ่งเป็นระดับการศึกษาของชาวอโศกโดยตรง เป็นรุ่นที่สอง จะเริ่มในวันที่ 28 ธ.ค. 55 ไปถึง 3 ม.ค. 56 รวม 7 วัน เป็นการศึกษาอิสระ(ตามสำนึก) ไม่ได้จำกัดในสถานที่ใดๆ ไม่ได้บังคับหลักสูตร เป็นอิสระอย่างยิ่ง ผู้มีสำนึกใคร่ศึกษาโปรดติดตาม ไม่มีการจ่ายเงินจ่ายทอง มีแต่พท.จะทุ่มโถม จ่ายเรี่ยวแรงบรรยาย ในความรู้ศาสนาพุทธเป็นหลัก และกว้างขวางไปกินความถึงรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง เราเรียกว่า   บัณฑิตาราม เป็นการศึกษาที่พัฒนากาย วาจา และเน้นที่จิตต้องพัฒนาขึ้นให้ได้ ในปีหนึ่งจะมีการสอบไล่ 1 ครั้ง ทั้งหมด 7 วัน นอกนั้นเป็นอิสระใครจะเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์อย่างไรก็ได้ มีปรัชญา คือ ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา ศีลเต็มคือศีลที่บริบูรณ์เป็นปกติ เป็นศีลบุคคล เอาหลักเกณฑ์ข้อไหนมาจับ ผู้ที่เป็นอรหันต์ จะมีศีลเต็ม ท่านเว้นขาดได้อย่างที่มีชีวิตปกติ ต้องมีเงื่อนไขหลักว่าไม่มีกิเลสนั้นได้อย่างปกติ ตามขั้นโสดาฯไปจนถึงอรหันต์ เจริญในศีล อธิศีล อธิปัญญา อธิวิมุติ

เข้มงานคือ ทำงานได้เข้มข้น สืบสานวิชชา คือความรู้ที่ไม่ใช่อวิชชา ผู้บรรลุวิชชา คือผู้ที่มีความรู้ที่สมบูรณ์ การเมืองก็บริสุทธิ์ เศรษฐกิจก็บริสุทธิ์ มีแต่คุณค่าประโยชน์ต่อสับคม นี่คือคนที่สำเร็จวิชชาของพพจ. เป็นการศึกษาที่เป็นบัณฑิตจริงของพพจ.จะมีประโยชน์ต่อโลกต่อสังคมมาก

8/12/2555 18:17:54 เปิดรับสมัครตั้งแต่ 1 -25 ธ.ค. 55 เริ่มสอบ 28 ธ.ค. เริ่มเข้าพื้นที่บ้านราชฯ เมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ  แม้แต่ชาวต่างชาติก็มาสอบได้ เช่นคุณทรอย เป็นต้น

8/12/2555 18:19:08 มีข้อผิดพลาดในใบสมัคร ว.บบบ. ซึ่งมีคำว่า ลงชื่อ...ผู้รับสมัคร ให้แก้เป็น ผู้สมัคร  และแก้ไข บรรทัดแรก นักปฏิบัติธรรมชาวอโศก ให้นับนักบวชได้ หรือให้เติมคำว่านักบวชลงไปก็ได้ แต่ฆราวาสก็ได้ เพื่อให้ชัดเจน

8/12/2555 18:21:46   4 วันแรกบำเพ็ญคุณ สามวันหลังเป็นการบำเพ็ญธรรม คุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์สอบได้

1. กินมังฯมาถึง 5 ปี (แม้ไม่เต็มล้มลุกบ้าง ก็ต้องได้ฝึกหัด เกิน 70 % ขึ้นไป)

2. ศีล 5

3. ไม่มีอบายมุข

เป็นงานมาปฏิบัติจรณะ 15 นั่นเอง เป็นหลักการ มีการทวช. ทวย. มีการฟังรายการสส.ธม. บำเพ็ญคุณ-ธรรม มีการสังสรรกับนักปฎิบัติด้วยกัน คนทั่วไปที่ยังไม่มีคุณสมบัติถึง แม้ไม่มาสอบ ก็มาร่วมปฏิบัติได้ จะมีการแบ่งกลุ่ม ก็ไปขอเข้ากลุ่มได้ เพียงแต่ไม่ได้ถูกคิดคะแนนเท่านั้นเอง เป็นงานที่เป็นกิจลักษณะ

พท.ทุ่มโถม ทำเข็มทองคำให้ หมดไปหลายล้านบาท ก็มีคนท้วงว่าเอาเงินไปทำประโยชน์อื่นไม่ดีกว่าหรือ ? แต่พท.เห็นความสำคัญของอันนี้มากถ้าสามารถให้คนพัฒนาทางศีลธรรมได้ แต่จะไม่เป็นหนี้และไม่ไปเรี่ยรายเงิน เป็นอุดมคติ อุดมการณ์ของพท.เลยทีเดียว ชาวอโศกอย่าดูดายจะถึงวันงานอยู่แล้ว อีกแค่ 20 วันเท่านั้น

หนังสือที่จะให้อ่านปีนี้คือ หนังสือ ธรรมที่เป็นพุทธ

8/12/2555 18:28:38 มีsms กราบนมัสการพท. ผมได้ยินว่าพส.จะมีอายุไปถึง  5000 ปี แล้วจะมีพระศรีอาริยเมไตยมาช่วยโลก วันนี้ก็เลยครึ่งมาแล้ว ถามว่าศาสนาพุทธของพระสมณะโคดมจะสิ้นสุดในปีที่ 5000 จริงหรือ จาก ดช.....

พท.ตอบว่า ยืนยันโดยภูมิของพท.เห็นว่าจริง ซึ่งพพจ.ท่านไม่ได้ทำนายไว้หรอก แต่โบราณาจารย์ท่านมีภูมิรู้ เหมือนพท.นั่นแหละ แต่อย่าไปเข้าใจเป๊ะๆ ว่าพอถึง5000 ปีก็จะกุดห้วนเลย มันจะมีอะไรผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่เนื้่อแท้จองศาสนาพุทธไม่มีแล้ว เหมือนกลองอานกะ อย่าไปตัดเป๊ะๆ อย่างนั้นมันหมายความว่าไม่มีน้ำหนักน้ำเนื้อของพุทธแล้ว แต่เปลือกๆจะมีอยู่แน่นอน
8/12/2555 18:32:42 ศาสนาอื่นจะแยกออกไป เช่นศาสนาเชนก็มีหลายศาสนา แต่ศาสนาพุทธมีนานาสังวาส จะไม่แยกเป็นหลายศาสนา แต่ศาสนาอื่นๆจะมีการแยกศาสนา บางศาสนาจะมีเค้าเงื่อน ประวัติศาสตร์คล้ายๆกัน แต่ศาสนาพุทธ จะไม่แตกแยกศาสนา แต่จะเป็นนิกาย แต่ไม่รบกัน ศาสนาพุทธไม่มีรบกัน แม้ในยุคนี้ยังไม่รบกันเลย

8/12/2555 18:35:15 พอพุทธศาสนาหมด ก็จะมีการว่างเว้น เป็นยุคพุทธันดร แม้ในศาสนาพุทธกับพราหมณ์ แท้จริงคืออันเดียวกัน แต่มันเพี้ยนไปเป็นเทวนิยม เหมือนในยุคนี้ ชาวพุทธเป็นเทวนิยมไปเกือบหมด ศาสนาพราหมณ์ฮินดูจะไม่รู้ว่าใครเป็นศาสดา เพราะเก่าแก่มาก ถ้าหมดศาสนาพุทธยุคพระสมณะโคดม จะเป็นการล้างยุค คนจะแย่มาก เป็นยุคพุทธันดร คนดีหมดแล้ว แต่เมื่อหมดพุทธันดร จะมีคนดีเกิดมา นานกว่าจะมีพระศรีอาริยเมตไตย เกิด

8/12/2555 18:38:05 ศาสนาพุทธจะยืนยาวไปถึง 5000 ปีก็ขึ้นอยู่กับคนที่มีเนื้อแท้ของศาสนา

8/12/2555 18:38:38 พท.ได้อ่าน เรื่อง

                              ความเสมอภาค เขียนโดย สมณะโพธิรักษ์

ในวันที่ 5 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา พระราชดำรัสในหลวง ประเด็นสำคัญที่พระองค์ให้แก่ปวงประชาชนชาวไทยคือ “คุณธรรม กับ ความสามัคคี”

เรื่องคุณธรรม เป็นประเด็นหลักของมนุษย์

เมื่อคนมีคุณธรรม สังคมจึงจะมีสามัคคีที่แท้จริงได้

ดังนั้น เราจึงจะต้องมาศึกษากันให้จริงจัง ว่า ทำอย่างไรคนในสังคม ในประเทศจะมี “คุณธรรม” กันได้จริง อย่างเอาแต่พูด และฟังกันไปอย่างหลวมๆ แล้วก็ปล่อยปละละเลย

หากคนในสังคมไม่มี “ คุณธรรม “ สังคมก็ต้องออกกฎมาบังคับกันให้มันอยู่ในสภาพ “สามัคคี” กันไปได้ ถูๆไถๆตามข้อบังคับนั้น ซึ่งมันก็คือ การบังคับ มันก็ได้บ้าง ตาม “ คุณธรรม” ของคนในสังคมนั้นๆอีกแหละ จึงไม่ได้อย่างดี อย่างยั่งยืนถาวรไปได้

ปัญหาโลกแตกข้อหนึ่งของนักคิด หรือคนช่างคิด ก็คือ ความเสมอภาค ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจสูงสุดได้ยากมาก จึงเป็นปัญหาโลกแตกมาจนทุกวันนี้

ใครๆก็อย่า “หลง” ความคิดให้เลยเถิดไปเด็ดขาด ในเรื่องของ “ความเสมอภาค”

          เช่น อย่าคิดว่า  “เกิดมาเป็นคนจะต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน” เป็นต้น

อย่างน้อย กฎหมายก็กำหนด “สิทธิ” ของประชาชนแล้วว่า มีคนบางคนมีสิทธิ์มากกว่าอีกบางคน เป็นต้น เช่น “สิทธิในหน้าที่” เป็นต้น หรือ “สิทธิที่เป็นเอกสิทธิ์ในบางคนบางหน้าที่” หรือความมีสิทธิ์ “ตามธรรมเนียม จารีต ประเพณี” ในความเป็นคนของแต่ละชนชาติที่ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ซึ่งมีมากแง่มากมุมมากเชิงมาก

แม้แต่ในความเท่าเทียมกันในความเป็นคนในครอบครัว ในสังคมตั้งแต่เล็กสุด 2 คนขึ้นไป ก็มีความไม่เท่าเทียมกันแล้ว ทั้ง “ความรู้และความสามารถ หรือจริตบุคลิก และความคิดต่างๆ

ในคนทุกคนในโลกทั้งใบนี้  ไม่มีใครเท่าเทียมกันอย่างไม่มีจุดต่างกันเลยเด็ดขาดในมหาจักรวาลนี้ ไม่ว่า “รูปธรรม” แม้จะเป็นฝาแฝดที่เหมือนกันที่สุด ก็หาความแตกต่างกันได้ โดยเฉาะ “นามธรรม” ยิ่งละเอียดลึกล้ำกว่ากันนักกว่านัก

เราไม่สามารถจะหา “ความเท่าเทียมในอะไรทั้งรูปธรรมและนามธรรมในสิ่ง 2 สิ่งภาวะ 2 ภาวะได้เลยในมหาจักรวาล"”

นอกจาก “กำหนด” ที่ไม่ละเอียดสุดแล้วสมมุติกัน หรือให้ยอมรับกันโดยปริยายว่า

ขอให้ยอมรับความเท่าเทียมกันในเรื่องนี้ เช่น ในเรื่องของ “สิทธิบางประการ”

แต่จะไปบังคับให้ยอมรับกันว่า ทุกคนจะต้องมีทรัพย์สินเท่าเทียมกัน มีมากมีน้อยกว่ากันไม่ได้ ทุกคนจะต้องได้รับความเคารพเท่าเทียมกัน ใครสูงต่ำกว่ากันไม่ได้ ทุกคนจะต้องนั่งในที่เสมอกัน จะไปกำหนด ไปยกให้ใครต้องนั่งสูงนั่งต่ำกว่าใครไม่ได้ ดังนี้เป็นต้น

มันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็มีคนที่มีความคิดสับสน หรือเข้าใจในความจริงเหล่านี้ไม่ได้ ส่วนมากจะเป็นคนช่างคิด หรือคนที่ไม่มีปัญญาแท้จริง แต่เป็นคนที่มี “ความยึดมั่น จะเอาชนะในประเด็นความเท่าเทียมกัน” อย่างไม่รู้แจ้งในประเด็นว่า

“หากลงลึกถึงรายละเอียดของรูปธรรมและนามธรรมแล้วไม่มีอะไรในมหาจักรวาลนี้เท่าเทียมหรือเท่ากันจริงๆเลย”

เพราะในสังคม ทุกสังคม ไม่ว่าสังคมเล็กหรือใหญ่ต่างกันเท่าใด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แต่ละบริบทของสังคมก็มี “ความไม่เท่ากัน” ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรมถ้าลงลึกเข้าไปในรายละเอียดจริงๆของสรรพสิ่งแล้ว

นอกจากจะ “กำหนด” โดยอนุโลมให้ยอมรับกัน ว่า ควรให้มีความเท่าเทียมกันบ้างอย่าให้มันแตกต่างกันมากนักเลย โดยขอให้ยอมรับ หรือเฉลี่ยสิ่งหรือภาวะของผู้มีมาก ควรเกื้อกูลเอื้อเฟื้อผู้ด้อยกว่าบ้าง

หรือมีความได้เปรียบมากแล้วก็อย่าใช้ความได้เปรียบนั้นข่มเบ่ง ทำร้ายคนด้อยกว่านักเลย ควรมีการเกื้อกูลด้วยสิ่งที่ตนมากกว่า เหนือกว่านั้นด้วยจิตเมตตาจริงใจเถิด

เรื่องนี้ แต่ละสังคม ต่างก็มีกฎที่กำหนด มีขนบธรรมเนียม และจริงก็มี “จิตใจ” ที่มีเมตตาจริงของผู้ที่เสียสละจริง แม้จะด้อยกว่าจะน้อยจะเล็กกว่าก็ยอมเสียสละให้แก่ผู้มากกว่าผู้เหนือกว่าด้วย “ความยินยอม” อย่างยกย่องบูชาในคุณธรรมบ้าง

อย่างนับถือในความสามารถบ้าง

อย่างจำยอมในเชิงต่างๆเพราะสู้ไม่ได้จริงๆบ้าง

อย่างจำยอมเพราสะกฎหมาย หลักเกณฑ์สังคมบ้าง นี่ก็ฉ้อฉลไปตามความเลวร้ายของผู้ออกกฎนั้น

อย่างจะยอมเพราะถูกกดขี่ข่มเหงจนต้องจำนนบ้าง นี่และที่เลวร้ายที่สุด

ที่สำคัญก็คือ “ยินยอม” เพราะ “พลังพฤติกรรมทางรูปธรรมและนามธรรมในสังคม” ที่มีพลังเหนี่ยวนำให้เป็นไป อย่างสำคัญมาก

“ผู้นำ” หรือ “พฤติกรรมแฟชั่น” จึงสำคัญมากในสังคม ที่จะจูงนำให้สังคมเป็นไปสู่สุขหรือสู่ทุกข์สู่ความเจริญ หรือสู่ความเสื่อม

ค่อยอธิบายเรื่อง “พลังเหนี่ยวนำขอบผู้นำและพฤติกรรมแฟชั่น”

ซึ่งจะต้องใช้... “สัปปุริสธรรม 7” และ “สาราณียธรรม6 พุทธพจน์ 7” และ “พลัง 4 พ้นภัย 5” เป็นเครื่องประกอบคำอธิบาย เป็นต้น

แล้วจะมี “คุณธรรม” ดังกล่าวนี้ได้อย่างไร?

ก็ต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่าง “สัมมาทิฏฐิ” ขอย้ำนะว่าแม้จะเป็นชาวพุทธแท้ๆ ก็ต้อง “สัมมาทิฏฐิ” จริงๆ จึงจะได้ “คุณธรรม” ดังกล่าวนี้

แล้วจะมี “พลังเหนี่ยวนำ” ที่เป็น “อำนาจหรือพลังเหนี่ยวนำที่เป็น Authority อันคือ อำนาจหรือพลังเหนี่ยวนำในสังคมตามที่แต่ละคนมีจริง

อำนาจ หรือพลังเหนี่ยวนำที่ว่านี้ มี 2 อย่างใหญ่ๆ คือ

  1. Authority =     อำนาจ ที่ได้โดยธรรม ของผู้ที่ประพฤติตนดี มีธรรม ซึ่งเป็นความมาก-ความน้อยของคุณค่าความดีความมีธรรม จึงเกิดอำนาจของสิ่งที่น่าเคารพบูชาในตัวผู้ทำดีทำเป็นธรรม ที่ผู้นั้นสร้างเอง เป็นเจ้าของคุณงามความดีนั้น แล้วผู้คนที่รู้ที่เห็นคุณค่านั้นยอมรับด้วยความเคารพนับถือจึงยกย่องบูชา และยอมให้แก่ผู้มีคุณงามความดีนั้น อย่างอิสระเสรี ไม่มีใครยัดเยียด หรือบังคับ กดขี่เลย
    นี่คือ ความชอบธรรม เป็น อำนาจ ผู้ที่รู้จักการกระทำความเคารพต่อผู้ที่น่าเคารพ สมควร เคารพ ซึ่งเป็นครุกรณะ คือ คนยอมยกอำนาจนั้น ให้แก่ผู้น่าเคารพ นี้คือ อำนาจโดยธรรม Authority = right power หรือจะเรียกว่าเผด็จการโดยธรรมก็ได้ ถ้าไม่ติดยึดอยู่แค่ภาษา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีอำนาจนั้น ที่ผู้คนยกให้อย่างเทิดทูนบูชาเต็มใจสูงสุด มาแล้วเป็นต้น ดังนั้น ผู้น่าเคารพ จึงเป็นเสมือนผู้มีอำนาจ ที่จะพูดจะทำอะไรกับผู้ที่เขาเคารพนับถือ เชื่อมั่น เขาก็จะเชื่อฟัง น้อมรับด้วยความเคารพบูชา
    นี่คือ ผู้มีพฤติที่สร้างความชอบธรรมเป็นอำนาจ เป็นผู้ถูกต้อง ผู้เจริญ หรือมีวิชชาแล้ว
          ปราชญ์แท้ๆจะไม่สร้างอำนาจให้คนเกรงและกลัว จนไม่กล้าค้านแย้งหรือตำหนิติเตียน ติติง จึงเป็นผู้มีอำนาจโดยธรรม

จึงจะไม่เป็น “อำนาจเหนี่ยวนำ” ที่มีลักษณะ Force

  1. Force = คือ อำนาจ ที่มีลักษณะของเผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียดครอบงำให้จำนน ตามความมาก-ความน้อยของการใช้อำนาจนั้น  ถ้ามาก ก็คือ เผด็จการ ถ้าเพียงกดขี่ บังคับ ครอบงำ มากหรือน้อยลงมา เท่าใดๆ ก็คือ การใช้อำนาจนั้น ตามที่มาก-ที่น้อยนั้นอยู่ เท่านั้นๆ
           นี่คือ อำนาจ เป็น ความชอบธรรม  ซึ่งเป็นอำนาจ ที่สร้างให้ตนด้วยโลกธรรมและเล่ห์กล อันประกอบไปด้วยกิเลส จนคนอื่นเขาตกอยู่ใต้อำนาจ เพราะลาภ-ยศ และเล่ห์ต่างๆ ผู้ที่ยังมีพฤติที่สร้างอำนาจเป็นความชอบธรรม นั่นคือ ผู้ผิดอยู่ ยังไม่เจริญ หรืออวิชชาอยู่  แล้วถือว่าตนคือผู้มีอำนาจ นี้คือ อำนาจยังไม่เป็นธรรม Force  ซึ่งเรียกว่ายังเป็นเผด็จการอยู่มากหรือน้อยตามที่เป็นจริง คนฉลาดในโลกจะสร้างอำนาจให้คนเกรงและกลัว จนไม่กล้าค้านแย้งหรือตำหนิติเตียน ติติงจึงได้เป็นผู้มีอำนาจโดยไม่ชอบธรรม

ในสังคมปกติทั่วไปทั้งโลก มีพลังหรืออิทธิพลของ “อำนาจ” อยู่จริง ซึ่งเป็นพลังหรืออิทธิพลของ “อำนาจ” ที่มีฤทธิ์มีแรงทั้งทางรูปธรรมโดยเฉพาะทาง “นามธรรม” สามารถเหนี่ยวนำ สามารถผลักดัน สามารถครอบงำ จนถึงขั้นสามารถบังคับ กดขี่ ให้มวลอันคือมนุษย์ในสังคมเป็นไปตาม  “อำนาจ”นั้นได้แท้จริง

          ไม่ว่า จะทำให้เกิด “กรรมกิริยาทางกายกรรม-วจีกรรม”  หรือไม่ว่า จะทำทำให้เกิดกรรมกิริยาทาง “มโนกรรม” หรือ “ความรู้สึก” ซึ่งเป็น การเกิดอารมณ์ชอบหรือชัง-เฉยๆ

          คำว่า “อำนาจ” ที่ภาษาอังกฤษว่า power, energy, authority, force, sovereignty=soverein power =supreme =independence =อำนาจใหญ่,อธิปไตย
                                                                        kinetic energy, potential energy,

author = ผู้แต่ง, เจ้าของ, ผู้สร้างสรร,
              พระพุทธเจ้าเป็น authority = ต้นตำหรับอำนาจโดยธรรมแบบของพระองค์ 
force = กดดัน, บังคับ, บีบ, เร่ง, บุก, ยัดเยียด, ทึ้งดึง,แข็งขืน
forced = ซึ่งถูกบังคับ, ซึ่งถูกบีบ, ใช้แรงฝืนใจ forcible = ใช้กำลัง, โดยพลการ
authorize = อนุมัติ, ยินยอม, อนุญาต, มอบอำนาจ, แต่งตั้ง, มอบหมาย
authorizable = พอจะมอบอำนาจให้ได้, พอจะยอมรับได้ 
authoritative = มีอำนาจวาสนาบารมี, เชื่อถือได้, มีหลักฐานพิสูจน์ได้, เผด็จการ
authoritarian = ผู้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ, ผู้ใช้อำนาจเผด็จการ
[Authority by force is less enduring than authority by kindness.
                            อำนาจโดยพระเดชนั้น ไม่ยืนนานเหมือนอำนาจโดยพระคุณ]
ใครจะ made a forcible = โดยพลการ ก็อย่าทำเลย

 

ส.เดินดินได้เปรียบเทียบเหตุการณ์วันที่ 24 พ.ย. เป็นการใช้ Force กับปชช. ส่วนในวันที่ 5 ธันวาฯ ที่ผ่านมาเป็นอำนาจแบบ Authority

พท.ขอขยายความคำว่า kinetic และ potential energy

เหตุการณ์วันที่ 5 ธันวาฯ ปชช.มารวมตัวกันอย่าง มาให้อำนาจ Authority แก่ในหลวง มีคนวิจารณ์ว่าในหลวงมีคนมามากเพราะว่า รัฐบาลช่วย พท.ว่าก็มีส่วน คือ Autho แปลว่าเป็นผู้สร้างเอง ทำเอง ทำความชอบธรรม ทำคุณธรรมให้แก่ตนเอง จะเกิดเป็นความชอบธรรมจนคนอื่นยกให้ พระเจ้าอยู่หัวร.9 เรา 66 พรรษาที่ทรงงานเพื่อปชช.ในฐานะของพระองค์ คนที่ไม่เข้าใจเรื่องความเสมอภาค เข้าใจเพี้ยนไป เป็นคนที่มีจิตใจสับสน เป็นคนไม่มีปัญญาแท้จริง เป็นคนที่มีความอยากเอาชนะให้เกิดความเท่าเทียมกัน และเข้าใจความเท่าเทียมกันอย่าง Absolute ซึ่งพท.ได้อธิบายว่า ในความละเอียดเล็กเท่าใดก็ตาม ในปรมาณู อะตอม นิวเคลียส ก็ไม่สามารถสร้างให้เท่ากันได้ แต่ในมหาจักรวาล นี้มีความเท่าเทียมกันคือพระนิพพาน แม้พระอรหันต์ขี้กะโล้โท้ ไม่มีความเก่งอะไรเลยแต่สามารถทำจิตให้สะอาดปราศจากกิเลสได้เท่าเทียมกันกับพพจ. ในความว่างอื่นๆจะมีความไม่เที่ยง แม้แต่อารมณ์ว่างๆจริงๆก็ยังไม่ว่าง แต่อรหันต์ที่ดับกิเลสได้อย่าง นิจจัง ทุวัง สัสตัง อวิปรินามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง

คนที่มีความคิดมุ่งมั่นให้ทุกอย่างเท่าเทียมกัน มีแต่ต้องทำอรหันต์ให้แก่ตนเองได้เท่าเทียมกัน ผู้หญิงก็ทำภาวะอรหันต์ได้เท่าเทียมกันกับผู้ชาย

8/12/2555 19:12:54 คนที่มีความยึดมั่นจะเอาชนะในประเด็นความเท่าเทียมกัน จะให้เท่าเทียมกันในประเด็นอื่นๆนอกจากนิพพานแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะงั้นผู้ที่สับสนโดยมีความยึดมั่นอยู่อย่างนั้นน่าสงสารเพราะไปมุ่งมั่นในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะในแนวลึก ขนาดแนวตื้นยังเป็นไปไม่ได้เลย เช่นสัจจะของเวนัยสัตว์และอเวไนยสัตว์ ผู้ที่เป็นพพจ.กับปัจเจกพพจ.ก็ไม่เท่ากัน โพธิสัตว์ก็ไม่เท่ากัน มีความแตกต่างกันมากมาย

มีความสัมพันธ์ผู้ที่มีคุณธรรมมี Authority ในหลวงท่านก็เป็นนักสร้างนักทำจนมี Authority ของท่านมา ท่านไม่ได้มาForce ไม่ได้ไปยัดเยียดบังคับใครเลย Authorize  Authorizable คือสร้างจนเขายอมรับได้ Authoritative คือมีอำนาจบารมีจนเชื่อถือได้ มีจนเรียกว่าเผด็จการคนอื่นก็ยกให้เพราะมั่นใจในคุณธรรมและความเฉลียวฉลาด ผู้ที่ใช้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างเช่นพพจ. ผู้ใดจะ made a forcible โดยพละการ อย่าทำเลย

8/12/2555 19:19:03 มันเป็นพลังงานที่ไม่มีรูปร่างเป็นนามธรรม เกิดจากพฤติกรรมของ คน 1 คน  2 คน จนหลายๆคน มีตัวจิตที่เข้าใจยาก แต่สุดยอดในมวลมนุษยชาติ ถ้ามีคุณธรรมอันเดียวกันสอดคล้องกัน จะมีอำนาจเหนี่ยวนำ เป็นสนามแม่เหล็ก ไปในทิศทางเดียวกันเป็นกำลัง หนึ่งคนก็มีพลังแล้ว สองคน ห้าคน ร้อยคน พันคน หมื่นคนก็มีพลัง

8/12/2555 19:20:36 พลังงานทางชั่วเกิดจากพฤติกรรม กาย วาจา ใจ ถ้ามันเหมือนกันสอดคล้องกันก็เป็นพลังอำนาจ รวมกันชั่วก็คนค้านแย้งไม่ได้เหมือนกัน คนชั่วก็พยายามสร้าง คนดีก็พยายามทำ คนดีแพ้คนชั่วตรงที่ทำชั่วเลวร้ายได้ไม่เหมือนคนชั่ว แต่คนดีมีน้ำหนักมาก ปทท.ขณะนี้อำนาจชั่วกำลังครอบงำมากเลย แสดงเป็นพลังงานเคลื่อนไหว kinetic ใช้ force กดดันแรงบังคับออกมาให้เกิดพลังอำนาจ จนคนเกรงกลัวไม่กล้าติเตียน ดีไม่ดียอมแพ้โดยเฉพาะคนที่มีกิเลส แพ้อำนาจโลกธรรม คนที่ล้างกิเลสจะมีพลัง 4

8/12/2555 19:23:01 พลัง 4 มี 1.พลังปัญญา 2 พลังความเพียร 3 .พลังอนวัชชะ (ไม่ตำหนิติเตียน) คือผู้ที่ไม่มีภัย ปราชญ์ไม่ตำหนิ ทำการทำงานที่ไม่เป็นโทษ 4 พลังสังฆหะ กำลังของการเกื้อกูลช่วยเหลือ ไม่ใช่ไปขูดรีดทำร้ายทำลายใคร

พลัง 4 นี้จะพ้นภัย 5

ผู้มีคุณธรรม มีพลัง 4 เมื่อปฏิบัติธรรมพพจ. เช่นพวกเรามาทำงานฟรี ทำการช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น เขาตำหนิไม่ได้หรอก แต่ถ้าช่วยเขาแบบประชานิยม คือเลวที่สุดในแผ่นดิน คือหากินบนคำว่า ช่วยเขา ซึ่งปราชญ์จะมองเห็นจะรู้ว่าช่วยอย่างสุจริตใจหรือไม่ จะดูออก ผู้ที่มีพลัง 4 เข้าใจบรรลุวิชชา จะมีพลังในการทำงาน และทำงานที่ไม่เป็นพิษภัย ทำแต่ดี เพราะจิตท่านสะอาดบริสุทธิ์แล้ว และการงานท่านไม่เพื่อตนเองแล้ว จะมีคุณสมบัติ 5 ประการ

1.ไม่กลัวการยังชีพต่อไป (อาชีวิตภัย) คนที่พึ่งตนรอดไม่มีกิเลสมาก พึ่งตนอาศัยปัจจัย 4 แม้ไม่มีบริขารก็อยู่ได้ สัตว์เดรัจฉานไม่มีบริขารอะไรก็อยู่ได้ คนมีแค่ปัจจัย 4 ก็อยู่รอด มีข้าว ผ้า ยา บ้าน ก็พอ ไม่สะสม ไม่หลงใหลได้ปลื้มสะสม ก็จะมีปัญญาทำงานมีความเพียรความขยันเต็มที่ ช่วยเหลือเกื้อกูล ชีวิตจึงไม่กลัว ไม่ต้องสะสม เราสามารถพิสูจน์ในแวดวงอโศก ถ้าคุณมีคุณงามความดีอย่างแท้จริง ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องพึ่งลูกหลานเลย ทุกคนจะช่วยกันพึ่งกันได้ ในสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 มีสังคมศาสนามีกลุ่มหมู่อโศก พท.มั่นใจว่าจะไม่ย่อยยับไปง่ายๆ ถึงแม้จะไม่เที่ยง แต่ก็จะอยู่ไปอีกนาน มีชีวิตปรปฏิพัทธาเมชีวิกา มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ไม่สะสม สัตว์เดรัจฉานไม่สะสมก็อายุยืนได้ เช่นเต่า อายุถึง 100 ปี ไม่สะสมอะไร

2. อาสิโลกภัย ไม่ต้องเกรงกลัว ใครจะตำหนิติเตียน แต่มีมารยาทสังคม มีสัปปุริสธรรม รู้จักประมาณ รู้จักท่าทางลีลา นัจคีตวาทิตะ มีศิลปะ รู้จักการแสดงออก คนติเตียนคือคนไม่มีปัญญา จะประมาณกระทำอย่างมีผลดี จะรู้อรรถะธรรมะ ยุคกาลหมู่กลุ่ม บุคคล ตัวเรา เขายอมรับเราแค่ไหนในหมู่กลุ่ม สรุปแล้วไม่เกรงกลัวคำติเตียน แต่จะรู้อนุโลม รู้เข้าใจสังคม

3. ปริสารัชชภัย ภัยที่จะสะทกสะท้านต่อสังคม เช่นกลัวจะถูกแก๊สน้ำตาถูกฆ่า ขออภัยพท.ไม่ได้กลัว ที่หนีนั้นเป็นเรื่องที่ยังไม่ควรตาย พท.ไม่ได้กลัว เป็นอาการของจิตเป็นอุตริมนุสสธรรม พท.ไม่กลัว แต่พท.เห็นว่ายังไม่ควรตาย อยู่ก็ไม่ได้เอาลาภยศสรรเสริญอะไร อยู่เพื่อทำให้ ยืนยันว่าผู้สั่งสมคุณธรรมพพจ.เป็นจริงได้ ไม่ได้เป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่จะมีคุณธรรมเท่าพพจ.ไม่ได้ เป็นอฐานะ แม้ในยุคใกล้เคียงก็เป็นไปไม่ได้ ท่านมี Authority ทุกคนยอมยกให้

พท.ไอ...ส.เดินดินอธิบายภาพของ 5 ธันวาฯ กับวันที่ 24 พ.ย. อันไหนเป็นปชต.มากว่า อันไหนเป็นความเท่าเทียมกัน แม้ในปท.คอมมิวนิสต์เพื่อบ้านใครเห็นต่างจะถูกเอาเรื่องมากเลย แต่ในปทท. เราแม้วิจารณ์สถาบันก็ยังอยู่ได้เลย แล้วที่เขมร ลาว ใครคิดต่างจะถูกกำจัดเลย

8/12/2555 19:38:05 พท.จะพยายามอธิบายต่อ ผู้ที่ไม่สะทกสะท้านอะไร คือ 1.เราไม่ได้ทำผิด 2.เราไม่ได้มาทำชั่ว มาทำดี พูดอย่างจิรงใจ ไม่ได้อยากอวดอยากอ้างอยากเด่นอะไรเลย นี่เป็นอุตริมนุสสธรรม ก็แสดงออกไปจริงๆ แต่ในใจไม่มีอยากอวดอ้างใหญ่โตเด่นดี ไม่ต้องการให้คนมาเป็นบริวาร หรือเพื่อกามอัตตาแต่อย่างใด แม้แต่ไม่ได้สร้างหมู่กลุ่มเพื่อเป็นใหญ่

มีกองทัพธรรม ในเพลงกองทัพพุทธธรรม เป็นกองทัพมือเปล่า สร้าง Authority เอาความสงบสยบความเคลื่อนไหว เขาเป็นจอมแห่งยุทธ อาวุธคือมือเปล่าๆ แต่ก็เพียรรบรา ฆ่าคนลึกซึ้งถึงแก่นใน เลือกจะสร้างสุขสรร นั่นมันฝันของใคร คือจะให้เลือดตกยางออกจะสร้างสุขสรรมันเป็นไปไม่ไร้ มันเป็นกองทัพที่ให้ดูไปเรื่อยๆ

8/12/2555 19:42:18 ให้มีพฤติกรรมในสังคมมีพฤติภาพ เป็นพลังอำนาจที่เป็นไปสู่ทิศทางเดียวกันเหมือนสนามแม่เหล็ก ข้างบนเป็นkinetic energy แต่จะมีพลังแฝงที่เป็น potential energy เป็นพลังแห่งคุณธรรม

4. มรณะภัย ผู้มีพลัง 4 จะไม่สะทกสะท้านแม้ในสนามรบ ในบริษัทใดๆ ซึ่งแก๊สน้ำตานี่สูดเข้าไปอาจทำให้ถึงตายได้ ในเรื่องของไม่กลัว 5 อย่างนี้ เป็นจริงได้อย่างนี้เป็นปาฏิหาริย์ การมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่นทำงานให้แก่สังคมโลกนี่แหละ พท.พาทำงานกับคนนอกมากกว่า มันเป็นเรื่องสูงลึกซึ้งท่านเอามาจากสัจจะ เรียบเรียบอย่างลึกซึ้ง ไม่หามๆด้วย อาจมีผู้ที่ไม่มีข้อมูลไม่พอเขาจะติเตียน แต่ถ้าเขารู้แล้วว่าไม่ได้ทำเพื่อเอาแก่ตัวไม่มาหาบริวาร ไม่ต้องการมาลบล้างหมู่ใคร หรือให้ใครเข้าใจว่าเป็นผู้วิเศษ

เราก็ทำอย่างไม่สะทกสะท้านเราไม่ได้ไปทำชั่วทำเลว ไปทำให้เขาด้วย ไม่กลัวตายเพราะรู้นิยามชีวิต รู้จักการเวียนว่ายตายเกิด รู้อะไรเหลืออะไรอยู่ แม้แต่อรหันต์จะให้อะไรเกิดอะไรเหลือ จะรักษาจิตนิยามอยู่ จิตนี้อยู่อย่างไร เป็นอมตะบุคคล จิตนี้จะให้อยู่ก็อยู่ จะให้ตายสูญก็สูญ จะไม่กลัวมรณะภัย คุณที่ไม่เชื่อการเวียนว่ายตายเกิดนี่ทุกข์ทั้งนั้น คนเหล่านี้จะทำบาปเก่ง คนนี้ไม่กลัววิบากจะทำเลวได้เก่ง พยายามจะฉลาดจะไม่ให้ใครมาทำร้ายตน จะกลัวมาก เพราะเชื่อว่าตายแล้วตายเลยตายสูญ เพราะเขาเชื่อว่าตายสูญจบ ถึงเวลาตายก็ตาย มันก็วางใจ แต่คนรู้นรก รู้ว่าตนทำชั่วจะกลัวตายสาหัส คนทำดีไม่ค่อยกลัวตายเท่าไหร่ แต่หลอกตนเองได้ว่าทำดี ก็สงบ ไม่ดิ้น หลงว่าตนเป็นอรหันต์ก็ไม่ดิน เดี๋ยวเสียอรหันต์เก่งในการใช้จิตกดข่มแต่ไม่รู้ว่าสูญหรือไม่ อะไรสูญต้องรู้

5. ทุกคติภัย ท่านที่บรรลุอรหันต์ท่านหมดกรรมคือหมดกรรมชั่วมีแต่กรรมดี ขนาดพพจ.ท่านยังไม่สันโดษในกุศล พพจ.ทุกองค์สร้างศาสนาเสร็จก็ปรินิพพานหมด ท่านจะทำไปทำไป คนจะรู้สิ่งควรไม่ควรเป็นเรื่องภูมิปัญญาจริง เราไม่กลัวทุกคติภัยเพราะไม่กลัวต่ำอีกแล้วเราไม่ทำอีกแล้ว ผู้ที่ลดกรรมชั่วลงเรื่อยๆ จนเป็นอรหันต์หยุดกรรมชั่วทำแต่กรรมดี มีแต่กำไรท่าเดียวจะกลัวทำไม อรหันต์จะกลัวตายไปทำไป จะไปกลัวทุกคติภัย แม้จะอยู่ในสังคมใดเราก็ไม่กลัว เพราะเราไม่ได้ทำชั่วแม้อยู่ในสังคมชั่ว คนทำชั่วสิควรกลัว แต่มันโง่เลยไม่กลัง

ในพลัง 4 มีปัญญานำ จนมีอินทรีย์พละเต็ม ปัญญาอรหันต์ไม่เท่ากันแต่ปัญญาที่รู้ว่ากิเลสหมดเท่ากัน ไม่งมงายประมาณเอา เป็นวิทยาศาสตร์แท้ๆ

8/12/2555 19:55:21 พลังงานของหมู่ของปชต. วันที่ 5 ธันวาฯเป็นการแสดงพลังปชช.
มวลปชช.แสดงอำนาจ authority ในหลวงไม่ได้ไป force ปชช.ที่มาในวันนั้นเลย แต่มีใครforceไม่ให้มาในหลายๆเล่ห์ ไม่เช่นนั้นก็จะมามากกว่านี้อีก

ในวันที่ 24 พ.ย. นั่นโดน Force ชัดเจน ปชช.จะมาแต่ถูกสกัด อย่างชัดเจน แต่ในวันที่ 5 เขาไม่กล้าละเมิด แม้แต่มารแท้ๆยังเกรงเลย นี่คือพฤติภาพที่ชัดเจน

เป็นการแสดงอำนาจปชต.ของปชช.ที่ชัดเจน ไม่มีใครห้ามไม่ให้มาแสดงได้ มันแสดงออกชัดที่ ตัวแทนรบ.กล่าวต่อในหลวง ปชช.ที่ไม่ยอมให้เป็นตัวแทนของเขา ปชช.ไม่เอาๆ โห่ใหญ่เลยแล้วกล่าวเองว่า ทรงพระเจริญ ๆ ไม่เอาของคุณ แม้แต่ปธ.รัฐสภา เขาเห็นว่าเป็นขี้ทูดกับหู ปชช.ก็ไม่เอา ซึ่งต่างจากประธานศาลฏีกา เขายกให้นี่คือพฤติภาพที่ดูได้ ความไม่เท่าเทียมกันของสองสามคน ยิ่งไปถึงพวก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้ที่จะให้ทหารปฏิญาณตน ต่อในหลวง ปชช.ก็ไม่เอาเขาขอปฏิญาณเองเลย เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่มีใครบังคับ เป็นอาริยะขัดขืน เป็นการฝืนขนบ แสดงความจริงจากใจ เป็นการแสดงปชช.เขาให้อะไรแก่ในหลวง เขามาเสียสละแรงงานทุนรอนแรงงาน มีคนบอกว่ามันเป็นวันใหญ่โตมากเลย สิ่งเหล่านี้เป็นการส่อแสดงถึงจิตวิญญาณเขาซึ่งบังคับเขาไม่ได้ เขาแสดงออกอย่างเต็มที่

8/12/2555 20:02:47 ส.เดินดิน ...สรุป เห็นว่าคนมาหลายแสน สามารถควบคุมเรื่องอุจจาระปัสสาวะได้อย่างไร เป็นเรื่องพลังจิต เขามีไหวพริบปฏิภาณได้ บังคับไม่ได้ คนมามากขนาดนี้ แต่จัดการได้อย่างไร กรณีกำนันผญบ.ชุมนุม ใช้เงินไป 400 ล้าน  แต่นี่เป็นเรื่องมาด้วยใจเลยเรียบร้อย เป็นสุดยอดปชต.เป็นผลงานของในหลวง จึงเกิดปาฏิหาริย์ในวันที่ 5 ธันวาฯ

8/12/2555 20:05:13 จบ....


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 14:23:24 )

551210

รายละเอียด

10/12/2555 18:11:06 รายการเรียนอิสระตามสำนึก โดยพ่อครูและส.เดินดิน ที่บ้านราชฯ เรื่อง 5 ธันวา 55 วันพิพากษา โดยพลังมหาประชาชน

ส.เดินดินเปิดรายการ...วันนี้เป็นวันที่ 10 ธันวาคม 2555 อ.กฤษฎา ต้องไปทำหน้าที่ จึงมาออกรายการไม่ได้  วันนี้ดูเหมือน นกม.ทุกพรรค จะออกมาพูดเรื่องปชต.เหมือนปชต.กำลังเบ่งบาน แต่ก็ดูเหมือนกับกำลังเกิดสงครามปชต. ปชต.กลายเป็นปัญหาให้คนออกมาเข่นฆ่า ออกมาต่อสู้เรื่องปชต.กัน มันก็คงมีปชต.ของใครของมัน ยังมองหากันไม่เจอว่าปชต.แบบไหนที่พอพูดแล้วทุกคนก็ ok เอาแบบนี้เลย ทุกวันนี้พอพูด ปชต.ก็เตรียมรบเตรียมทำสงครามกันเลย ทำให้เกิดความร้อนแรงในหัวใจของคนที่กำลังหาปชต. แต่ในเหตุการณ์การเรียกร้องปชต. ปทท.ก็ยังมีวันร่มเย็นวันมหาปีติ ในวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา

เมื่อวานนี้ทางค่ายแดง อดีตนายาฯทักษิณออกมาพูดถึงปรากฏการณ์วันที่ 5 แม้แต่ในผจก.ออนไลน์ อ.ปานเทพ ก็ยังเขียนว่า คนยังมามากกว่าในปี 49 ที่ในหลวงเสด็จออก ณ สีหบัญชร ปชช.มามากมาย ที่แปลกอีกอย่างคือปชช.แสดงออกอย่างไม่ได้เขียนสคริป คือในหลวงออกปชช.ก็ทรงพระเจริญ พอนายกฯและปธ.สภาฯออกมาพูด ปชช.ก็โห่ พอทหารออกมาปฏิญาณ ปชช.ก็แสดงออกปฏิญาณตนมา แต่ไม่ได้เขียนสคริป ซึ่งปรากฏการณ์นี้ยังไม่ได้มีใครถอดรหัส มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าติดตามมากเลย ก็ขออาราธนาพ่อครูอธิบาย

10/12/2555 18:11:19 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องอธิบาย เป็นปรากฏการณ์ของสังคม ยุคนี้ปชต.80 ปีแล้ว ในเมืองไทย จะเกิดความรู้ความเข้าใจอะไร มันก็สะสมใส่จิตวิญญาณจนทุกวันนี้ ออกมาหลายๆอย่าง จึงออกมาสื่อแสดงอยางคาดไม่ถึง หรือเกิดอย่างเป็นตัวชี้บ่งว่าคืออะไร วันที่ 5 ธันวาคม 2555 นี่ พค.ใช้ภาษาว่า เป็นวันพิพากษาความเป็นปชต. ต่างก็พยายามยื้อว่าข้างตน ตอนนี้มี 2 ข้างใหญ่ๆ คือฝ่ายปชต.ฝ่ายแดง อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายเหลือง เอาง่ายๆก็แล้วกัน ที่ใช้อย่างนี้

พค.ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด แต่เอาสัจธรรมมาแสดงเพื่อให้กระจางชัด  ฝ่ายแดงเขาก็แสดงออกอย่าง เข้มข้นเอาใจใส่ เอาจริงเอาจัง มีรร.ปชต.นปช.แพร่ไปทั่วประเทศ ดูเหมือนจะมีถี่มาก วันนี้มาเปิดที่อุบลฯ ก็เข้าใจในลักษณะที่เขาสื่อตามประสาที่มีความรู้รัฐศาสตร์ตามแบบพค. แล้วเขาก็เป็นตามที่เขาเป็น ซึ่งเราก็เปิดเผยว่าเราโน้มเน้นไปทางเหลืองไม่ได้ปิดบัง แต่เวลา ความเป็นปชต.ในวันที่ 5 เป็น ที่พค.ใช้ภาษาว่าคือวันพิพากษา คือวันตัดสิน คือ ปชต.คือการแสดงมวล แล้ววันนั้น ก็มีการแสดงมวลว่านี่คือปชต.ฝ่ายเหลือง ก็ต้องยอมรับว่า เป็นปรากฏการณ์ที่แท้จริงว่า มีมวลมากกว่าแดง ซึ่งของแดงเขามาหมื่นก็บอกว่ามาแสน วันที่ 5 ธันวา ก็ดูเอาเองว่ามีมากเท่าไหร่ เฉพาะแต่ในถนนราชดำเนินตั้งแต่พระบรมรูป ยาวไปตามถนนราชดำเนินสุดลูกหูลูกตา ตลอดสายทางเดินทางไปศิริราชสองข้างทางเดิน ที่จะทรงดำเนินมา คนก็ไปดัก ไปกันจนไม่มีที่ จะต้องไปเฝ้าพระองค์ แล้วตกหล่นอยู่ที่นั่นที่นี่อีกล้วนแล้วแต่เสื้อเหลือง คนเหล่านี้มีใครจ้างไหม มีคนจัดการไหม เป็นข้อชี้บ่งยืนยันว่า ไม่ต้องไปใช้ปัญญาลึกซึ้งอะไร ถ้าจะวัดกันที่คะแนนเสียงมวลปชช. คือเหลืองชนะแล้ว คุณจะอ้างว่าคะแนนเลือกตั้งมันคนละบริบท เลือกตั้งคืออีกหนึ่งบริบท นี่ก็อีกบริบท ฝ่ายแดงก็พยายามชุมนุมกันมากมาย แม้แต่ในวันที่เขาไปชุมนุมกันเต็มที่เดือนเมษาฯที่ราชประสงค์ ก็ไม่ได้ถึงอย่างนี้ไม่ ก็ไม่ได้มีมากมายขนาดนี้ พค.อธิบายตามความเป็นจริง ชี้ให้เห็นว่าเป็นความจริง

ถ้ามาลงรายละเอียด ว่าลักษณะปชต.ต่างคนต่างยืนยันปชต. ทางโน้นก็ตู่ว่าเป็นอำมาตยาธิปไตย ทางเราก็ว่าทางโน้นเผด็จการเพื่อคนๆเดียว มีตัวแทน มีนอมินี แต่เขาก็พยายามใช้ภาษานี้เหมือนกัน บอกว่าเราก็เพื่อคนๆเดียว แต่ก็พูดไม่เต็มปาก เขาก็พยายามลบหลู่คนๆเดียวของฝ่ายนี้ ด้วยนัยอันซับซ้อน คือจับส้นได้ว่าพยายาม ลดความเชื่อถือตลอดเวลา ทางโน้นก็เพื่อคนๆเดียว จริงแล้วในความเป็นจริงของดลก จะมีคนคนเดียวที่เป็นหัวหน้าใหญ่ไหม?ในการบริการปกครอง มันมีอยู่ตลอดเวลา จริงโดยปริยายโดยความเข้าใจโดยทั่วไปก็เอาหมู่บริหาร แต่จริงๆแล้วในการปฏิบัติประพฤติ ทางฝ่ายแดงในความเป็นหมู่ แม้แต่นายกฯ ที่มีตำแหน่งเป็นทางการ มีอำนาจจริงไหมแค่นายกฯนะไม่เอารมต. รมต.ต้องเทียวไล้เที่ยวขื่อหานายกฯแฝง ผู้ไม่มีร่องรอย หรือผู้มีบารมีนอกรธน. ของฝ่ายแดงคือผู้มีบารมีนอกรธน.แท้ๆ แต่ทางนี้อย่างน้อยก็มีรธน.รับรอง เพราะในหลวงเป็นประมุขของปชช. แต่อันนั้นสิไม่มีรธน.รับรอง แต่อันนั้นสิอย่าโจ่งแจ้งเลยว่าไม่มีรธน.รับรอง ขออภัยที่พูดไม่ได้ชิงชัง แต่เขาไม่อยู่ในร่องในรอยของสัจธรรม หรือตามระบอบที่ควรจะเป็น พค.เปิดโรงเรียนปชต.แบบโลกุตระ ก็พยายามอธิลายไปตามเวลาวาระ ไม่ได้ตั้งเป็นกิจลักษณะแบบแดงเขาทำ ก็ทำตามประสา

ในความเป็นปชต.สองแบบ เอาของจริงมาศึกษา ขอสรุปไว้ก่อนในช่วนี้ว่า แบบที่ฝ่ายแดงทำอย่างเห็นว่าแบ่งแยก ซึ่งพค.ไม่ได้ทำความแตกแยก ในปทท.มันมีความแตกแยกนี้อยู่แล้ว ให้ยอมรับความจริงว่ามีสองฝ่ายในสถานะของปทท. พฤติกรรมของฝ่ายแดงใช้คำว่า force หรือจะเรียกว่าอิธิพล  ส่วนทางด้านฝ่ายเหลือง พค.ใช้คำว่า Authority หรือคำว่าบารมี การฟอซ มีการกดดัน ครอบงำ ยัดเยียดกดดัน ไม่ต้องพูดถึงเล่ห์โกง  ที่มีสารพัด ประมุขฝ่ายเหลืองนี่จ่ายเงินไหม?ซื้อไหม? ประมุขฝ่ายแดงซื้อนี่ซื้อไหม?และจ่ายเงินไหม? มีรายละเอียดชัดเจนมากมาย ก็อธิบายไปเรื่อยๆก็แล้วกัน ทางด้านฝ่ายเหลืองในวันที่ 5 ธันวา 55 อยากจะให้ดูพระราชดำรัสในวันที่ 5 ก็ท่านตรัสว่าอย่างนี้

พระราชดำรัสของในหลวงในวันที่ 5 ธันวาคม 2555.......


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส ในพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร ความว่า

"คำอวยพรและคำปฏิญาณสัญญา ที่ทุกท่านได้กล่าวนั้น เป็นที่ประทับใจมาก ขอขอบพระทัยและขอบใจท่านทั้งหลาย ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคน ที่พรั่งพร้อมกันมาด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิต

ความปรารถนาดีและความพร้อมเพรียงกันของทุกท่าน อย่างที่ได้เห็นในวันนี้ ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจ มีกำลังใจมากขึ้น ด้วยมีความเชื่อเสมอมาว่า ความเมตตาปรารถนาดีต่อกันนี้ เป็นปัจจัยอย่างสำคัญ ที่จะยังความพร้อมเพรียงให้เกิดมีขึ้น ทั้งในหมู่คณะ และในชาติบ้านเมือง และถ้าคนไทยเรายังมีคุณธรรมข้อนี้ประจำอยู่ในจิตใจ ก็มีความหวังได้ว่า บ้านเมืองไทย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ๆ ก็จะอยู่รอดปลอดภัย และดำรงมั่นคงต่อไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างแน่นอน"

"ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่าน และชาติไทย ให้มีแต่ความผาสุก ร่มเย็นยั่งยืนไป"

10/12/2555 18:26:35 นี่เป็นพระราชดำรัสของในหลวงซึ่งสรุปผลได้ว่าท่านทรงชี้ให้เห็นชัดว่าปท.จะไปรอดได้คือคนไทยต้องมีคุณธรรม จะเกิดความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน จะเกิดจริงไม่ได้ด้วยการซื้อตัวจัดตั้ง หรือกดดันด้วย force แต่จะเกิดความสามัคคีได้ด้วยคุณธรรม ที่พค.พูดว่าวันที่ 5 ธันวาฯเป็นวันพิพากษานั้น ตัดสินชัดเจนว่าปทท.ตอนนี้ยังมีปชต.ที่ปชช.มาแสดงมวลแสดงเสียงออกมายืนยันชัดเจน เป็นตัวบุคคลจริงเกิดจากจิตวิญญาณจริงของบุคคล มีเหตุการณ์อื่นๆในวันนั้น ประกอบการตัดสินเป็นต้นว่า เมื่อนายกฯอ่านคำถวายพระพร ปชช.ที่มาในงานร่วมกันโห่ไปทั้งหมดไม่ยอมรับคำถวายพระพรนั้น กลบด้วยเสียงทรงพระเจริญ ก็เป็นที่ทราบว่านายกนี่อยู่แดงหรือเหลือง นี่คือองค์ประกอบส่วนหนึ่งในการพิพากษาตัดสิน แม้แต่ประธานสภาฯ ซึ่งประธานสภาแสดง ออกผู้มีปัญญารู้ก็พอตัดสินได้ ให้คำตอบตัวเองได้ว่า ประธานสภาเอียงไปข้างเหลืองหรือแดง ทีนี้ในวันนั้นซึ่งปชช.ก็แสดงออกชัดอีกประธานสภาฯกล่าวคำถวายพระพร ก็โดนโห่อีก ปชช.ก็ทีเสียงทรงพระเจริญๆกลบอีก เป็นการชี้บ่ง ว่าเป็นเสียงปชช.ที่แท้จริง เป็นคำพิพากษาที่แท้จริง และปชช.ที่มามากมายมหาศาลเป็นประวัติการณ์นี้ เป็นปชช.ที่เขาใช้จิตวิญญาณของเขา มีความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ แล้วเขาต้องรู้ว่าฝ่ายเหลืองหรือฝ่ายที่มีพระมาหากษัตริย์เป็นประมุข กับฝ่ายแดงที่มีผู้มีบารมีนอกรธน.เป็นประมุข เอาแค่ในบัญญัติในรธน. เขาก็ตู่แล้วว่าเป็นผู้รับใช้ผู้นอกรธน. เขาตู่ว่าฝ่ายเหลืองคือผู้ที่รับใช้อำมาตย์ หรือกำกวมอยู่ว่าผู้ที่มีบารมีนอกรธน. แล้วจริงๆคำว่าผู้มีบารมีนอกรธน.ตัวจริงคือใคร? ถ้าจะบอกที่เขากำกวมคลายๆว่าคือในหลวง นี่นอกรธน.หรือ ส่วนคนจริงๆฝ่ายแดงนั้นคนนอกหรือในรธน. เขาว่าใคร? ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองใช่ไหม? นี่คือความสับสนทางปัญญา แล้วก็เอาปัญญาสับสนมาครอบงำปชช.  แล้วปชช.ได้รับความครอบงำ เชื่อว่านี่คือปชต.ที่ไปหลงตามอำมาตย์  ทั้งๆที่พูดไปแล้วพิสูจน์ไปแล้วว่า คนที่มีบารมีนอกรธน.คือฝ่ายแดงต่างหาก แล้วเขาก็กลับคำซะ มาครอบงำทางความคิด คนที่เห็นตามถูกครอบงำทางความคิด หลงเชื่อตามฉลาดหรือโง่? พค.ไม่ตัดสิน ก็ถูกครอบงำทางความคิดไปแล้วก็หลงเชื่อมาจนทุกวันนี้

10/12/2555 18:33:46 จริงๆที่กล่าวตู่ฝ่ายเหลืองเป็นฝ่ายอำมาตยาธิปไตยหรือเป็นฝ่ายรับใช้ผู้มีบารมีนอกรธน.จริงแล้วมันเป็นเท็จ แล้วตัวจริงที่เป็นผู้มีบารมีนอกรธน.คือใครกันแน่ ในเหตุการณ์ที่กำลังแย่งชิงคำว่าปชต.เราต้องมาพูดกันว่าแล้วคำว่าปชต.ที่ดีงามที่แท้จริงที่ควรจะเป็นนั้นเป็นอย่างไร?

10/12/2555 18:34:44 เริ่มต้นพค.บอกว่าเมืองไทยมีความรู้ทางปชต.หรือการเมือง ดีขึ้น โดยองค์รวมเจริญขึ้นปชช.เข้าใจมาก ในวันพิพากษา ปชช.จึงมากันมากขึ้น มาแสดงคะแนนเสียงเพื่อแสดงมวลออกมาชุมนุม เป็นการแสดงเสียงอย่างสดๆ ไม่ใช่คะแนนแห้ง เป็นปชต.สดไม่ใช่ปชตแห้ง เป็นปชต.ระดับหนึ่ง ออกมาแสดงคะแนนเสียงด้วยตัวบุคคล นับหัวกันเลย1 คน  1เสียง ร้อยคนร้อยเสียง ล้านคนล้านเสียง

ในการบริหารปชต.ของไทยเป็นปชต.สองขา ถามจริงๆเถอะในหลวงท่านทรงงานนี่เป็นปชต.ไหม? เป็นการเมืองไหม? การเมืองคืออะไรซึ่งพค.ก็พูดๆ คือการทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง หรือจะเป็นการเมืองเผด็จการ จะเป็นสังคมนิยมก็ตาม หรือคอมมิวนิสต์ก็ตาม หรือปชต.ก็ตาม ถ้าเขาทำงานเพื่อปชช.เป็นอยู่สุข ไม่เอาเปรียบรีดนาทาเร้น ให้อยู่อย่างสามัคคีมีเมตตา ดังที่ในหลวงท่านตรัสและทรงยืนยันทำมาตลอด 60 ปี ทรงมาตลอดเวลา เป็นการยืนยันความเป็นปชต.หรือพระองค์ทำงานการเมืองไหม?  ในรธน.ชี้บ่งว่า บอกว่าท่านมีรัฐาธิปัตย์ในมาตรา2 หรือในรธน.มาตราอื่นๆ ก็พอรู้ว่ามันมีอยู่ด้วย ด้วยมีพระจริยวัตรในการบริหารปกครองท่านทรงมีอำนาจตั้งไม่รู้กี่อำนาจ อำนาจตามหน้าที่อยู่ในรธน.ระบุไว้ ท่านไม่เคยผิดหลักเกณฑ์กม.อะไร ท่านระมัดระวังที่สุด ซึ่งต่างจากอีกฝ่ายที่ละเมิดกันอย่างโจ้งๆ อย่างกดขี่ น่าเกลียด อย่างกร้านกาจ อย่างแรดหรู ละเมิดกันอย่างนั้นเลย อย่างเห็นๆ น่าเกลียดน่าชัง ขออภัยไม่ได้ไปลงโทษ หรือโกรธเกลียดไม่ใช่พูดแก้ตัว แต่ต้องใช้สำนวนโวหาร อธิบายสัจธรรม เป็นการขยายความสภาวธรรม แม้จะใช้คำที่หนักๆ พยายามประดิษฐ์ใช้คำไม่ให้แรงเช่นกร้านกาจ แรดหรู เป็นคำจัดสรร ไม่ได้เจตนาให้มันหยาบคาย

10/12/2555 18:39:49 ในประเด็นว่าอย่างเอาการเมืองไปใส่ในหลวง พค.ขอแก้ว่าคนพูดคนนั้นไม่ได้เข้าใจปชต.ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเลย ถ้าไม่ให้ยุ่งเกี่ยวต้องตัดคำว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ออกสิ คุณกล่าวหรือบัญญัติอย่างนั้นทำไม หรือในรธน.มาตรา 3 ทรงใช้อำนาจแทนปวงชนเป็นต้น ท่านก็ต้องทรงงานแทนปชช. ในปชต. ในรธน.ชี้บ่งชัดเจนแม้จะผ่านสามสถาบันก็ตาม ท่านก็คือผู้ต้องทำงานการเมืองทำงานปชต.นั้นอยู่ ท่านก็ทรงอย่างตำหนิไม่ได้เลย ไม่มีบกพร่อง ยอมด้วย ขอใช้คำนี้ ยอมอย่างไม่น่าจะต้องลงพระปรมาภิไธยไทยเลยในหลายๆเรื่อง แต่ท่านก็ทรงยอม ประนีประนอมมาตลอด จึงเห็นพระทัยท่านอย่างมากเลย ท่านทรงอดออม ท่านทรงขันติ ท่านทรงยอม ไม่แข็งขืน แข็งกระด้าง หาพระมหากษัตริย์อย่างนี้ได้ที่ไหน ซึ่งพค.ก็มั่นใจว่าท่านทรงรู้เห็น ด้วยปัญญา แต่ท่านก็ทรงประนีประนอม แต่แทนที่จะสำนึก เขากลับหยิ่งผยอง ละเมิดอะไรต่อมิอะไรอีก หยาบคายร้ายแรงเพิ่มขึ้น แล้วออกไปทั่วสื่อสารออกไปทั่ว เช่นทางเน็ตทางเว็บไซด์ ลบหลู่ดูถูกก็รู้กันเกลื่อนอยู่เต็มไปหมดเลย แล้วจนท.บ้านเมืองอยู่ในอำนาจใคร ทำไมไม่ทำงาน ถ้าจะเอากันจริงๆจังๆมาตรา 157 นี่จะผิดกันมากไหม จนท.ต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น พระองค์ก็ทรงสงบอยู่อย่างนั้น เห็นพระทัยท่านไหม? ในความเป็นจริงของสังคมทุกวันนี้

10/12/2555 18:43:47นี่เป็นรายละเอียดที่พยายามเอาสิ่งที่เกิดจริงเป็นจริง ชี้ให้เห็นว่าการเมืองคืออะไร ปชต.คืออะไร การเมืองในภาคที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นสถานภาพอันดำเนินในปทท.ปัจจุบันี้ แต่ผู้ที่จะมาเปลี่ยนแปลงจากปชตงสองขาไปเป็นปชต.ขาเดียวหรือจะเปลี่ยนประมุขใหม่ก็ไม่รู้แหละ พค.ไม่รู้ใจของเขา แต่มีพฤติกรรมที่พอรู้ได้ แต่ก็ไม่ชัดนัก เขาก็แก้ตัวไป อย่างเมื่อวานก็ออกมาแก้ตัว ออกทางสาธารณชน เป็นพฤติกรรมที่เขาแสดงอยู่ตลอดเวลา ออกมาจริงเท็จก็ไม่รู้ แต่ก็ต้องให้เกียรติแก่จำเลย เพราะยังไม่มีการรู้ของจริง ไปพิพากษาไม่ได้

10/12/2555 18:45:50 เราก็ต้องเข้าใจว่า ในบริบทของปทท. ที่มีปชต.อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี่ พระมหากษัตริย์คือใคร? พระมหากษัตริย์คือประมุข คือผู้บริหารประเทศ ผู้มีอำนาจที่จะลงพระปรมาภิไธยในเรื่องใหญ่ๆของประเทศใช่ไหม? เป็นจอมทัพใช่ไหม? แต่ก็ทรงประพฤติอย่างไม่ พยายามจะใช้อำนาจอย่างที่พระองค์มี แม้เป็นจอมทัพก็ไม่ใช้อำนาจอย่าง force ท่านพยายามสร้างคุณงามความดี สร้างคุณธรรม

ในพรรษาที่ 66 ท่านครองราชย์มา เท่าที่พค.มีอายุมาจนประมาณนี้ พค.เกิดหลังความเป็นปชต.มาเล็กน้อย พค.เกิดปี 2577 ก็เห็นมาไม่ต่ำกว่า 70 ปี ในหลวงท่านทรงครองราชย์มาแต่ปี 2489 เป็นเวลากว่า 66 ปี พระองค์ทรงงานบริหารทรงงานปกครองที่จะเป็นประมุขของประเทศมาตลอดพระชนม์ พฤติกรรมหรือพระจริยาวัตรชัดเจนว่าพระองค์ทรงธรรม ทรงประพฤติด้วยคุณธรรม ถ้าปชช.มีคุณธรรม ที่มีความพร้อมเพียงอย่างที่แสดงออกในวันที่ 5 เป็นสามัคคีที่มาด้วยใจบริสุทธิ์ ถ้าคนไทยเรามีความเข้าใจปชต.แบบนี้ไปได้เรื่อยๆ เป็นอันหวังได้

ขณะนี้ในปทท.ความเป็นปชตนี่ปชช.ซับซาบว่าปชต.ต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่ปชต.ที่มีการกดขี่ข่มเหงครองงำแบบ force อย่างที่อีกฝ่ายหนึ่งแสดงออก เปรียบเทียบกันเลย อย่างที่อีกฝ่ายหนึ่งมีความหลอกลวงเล่ห์เหลี่ยมกลับกลอก แม้แต่โกงกิน จะเห็นชัดเจนว่า ปชต.แบบคุณธรรม ปชช.เข้าใจ อย่างที่เห็นในวันที่ 5 ธันวาฯ 55 ปชช.เป็นวันพิพากษาออกมาแสดงความจริงด้วยปัญญา เห็นเองเสียสละเอง เขาเต็มใจมาชุมนุมแสดงมวล นี่คือการยืนยันที่พค.ได้นิยามว่า ปชต.คืออะไร นี่คือการdemonstrate ของ ปชต.มาให้คะแนนยืนยัน แบบมีคุณธรรม แบบauthority ไม่เอาแบบอธรรม ไม่เอาแบบForce หรือแบบอิทธิพล ไม่เอา จะใช้คำว่าบารมีไปแทนมันก็ยังสับสนกับคำว่าผู้มีบารมีนอกหรือในรธน.

สรุป ปชช.เขาเอาปชต.ที่มีคุณธรรม ขอถามอีกทีว่า แล้วโลกทั้งโลกจะเอาปชต.แบบไหน จะเอาปชต.ที่มีคุณธรรมหรือไม่มีคุณธรรม หลับตาตอบปิดสมองตอบก็ได้ เขาก็ต้องเอาปชต.แบบมีคุณธรรม หรือว่า ปชต.ที่ให้อิสระเต็มที่กับแบบที่ไม่ให้อิสระเสรีภาพเต็มที่ สรุปสว่าจะเอาปชต.แบบ Force หรือจะเอาปชต.แบบ Authority แสดงว่าคนไทยมีความรู้ในความเป็นปชต.เพิ่มขึ้น อีกฝ่ายจะตั้งโรงเรียนครอบงำความคิดปชช.ดูซิว่าปชช.จะตกอยู่ในอำนาจครอบงำหรือไม่ พค.ไม่กล้าท้าทายหรอก ขอยืนยันว่าพค.จะช่วยปชต.ที่มีคุณธรรม ใครจะร่วมช่วยปชต.ที่มีคุณธรรมยกมือขึ้น (ยกมือ)

10/12/2555 18:55:22 สรุปว่าโดยรวมการเมืองของไทยเจริญขึ้นปชช.ไปอย่างอดทน ให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดควมรุนแรง ต้องใช้เวลา ส่วนอีกฝ่ายต้องการเผด็จศึก ต้องรวบรัดเสมอ แล้วก็รุกคืบไปเรื่อยๆจนมีอำนาจเผด็จการทางสภา รวบได้ทั้งอำนาจครม.และนิติบัญญัติตามที่ปชช.เห็น แล้วเขาก็ไม่เอา เพราะเขาเห็นว่าไม่เป็นปชต. จึงมาพิพากษาในวันที่ 5 ว่าการบริหารของนายกและรบ.เขาไม่เอา ทางศาลเขาก็ยังยกให้ ส่วนทางทหารเขาจะร่วมกับทางทหาร ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของปชช.แท้ๆ แต่ก็เอาด้วย นี่คือปรากฏการณ์ในปทท.

10/12/2555 18:57:35 มาขยายความคำว่าคุณธรรม ปชต.ที่มีคุณธรรมคืออะไร ปชต.ที่แบบ Force ที่ตอแหล หลอกลวงอย่างนั้นไม่ใช่คุณธรรมเราไม่เอาแน่ อย่างนั้นเราไม่พูดถึง ก็ทิ้งไว้ ถ้าใครจะประพฤติก็ประพฤติ ถ้าทางนั้นจะมาประพฤติคุณธรรมก็มาสิ เอาคำตรัสในหลวง ที่มีรมต.เกาหลีมาเข้าเฝ้ากระองค์ รมต.เกาหลีทูลถามท่านว่า ขอความกรุณาอธิบายการปกครองบริหารแบบปชต. จะบริหารแบบไหน กรุณบอกสอนด้วย ในหลวงก็ทรงตรัสว่าประเทศท่านก็เจริญดีอยู่แล้วอะไรอย่างนี้ เขาก็เซ้าซี้ให้ในหลวงตรัส สุดท้ายพระองค์จึงตรัสตอบว่าให้ เอาแบบคนจน เอาคำตรัสที่ได้บันทึกไว้ใน 4 ธันวาคม 2534  .....คำพ่อสอน
หมวด แบบคนจน

" ต้องแบบคนจน เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป คนที่ทำงานตามวิชาการจะต้องพึ่งตำรา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรก ก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบคนจน ใช้ความอะลุ่มอล่วยกันตำรานั้นไม่จบ เราจะก้าวหน้า “เรื่อยๆ”"
(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : 4 ธันวาคม 2534)

10/12/2555 19:02:32 มาขยายความพระราชดำรัสนี้อีก ขยายตั้งแต่คำว่า เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ อันนี้เป็นพระปัญญาธิคุณที่สุดยอด ที่จะต้องรู้ว่าในสังคมมนุษย์ไม่จำเป็นต้องอยู่ร่ำรวย มีพอสมควร อยู่อย่างพอประมาณก็อยู่ได้ ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างอโศก ทำตามคำสอนพพจ.มา ถ้าจะเปิดตำรา ต้องเปิดตำราคำสอนของพพจ. ถ้าจะเปิดตำราที่ไม่ใช้ตำราพพจ.หรือตำราสมัยใหม่ ซึ่งพพจ.ท่านตรัสไว้ว่า ในอนาคต จะมีกลองอานกะ ซึ่งในตอนแรกก็เป็นกลองเต็มใบ แต่พอนานไปกลองจะแตกจะลิ คนจะเอาเนื้ออื่นมาแทรกมาเติมมาแปะ จนไม่เป็นกลองอย่างเดิม ชื่อว่ากลองอานกะแต่เนื้อแท้ไม่ใช่กลองอานกะแล้ว เช่นเดียวกับคำสอนของพพจ. ในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปถูกแก้ เรียกว่าศาสนาพุทธแต่คำสอนถูกแก้ พพจ.ว่าเขาจะไปหลวงแต่คำสอนที่ให้เขาถูกใจ ซึ่งมีแต่โลกียะ หลงโลก คำสอนที่เป็นโลกุตระจะไม่เอา เป็นคำสอนสมัยใหม่เป็นคำสอนที่เป็นทุนนิยม เป็นโลกียะจัดจ้าน ตำราเดี๋ยวนี้เป็นตำราทุนนิยม ตำราเศรษฐกิจ maximize prifit ต้องรวยยอดเลย แข่งกันรวยทั้งนั้น แย่งกันรวยอย่างเดียว ตำราที่พิมพ์มาขายคือมีวิธีสร้างความรวย ซื้อกันแหลกเลย ถ้าจะทำตำรา ทำอย่างไรจะจน จะมีคนซื้อบ้างไหม มี แต่จะมีน้อยเพราะคนที่มีปัญญาจะมีน้อย พระราชดำรัสนี้ไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะเขาเข้าไม่ถึงคำตรัสนี้ พค.ขอยืนยันว่าเข้าถึงคำตรัสของในหลวง มีข้อมูลว่าหลังจากที่พระองค์ตรัสกับรมต.เกาหลีแล้วก็มาเรียบเรียงแล้วพูดในมหาสมาคมอีกในภายหลัง

10/12/2555 19:08:22 ในหลวงตรัสว่า เราไม่อยากจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก บอกถึงพระทัยเลยว่าไม่อยาก แต่ฝ่ายแดงเขาครอบงำปชช.อย่างพระสารีบุตรหลังจากที่จะไปพบพพจ.ก็ไปชวนอาจารย์ คือสัญไชยเวลันทบุตร แต่ก็ปฏิเสธ แล้วบอกถามพระสารีบุตรว่า คนในโลกนี้มีคนโง่มากหรือคนฉลาดมาก พระสารีบุตรตอบว่ามีคนโง่มาก อาจารย์สัญชัย ก็บอกว่าเราเลือกอยู่กับคนโง่หมู่มาก

ส.เดินดินว่า อยากเป็นปราชญ์ในหมู่เปรต

พค.บอกว่าเหมือนปชช.ที่ถูกหลอกว่า จะให้รวยกันทุกคนภายในหกปี แล้วจริงๆใครรวย ปชช.หรือตระกูลนั้นรวย ขออภัยที่พูดแรงผ่า นี่เป็นความจริงไม่ได้พูดให้สะใจ แต่พูดให้ถึงใจคนที่เป็นคนฉลาดแกมโกง จะหาพวกจะให้รวยๆ เขาทำไม่ได้หรอกแต่คนก็เชื่อ ก็ได้พวก แต่ก็พิพากษากันในวันที่ 5 ปรากฏว่าคนยังเอาแบบคนจนอยู่นะ อย่างที่ในหลวงตรัสมันต่างจากที่พวกแดงเขาพูดนะ เขาจะให้มารวย ในหลวงจะให้มาจน

10/12/2555 19:13:46 เราไม่อยากเป็นปท.ก้าวหน้าอย่างมาก คือเป็นมหาอำนาจที่คนจะสยบด้วยอำนาจ Force ไม่ใช่อำนาจคุณธรรมแท้จริงที่เสียสละอย่างซื่อสัตย์สะอาด ชาวอโศกยืนยันประพฤติอย่างนี้อยู่ เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมา ก็จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว ท่านต้องตรัสอย่างมีภูมิปัญญา ไม่ใช่ตรัสเฉพาะส่วนด้วย ตรัสออกไปทั่วโลก มันก็ไปกระทบบอกความจริงไปทั่วโลก ว่าประเทศที่ก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว ท่านยืนยันว่าเขาถอยหลัง ในประเทศอุตสาหกรรมเขาก็ขายสินค้าแบบทุนนิยมค้าแบบขูดรีดเขาก็รวย ถ้าอุตสาหกรรมนั้นเทียบกับกสิกรรม ที่ในหลวงพาทำอยู่มาก เน้นกสิกรรม มีอุตสาหกรรมประดิษฐ์บ้างไม่มาก แต่ถ้ากสิกรรมจะค้าแบบอุตสาหกรรมจะค้าแบบแพงๆ จริงๆข้าวนี่จำเป็นกว่าเครื่องมือทางวิศวกรรม ซึ่งสำคัญน้อยกว่าผลผลิตกสิกรรม ยกตัวอย่างอาวุธฆ่ามนุษย์มันทำกำไรเท่าไหร่ ตีราคาเท่าไหร่ แต่ถ้ากสิกรรมจะตีราคาสูงๆ อย่างอาวุธบ้าง เอากำไรอย่างอาวุธบ้าง โลกจะฉิบหายไหม เพราะคนจนหรือรวยต้องกิน เขาจะเอาอาวุธไปทำไม หรือแม้แต่เครื่องใช้อุปโภค ความสำคัญก็น้อยกว่าบริโภค พพจ.จึงตรัสว่า อาหารเป็นหนึ่งในโลก ข้าวไม่ใช่สินค้าแต่เป็นอาหารที่ต้องแบ่งปันกันกิน จะมาทำข้าวให้ราคาแพงไม่ส่งเสริม ชาวนาชาวสวนนี่แหละคนมีบุญ แต่คนที่ทำอุตสาหกรรมที่จริงคือคนบาป และตีราคาให้สูงกว่ากสิกรรมไม่ถูก เพราะฉะนั้นการตีราคาอุตสาหกรรมให้มากให้เจริญจึงเป็นการถอยหลัง แต่อันนั้นเหนือกว่าจำเป็นกว่าแต่ขายราคาถูกกว่า นี่คือแบบคนจน แบบนั้นจึงเป็นการถอยหลัง ถอยหลังอย่างน่ากลัว

10/12/2555 19:21:44 ตัวอย่างประเทศที่เป็นมหาอำนาจ เทคโนโลยีเก่งๆ เราก็อาศัยอยู่บ้าง แต่ว่าแนวคิดเชิงคิดคุณธรรมมันไม่ใช่เอาเปรียบไม่ใช่คุณธรรมการช่วยคนอื่นให้มากเป็นคุณธรรม จริงๆพวกอุตสาหกรรม ควรราคาถูก บริโภคควรอยู่สูงกว่าอุปโภค อย่างนี้เป็นต้น

10/12/2555 19:23:05 แต่ถ้าเริ่มมีการบริหาร ที่ท่านทรงประพฤติ ท่านก็บอกแก่ผู้บริหารอื่นๆ ถ้าบริหารแบบคนจน คณะรมต.ขณะนี้เป็นแดง และบริหารแบบคนรวย เขาสอนให้คนจนไม่ได้หรอก เขาจะให้คนมาพัฒนาแบบคนจนไม่ได้หรอก แต่ในหลวงท่านก็เอาแบบคนจน ท่านก็เป็นผู้บริหารใช่ไหม แต่ทำไมนักบริหารไม่เอาไปศึกษาไปทำแบบในหลวง ไม่หูกระดิกเลย

ส.เดินดินแทรกว่า...วัดที่สอนให้คนมารวย คนถูกปอกลอกกันจนหมดตัว เร็วๆนี้ยายที่ป่วยอยู่ถูกหลอกว่าถ้าทำบุญจะหายป่วย น้องสาวเอาเงินไปทำบุญหมดไปหลายแสน เมื่อยายกลับบ้านมาแทบจะเป็นลม

10/12/2555 19:25:52 พค.ว่าพฤติกรรมมันส่อความจริง เรามีความเข้าใจอย่างนี้ก็ทำเช่นนี้ เขาเข้าใจเช่นนั้นก็ทำเช่นนั้น

10/12/2555 19:26:25 ที่ในหลวงบอกว่า แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี้แหละ คือเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป คนที่ทำงานตามวิชาการจะต้องพึ่งตำรา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้น เขาบอก "อนาคตยังมี" แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร ก็ต้องปิดเล่มคือปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้อง เปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรก ก็เริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง

10/12/2555 19:28:43 เพราะพค.ไม่ได้ไปเรียนตำราเหล่านั้นมันต้องเกิดมาเป็นเช่นนี้คือมาเป็นคนจน เลยไม่ต้องปิดตำรา เพราะไม่ได้เรียนมาแต่ต้น

วิชาการในตำราในโลกล้วนแล้วแต่พาให้รวย แต่ในหลวงท่านพาให้มาจน อย่าไปเอากำไรอย่างที่โลกเขาทำ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ตรัสตรงๆ แต่คนเข้าใจยากเพราะกิเลสมันมาก พพจ.สอนให้ทำอย่างมีลำดับ อย่างที่พค.พาทำ ใครจะมาก็ค่อยๆมาค่อยๆเป็นไป ก็มั่นใจว่าจะเป็นทางรอดทางออกที่ชัดเจนที่สุดเป็นสุขจริง แล้วจะช่วยโลก เป็นคนจนมหัศจรรย์ ไม่จนเพราะเห่อตามสังคมสุรุ่ยสุร่าย ขี้่เกียจ

ในหลวงตรัสว่าอย่าไปทำตามตำราเขา คนที่จะมีปัญญาอย่างนี้ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญปางเตมีย์ใบ้และปางพระมหาชนก ซักวันจะเจอนางเมขลา ซึ่งก็คือปชช.นั่นเอง จะต้องมีราชประชาสมาสัย ราชและประชาพึ่งพาอาศัยรวมกัน

10/12/2555 19:33:56 ในวันที่ 5 ธันวาฯ 55 เป็นปรากฏการณ์ราชประชาสมาสัย ปชช.จะร่วมกันพระมหากษัตริย์ ท่านก็ทรงร่วมกับปชช.ด้วย ท่านจึงตรัสว่าท่านรู้สึกประทับใจปลาบปลื้มใจที่มีปชช.มาอย่างนี้ ท่านขอบพระทัยผู้ที่ช่วยทั้งพระบรมวงศานุวงศ์และปชช. ทำให้ข้าพเจ้าปลื้มใจและ............ความพร้อมเพรียงสามัคคีจะเกิดเพราะมีความปรารถนาดีต่อกัน

10/12/2555 19:35:51 พค.พูดต่อว่า พค.ที่พูดตอกย้ำนั้นพูดด้วยความปรารถนา พูดว่าลูกที่สอนไม่ฟัง พูดย้ำปากเปียกปากแฉะ เป็นความปรารถนาดีอย่างพ่อแม่ ไม่ใช่พูดเพราะอยากจะโขกสับ เป็นการทำด้วยความปรารถนาดีอย่างที่ในหลวงตรัส

10/12/2555 19:37:48 สรุปแล้วจะเป็นความพากเพียร เป็นความพยายามที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรงเป็นคุณธรรมทั้งสิ้น พาพวกเราทำไปเสียสละ ไปขายของถูก ไปแจก ไปรับใช้สังคม ทั้งที่เราจน อย่างที่ในหลวงตรัส ให้ผู้ตรวจเงินแผ่นดินมาตรวจเลย เฉลี่ยเงินที่มีในอโศกทุกแห่ง มาเฉลี่ยแบ่งทุกคนจะมีเท่าไหร่ ทุกคนมีสมรรถภาพทำงานถ้าคิดราคาแรงงานตามโลก พวกเราจะมีรายได้วันละเท่าไหร่ พวกเรามาอยู่นี่ไม่ได้มีเงินเดือน ทำงานก็ถัวเฉลี่ยก็พอกินพอใช้มีเหลือแบ่งสู่สังคม ทำตามพพจ.สั่งสอน มั่นใจว่าเป็นจริง เกิดมรรคผลที่พวกเราได้เปลี่ยนแปลงชีวิตจากแต่ก่อนก็เอาเปรียบเอารัดแต่ปัจจุบันมาทำงานหนักอย่างเต็มใจ

10/12/2555 19:41:01 วันนี้ไปที่ศีรษะอโศก ก็เปรยๆว่ามาช่วยทางนี้ได้ไหม ผู้ที่ทำเต็นท์ในงาน ก็ไม่ได้เงินได้ทอง ไปทำฟรี เขาทำด้วยจิตด้วยใจต้องเทิดทูนน้ำใจคนพวกนี้ ถ้าเป็นงานทางโลกตีราคาก็จะได้ไม่ใช่น้อยเลย เป็นความจริงที่ซับซ้อนที่คนไม่เข้าใจ ที่พูดไม่ได้อวดอ้างหรอก แต่พวกที่ขี้โกงก็อวดดันจัง อย่างพวกเราที่มาจนไม่เห็นมีใครมาสัมภาษณ์ไปโฆษณากันให้มาก มีแต่ไปสัมภาษณ์คนรวยออกไป ส.เดินดินแทรกว่าเพราะเขารู้ว่าออกไปแล้วขายไม่ได้ ขายไม่ออก

10/12/2555 19:43:44 พค.ก็ยังเห็นว่าวันหนึ่งข้างหน้าคนจะเข้าใจในสิ่งที่ควรเปิดเผยควรชี้ชวน อย่างดาราที่กระแด็กๆ ออกงานอีเว้นตีราคางานมากมาย เป็นล้านรวยเละเลย ก็เป็นตัวอย่างประโคมกันหาเงินได้ร่ำรวยกัน ทั้งโลกก็ทำเช่นนั้นอย่างเราก็มาทำกันอย่างอุตสาหวิริยะไม่เห็นมีใครมาชมชื่นก็ไม่เป็นอะไร เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง ซึ่งคนเข้าใจยาก

10/12/2555 19:45:39 ความเป็นปชต.ที่มีคุณธรรมคือ ปชต.ที่ทำเพื่อปชช.เสียสละเพื่อปชช.ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หากินบนความเป็นปชช.ไม่กวาดเอารายได้จากการอาศัยปชช.เป็นตัวอ้าง หรือมีวิธีการผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างนี้กำไรของเราคือขาดทุนของปชช. เขาก็ทำอย่างนี้พวกทุนนิยม แล้วหลอกว่าปชช.จะรวยปชช.จะได้แต่ผลประโยชน์ตกแก่นายทุน ซึ่งเป็นลัทธิที่เลวร้ายมากเลย ตอนนี้ประเทศที่รุ่งเรืองด้านทุนนิยมสูงสุดคือสหรัฐอเมริกา ตอนนี้กำลังจะผลัดเปลี่ยนเป็นจีนซึ่งจีนเขาเป็นคอมมิวนิสต์ซึ่งจะคลุมเครือว่าจะมารวยหรือจน แต่พุทธนี่ชัดเจนเลยว่ามาจน มาลดกิเลส จนเพราะพอจริงๆ คอมฯเขาไม่มีวิชชาจะสอนให้คนเขาก็กดข่มบังคับ ขูดรีดจากคนที่ได้มากมาเฉลี่ยกัน ก็ไปไม่รอด ทางจีนตอนนี้ก็ใช้ทุนนิยาประสาน ซึ่งพลเมืองเขามาก เขาก็ไม่ได้สอนให้มาลดละ ตอนนี้จีนก็แย่งชิงกันหนักขึ้น แล้วเขาก็จะแย่งได้ เพราะคนเขามากแล้วเขาฉลาดด้วย ไม่นานเขาก็จะเป็นมหาอำนาจอย่างที่ประเทศอื่นๆเป็น ลักษณะของโลกีย์คือสมบัติผลัดกันชม เขากำลังจะถอยหลังไม่ใช่ก้าวหน้า

10/12/2555 19:51:33 ถ้าเทียบจีนกับอินเดีย อินเดียเป็นคุณธรรมคือจิตวิญญาณที่ยอมยกให้พระเจ้าหรืออย่างปทท.ที่ยอมให้ในหลวงทั้งที่่่ท่านไม่ได้ครอบงำความคิดปชช.ให้รู้เองเห็นเอง ที่พระองค์และข้าราชบริพารประพฤติแม้รบ.บริหารไม่สอดคล้องกับพระองค์ ความเป็นปชต.ที่พระองค์พาทำ กับปชต.ที่รบ.หลายยุคพาทำไม่ได้สอดคล้องกัน จะบอกว่าแบบทหารก็มีในยุคของท่าน จะบอกว่าแบบปชช.ก็ไม่สอดคล้องกับพระองค์ คือจะเอาแบบคนรวยไม่เอาแบบคนจน เพราะฉะนั้นถ้าจะมาเอาแบบคนจน ต้องมีคุณธรรม เมื่อทำได้แล้วถาวรด้วยเพราะไม่ได้กดขี่แบบคอมมูน ซึ่งจะกดขี่ ส่วนปชต.นั้นให้อิสระ ซึ่งต้องสอนให้เสียสละเห็นแก่ตัวน้อยลง จนกระทั่งไม่เห็นแก่ตัวต้องให้เป็นจริงเมื่อจิตใจเป็นอย่างนั้นถาวร จะเกิดความสามัคคี เช่นชาวอโศก ไม่ได้บอกว่าทำแล้วจะได้อะไรแม้แต่สรรเสริญ ทำแล้วก็หายไป คุณธรรมของพพจ.ที่เป็นโลกุตระต้องอย่างนี้ถึงได้ พพจ.บอกว่าต่อไปคนจะไม่เอาแบบโลกุตระเข้าใจไม่ได้ โลกุตระคือจิตอยู่เหนือโลกีย์ แล้วก็ไม่ได้หนีโลก ต่างจากโลกันต์ที่หนีโลก โลกุตระคือต้องเหนือโลก แล้วต้องมีโลกะวิทูเรียนรู้โลกจึงจะช่วยโลก จะมีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ถ้าทำอย่างสัมมาทิฏฐิ

10/12/2555 19:57:44 ถ้าการศึกษาในปทท.เปลี่ยนเป็นศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา และผู้ทำเป็นโลกุตระ 7 ปียกไว้ ถ้าวงการศาสนาพุทธในไทยเป็นโลกุตรธรรม ปทท.จะไม่เป็นอย่างนี้ เพราะหลักฐานทางศาสนาก็ไม่เป็นโลกุตรธรรม ขออภัยที่เห็นต่างท่านจะยืนยันว่าท่านเป็นโลกุตระก็แล้วแต่ท่าน ไม่ได้ไปเอาชนะคะคาน ขอเป็นผู้แพ้แต่ไม่หยุด แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง

10/12/2555 19:59:59 ส.เดินดินสรุป...วันนี้เราก็คงจะแยกแยะได้ว่าปชต.ที่มีคุณธรรมกับปชต.ที่ไม่มีคุณธรรมคือ force กับ Authority คือใช้ธรรมเป็นอำนาจอย่างที่ในหลวงท่านตรัสว่าจะทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เป็นภาพที่คนไทยเกิดมาก็จะได้จดจำ แต่ปชต.ที่ไม่มีคุณธรรมก็ใช้ทุกวิถีทางเผด็จการเพื่อให้ได้อย่างที่ตนต้องการ ในไทยก็จะเห็นสภาพสองสภาพ ใช้ความฉลาดทั้งคู่ บางทีใช้คำเหมือนกัน เช่นวันนี้ที่พค.ว่าในสังคมไหนๆก็ต้องมีผู้นำเบอร์หนึ่ง ต้องมาดูว่าอย่างพค.เป็นผู้นำอโศกใช้การบริหารแบบไหน ใช้ force หรือ authority ตอนนี้สังคมก็มีฝ่ายแดงฝ่ายเหลือง ก็ใช้คำว่าผู้มีบารมีนอกรธน.เหมือนกัน วันนี้ฝ่ายแดงเขามีแรลลี่ว่าเป็นขี้ข้าทักษิณแล้วจะทำไป จุดจบความภาคภูมิใจของปชช.คือได้เป็นขี้ข้าทักษิณ อีกฝ่ายก็เหมือนกันก็ขอเป็นข้าพระบาทเช่นกัน คงต้องให้พ่อครูมาอธิบายกันต่อไป ...จบ

 


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 14:26:19 )

551219

รายละเอียด

551219_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.เดินดิน เรื่อง ดับอวิชชา ดับเหตุแห่งกองทุกข์ ตอนที่ 7 (สิ้นภพก็จบชาติ )

ส.เดินดินเปิดรายการ...ว่าด้วยเรื่องของวันสิ้นโลกว่าเรากำหนดอะไรไม่ได้ แต่ทำอย่างไรเราจะสิ้นโลกที่เวียนวายตายเกิดอยู่ในโลกแห่งอบายมุข ในกามคุณ ในโลกธรรม

ความกังวลเหล่านี้จะหมดไปถ้าเรามีความชัดเจนในชีวิต ถ้าเรามีพลัง 4 ก็จะพ้นจากภัยทั้ง 5 ได้ พ่อครูทั้งสอน ทั้งพาฝึกอยู่ตลอดเวลาด้วย ดังนั้นในแวดวงอโศกจึงไม่ค่อยไตื่นเต้นกับการสิ้นโลกซักเท่าไหร่ แต่เรามาให้ความสำคัญในการสิ้นชาติที่เกิดตายในจิตวิญญาณเราต่างหาก

19/12/2555 18:09:45 พ่อครูได้อธิบายเนื้อความในพระไตรปิฏกเล่ม 16 ต่ออีก ซึ่งได้เทศนามาได้หลายตอน เป็นเนื้อหาของปฏิจจสมุปบาท

19/12/2555 18:14:50 พ่อครูได้เน้นให้ความสำคัญในเรื่องของชาติ ให้เราปฏิบัติได้อย่างไม่เสียชาติเกิด มีเกณฑ์ขั้นต้นที่ศีล 5 อย่างน้อยแม้จิตยังไม่เกิดจำเพาะ(คือการเกิดทางจิตวิญญาณ) แม้ว่าจิตยังไม่เกิดแต่สามารถให้การกระทำภายนอก เช่นทางทวาร 5 มีความหลงในกามคุณไม่จัดจ้านเกิน ทั้งทางกาย วาจา ใจ สรุปว่าทั้งกายและวจีไม่ละเมิด ก็ยังถือว่าไม่ก่อบาปใหม่ ถ้ายังไปผิดศีล ก็ยังก่อบาป ทั้งๆที่เราเป็นเมืองพุทธแต่ไม่ตั้งใจปฏิบัติ ผู้ที่มีบุญเก่าไม่ละเมิดก็แล้วไป แต่ผู้ที่มีบุญเก่าอยู่แต่ไม่มีใครสอนต่อ ก็ตายไปเปล่า บางทีเพิ่มแต่บาป เป็นปุถุชน บาปหนาขึ้นเรื่อยๆ มันน่าเสียดายชาติที่เกิดมา แล้วไปหลงระเริงที่เขาหลอกให้บำเรอกิเลส ได้ผิดศีล และได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โกหกไปเพื่อให้ได้ลาภยศสรรเสริญ กาม อัตตา และยังใช้สติปัญญาไปแสวงหามาเสพติดเพิ่มขึ้นอีก ก็เลยยิ่งหนักซ้ำเติมเข้าไปอีก

19/12/2555 18:19:21 พ่อครูมีเจตนาดี มีความเมตตาเห็นใจที่คนวนเวียนในวัฏสงสาร ตกต่ำไปเรื่อยๆ ยิ่งเป็นกลียุคในยุคนี้ ยิ่งหลงหนักหนาสาหัส แต่ก็ไม่มีทางเลี่ยงที่พ่อครูต้องยิ่งชี้ชัดในบาป ชี้อย่างเร็ว อย่างแรง ผ่า มันก็ต้องไปกระทบ ไปถูกคนที่มีกิเลสเหล่านั้น แต่คนที่ฟังด้วยดี ย่อมได้รับปัญญา ก็เข้าใจ แล้วจะสำนึกแล้วรีบเปลี่ยนแปลงตัวเอง ขมีขมันศึกษาปฏิบัติ พ่อครูยิ่งพูดแรง เน้นหนัก บางคนดูว่าสภาพเช่นนี้ไม่ใช่พระอาริยะ แต่พ่อครูใช้ลีลาแรง เพราะยุคนี้คนกิเลสหนา แข็ง ซึ่งสอดคล้องกับยุคสมัย ซึ่งเป็นยุคจัดจ้าน

19/12/2555 18:22:55 ในยุคนี้บางคนที่มีกิเลส จะสร้างอัตตาตัวเองด้วยการทำภาพพจน์ให้ดูดี ดูน่าเลื่อมใส แต่อย่างนั้นพ่อครูเห็นว่าไม่มีฤทธิ์ในการชำแรกกิเลส ลอกกิเลสได้ ซึ่งพ่อครูทำงานมาก็ได้เป็นกอบเป็นกำ ได้ผลเป็นมวลแน่น เป็นมวลเอกภาพเป็นปึกแผ่น เป็นคนที่มีศีลสามัญตาทิฏฐิสามัญตา มีเมตตา กายวจีมโน ทั้งอาชีพ ก็มีเมตตา ไม่เอาเปรียบเอารัด เป็นอาชีพที่เอื้อเฟื้อเจือจานผู้อื่น เป็นพฤติที่เห็นได้ว่าเป็นพรหมวิหาร 4 ผู้ช่วยโลกช่วยมนุษยชาติ

19/12/2555 18:28:40 ภพทั้งสาม คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ

กามภพ เราต้องอ่านต้องรู้ว่ามันคืออะไรอย่างไร อาการกามคือความใคร่อยาก กามนี่เป็นคำรวม คำว่าโลภะ คือการรวมเอามาเป็นของตน

คำว่าราคะหรือกาม คือได้มาเสพรส

อาการอารมณ์รสนั้นอ่านยาก ในกามภพ คำว่ารส เป็นการเสพรส เมื่อมีการสัมผัส ถ้าไม่ได้สัมผัสมันไม่ได้รสจริง คุณปั้นสร้างเองได้เป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต มโนมยอัตตา ได้แต่มันไม่ง่าย และไม่มีเหตุปัจจัยจริงลมๆแล้งๆ ส่วนการสัมผัสจริงๆทางทวาร 5 แต่คุณเพี้ยนมีการปรุงแต่งจากความเป็นจริงของมัน ปรุงแต่งแล้วมีการชอบหรือชัง ก็เกิดรส คือรสชอบ รสไม่ชอบ คืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ ในรูปตามความเป็นจริงทุกคนก็เห็นเหมือนกัน แต่การปรุงแต่งของแต่ละคนไม่เท่าไม่เหมือนกัน มีทั้งที่ขนาดต่างกัน หรือไม่ชอบหรือชอบต่างกันก็ได้ รสนั้นเป็นของไม่เที่ยง แปรปรวนไป พอได้เสพสมใจได้สุขก็เป็นอาการของเทวดา ในพวกที่นั่งสมาธิก็ไปเสพอาการสงบเป็นการเสพรูปภพ อรูปภพ โดยไม่เข้าใจสภาวะจริงของภพ

19/12/2555 18:38:10 ผู้ที่ตั้งใจเรียน ว.บบบ. ข้อสอบจะอยู่ในนี้ไม่น้อย ซึ่งเป็นระดับสูง ระดับลึกไม่น้อย

19/12/2555 18:40:15 สุขที่สัมผัสปุ๊บ คือคุณมีสังขารธรรมด้วยอวิชชา ซึ่งเป็นอัตโนมัติของผู้อวิชชาทุกคน พอสังขารก็อยู่ในภพเลย ถ้าเป็นกามภพ คือเมื่อสัมผัสทางทวาร 5 ก็จะเกิดเวทนาทันทีโดยสามัญ เป็นสมมุติสัจจะ แต่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบว่ามีปรมัตถสัจจะ ที่เหนือกว่าสมมุติสัจจะ

19/12/2555 18:43:27 อารมณ์คือเวทนา มันไม่เที่ยง ความสุขมันปลอม มันไม่จริง พอสัมผัสแล้วมันเกิด พอไม่มีสัมผัสมันก็ขาดไป ที่บอกว่าสุขหรือทุกข์ก็ไม่มีแล้ว มันไม่มีตัวตนหรอก พอคุณสัมผัสปุ๊ปมันก็ปรุงแต่งด้วยอวิชชา มีอุปาทานเป็นตัวตั้ง พอทำงานก็เป็นตัณหา เมื่อมันตรงกับอุปาทาน ก็ไปเอามา ส่วนที่ไม่ตรงกับอุปาทาน มันก็จะทำลายเลย เอาออกไป ยกตัวอย่างที่เป็นข่าวว่าผัวซ้อมเมียเสียชีวิตเพราะทำอาหารไม่ถูกปาก เป็นต้น

19/12/2555 18:46:40 พ่อครูไอ...ส.เดินดินจึงสรุปต่อว่า คนไม่ค่อยตื่นเต้นกับวิญญาณที่เกิดอยู่ตลอดเวลาทางทวารของเรา แต่ไปตื่นเต้นกับวิญญาณที่คนเขาหลอกว่ามีอยู่นอกตัวเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งพ่อครูมาสาธยายต่อว่า...ทุกวันนี้มันเพี้ยนไปแล้ว จริงๆ วิญญาณจะเกิดต่อเมื่อมี ทวาร ตาหูจมูกลิ้นกาย และมี รูปเสียงกลิ่นรสและสัมผัสกาย มาเป็นองค์ประชุม เมื่อได้มาสัมผัสก็เป็นสุขหรือทุกข์ ถ้าไม่มีสัมผัส วิญญาณ ไม่เกิด ถ้ามีการกระทบแล้วคุณก็อ่านวิญญาณนี้ออกนั่นคือคุณมี นามรูปปริเฉทญาณ รู้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ

อ่านอาการเมื่อมีผัสสะ จับนิมิตให้ได้เมื่อมีผัสสะ แล้วมันจะเห็นความต่างเรียกว่าลิงค ความต่างนี้อย่างน้อยก็ต่างที่สุขหรือทุกข์ หรืออื่นๆ และจะเห็นได้ว่าความสุขนั้นมันเป็นเท็จ มันไม่เที่ยง

            19/12/2555 18:56:25 พระอรหันต์ก็สัมผัสเช่นเดียวกับปุถุชน เช่นฟักทองลูกนี้ที่ตรงหน้า ถ้าคนปุถุชนได้เห็นได้สัมผัส คุณก็เห็นว่าชื่นชอบ มีความสุขเมื่อได้สัมผัส ซึ่งจริงๆมันมีอยู่แป๊บเดียว แต่คุณก็ยิ่งไปจดจำ สัญญามันไว้ หรือจะบ้าปรุงแต่งไปให้ยิ่งกว่านี้อีก มันก็ยึดไปเรื่อยๆ บ้าไม่มีที่จบ ถ้าคุณเป็นอรหันต์ฝึกจนเห็นความจริงตามความเป็นจริง เห็นโทษภัยของการไปยึดไว้ว่ามันเป็นสุข เห็นเป็นเรื่องเหลวไหล ที่ต้องไปแย่งชิงเขาอีก แต่จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องไม่เที่ยง ความสุขมันอยู่แต่ในความทรงจำ สัญญา ไม่ใช่ สัจจะ

19/12/2555 18:59:53 ในพระไตรปิฎก ล. 16 ข้อ 14

[14] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ   นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ   รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูป ฯ

19/12/2555 19:03:17 ถ้าเป็นพระอาริยะตั้งแต่พระอนาคามีเป็นต้นไป เมื่อมีสัมผัสทางทวาร 5 ภายนอก ก็รู้ความจริงที่เป็นสมมุติตามที่คนรู้ แต่ไม่มีชาติ ไม่มีสุขหรือทุกข์ แต่ถ้าเป็นอนาคามีอาจมีเหลือระริกระรี้อยู่ภายใน ถ้าเป็นอรหันต์แล้วไม่มี กลางๆเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกว่านิโรธ คือดับชาติของเทวดาและสัตว์นรก เพราะรู้แล้วว่าเป็นเทวดาเก๊ ปฏิบัติแล้วอุปาทานตายแล้ว รู้จริงตามจริงด้วยปัญญา แต่ไม่มีโลกียรส ไม่มีตัวตนของตัณหาอุปาทาน ไม่มีชาติแล้ว ไม่มีตัวที่เกิดเป็น อภินัพพัตติ ไม่มีการเกิดทางจิตวิญญาณ แม้จะมีมโนสัญเจตนา เช่นเดี๋ยวไปเอาฟักทองอันนี้ลูกสวยๆมา เพื่อทำอาหาร เพื่อที่จะกินเอาธาตุอาหาร แต่ไม่เอาไปเสพรส อย่างนี้เป็นต้น

19/12/2555 19:07:33 ทุกข์เป็นอาริยสัจแต่สุขนั้นเป็นอัลลิกะ เพราะสุขนั้นเกิดเพียงแว้บเดียว ที่เหลือคือความทรงจำ สัญญา ไม่ใช่ความจริง ระลึกมาเป็นสัญญาเท่านั้น อาจมีเวทนาได้ เป็นรูปารมณ์ อรูปารมณ์ สำเร็จอารมณ์นั้นด้วยสัญญา ไม่ได้มีจริง คุณเอาความจำมาปรุง ของที่ผ่านไปแล้วไม่ให้ผ่านไปแล้ว เหมือนเอาขี้ที่ออกจากก้นมาแล้วมาขยำมันใหม่อีก ถ้าปัจจุบันแล้วคุณสัมผัส จึงอ่านวิญญาณได้ จะเห็นผีเห็นวิญญาณได้จริง

19/12/2555 19:14:06 พ่อครูพักเพื่อฉันยาลดอาการไอ...

19/12/2555 19:15:47 ต้องเชื่อตามหลักกาลามสูตร ฟังให้ละเอียดแล้วเอาไปพากเพียรปฏิบัติ ซึ่งพระพุทธเข้าท่านให้ตั้งต้นที่ กามภพ สุขนั้นไม่มีจริงแต่ทุกข์นั้นมีจริง สุขมันเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป สุขมันไม่แน่ไม่นอน ตอนแรกกินก็อร่อยสุข พอกินเข้าไปเต็มท้องความอร่อยก็หายไปไม่อยากกินแล้ว ความอร่อยไม่เที่ยง มันทำให้เราเป็นทาส ต้องไปหามาบำเรอมัน เช่นกามตายด้าน ก็ต้องไปหาไวอะกร้ามาเพื่อปลุกกาม กามเรื่องเพศนั้นรวมหมดเลย ทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจ เป็นสุขเป็นทุกข์ บำเรอกิเลสให้จัดจ้าน

19/12/2555 19:19:51 ส่วนทุกข์นั้นเป็นอาริยสัจของผู้ประเสิรฐ ถ้าไปยึดเป็นอุปาทาน ตัณหาอยู่มันก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ต่อไป

19/12/2555 19:20:16 ต้นยิ่งกว่ากามภพ ก็คือ อบายภพ ผู้ที่ฉลาดรอบรู้ดับอบายภพ ก็เป็นผู้ฉลาดรอบรู้ลำดับที่ 1 ของศาสนาพุทธ คือพระโสดาบัน โสดาปัตติยังคะ คือศีล 5 (องค์คุณของโสดาบัน)

19/12/2555 19:23:57 ศีลข้อ1 อย่าฆ่า อาหารไม่ต้องมีเนื้อสัตว์ก็อยู่ได้ แล้วจะมีปัญญาว่าพืชก็เป็นอาหาร พืชเป็นสิ่งที่ไม่มีวิญญาณครอง ส่วนสัตว์นั้นมีวิญญาณครอง มีกรรม มีการจองเวรจองกรรมกันได้ เราไม่จองเวรจองกรรมกับใคร ไม่ต้องไปผูกพยาบาทกับใคร แม้ใครจะมาทำร้ายเราเราก็ไม่ผู้พยาบาท เราหยุดแล้ว

19/12/2555 19:26:30 ความรักผูกพันนั้นเราก็ไม่เอา มีแต่รักแบบช่วยเหลือเกื้อกูล และไม่ไปจดจำเพื่อเอามาเป็นบุญคุณ หรือให้เขามาตอบแทนเราอีก สำหรับผู้ที่มีความกตัญญูเขาก็จะหาทางตอบแทนเอง

19/12/2555 19:29:01 เรื่องภพ พระพุทธเจ้าจึงให้ดับที่กามภพต่อ ซึ่งแจกแจงต่อไปคือให้ดับอบายภพก่อน ให้รู้วิญญาณสัตว์ที่เกิดขณะมีผัสสะ อย่าไปรู้แต่ว่ามีวิญญาณเมื่อตอนกายแตกตาย ซึ่งวิญญาณอย่างนั้นมันแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ให้รู้วิญญาณที่เป็นสัตว์แท้ๆในขณะที่ยังเป็นๆอยู่ แล้วทำให้ความเป็นสัตว์ทั้งสัตว์เทวดาสัตว์สวรรค์และสัตว์นรกตายไป ด้วยการดับเหตุที่ทำให้สุขทุกข์ กามภพเรื่องหยาบเมื่อดับได้จะเหลือในรูปภพ อรูปภพ

19/12/2555 19:31:37 เช่นสิ่งเสพติดต่างๆ บางอย่างทำลายระบบประสาท บางคนทำขายมอมเมาเขา แล้วเอาเงินไปสร้างอำนาจต่อ เท่ากับคุณฆ่าคนตาย แล้วเอาเนื้อคนตายไปแจกคนอื่นให้เขายินดีกับเรา ให้เขาคิดว่าเราเป็นประโยชน์ เช่นเดียวกับการเอารายได้จากน้ำเมาเอาไปสร้างโรงพยาบาล บริจาคโรงเรียน ซึ่งเป็นแค่เศษเงิน ส่วนใหญ่คุณเอาไปเสพ เอามาเป็นของกู มาเป็นอัตตา ตอนนี้มีสามหมื่นล้าน ถ้าลดลงมาไม่ได้ ต้องให้มันเพิ่มขึ้นอีก ก่อนจะตายต้องให้ได้แสนล้าน แล้วก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อน การสร้างบาปนี้ เรียกว่าอบายมุข ซึ่งเขาไม่ฟังหรอก เขาถือว่าเป็นสิ่งสำเร็จของชีวิต ได้ขึ้นป้ายว่าเป็นเศรษฐีท็อปของประเทศ แม้ไม่มอมเมา คุณเป็นเศรษฐีโดยเอาสัตว์มาเลี้ยงเพื่อขายแบบอัดฉีดให้มันโตไว ทำเป็นอุตสาหกรรมเพื่อส่งออก คุณฆ่าไก่ เอาชีวิตสัตว์มาเป็นเครื่องมือโลภให้แก่ตัวเอง อีกมากมาย

19/12/2555 19:35:53 ให้เรียนรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอบายภพ บางอย่างแฝงมาในสิ่งบันเทิงเริงรมย์เป็นยอดมหาอบายมุข แม้แต่อบายมุข 6 ก็ให้เลิกเสียเถิด การผิดศีล 5 การฆ่า การพูดปด การเสพกาม การเสพติดในสิ่งต่างๆ รวมทั้งการงาน ก็มีทุจริตอยู่ในนั้น อะไรที่ทุจริตอบายมุขทั้งนั้น อะไรที่ผิดศีล 5 อบายมุขทั้งนั้น

19/12/2555 19:37:59 ขั้นต้นผู้ที่ไม่ละเมิดศีล 5 ได้คืออาริยบุคคลขั้นต้น ถ้าทางกาย วาจา ไม่ละเมิด แม้จิตคุณยังมีอาการ ถ้าอาการแรงคุณก็ต้องออกมาข้างนอก แต่ถ้าคุณทนได้แม้น้ำตานองหน้า คุณก็ตัดโคตรมาเป็นโคตรภูบุคคล จนจิตมันลดมันจางคลาย จิตมันไม่เกิด มีปัญญารู้ชัดเจน มีโคตรภูญาณ รู้ว่าโคตรของสัตว์อบายไม่เกิดแล้ว

19/12/2555 19:41:56 อนาคามี แม้กระทบตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ไม่ต้องทน สิ่งที่เราชอบ จะทนได้ไม่ต้องเอามาเสพให้ได้สมใจแล้ว แต่ภายในใจจะละอายว่าเรายังมีเศษเหลือของกิเลสอยู่ มันเกรงกลัวสิ่งที่ชั่วมากพอ จิตจะแข็งแรง ทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ทนได้ไม่สวาปาม แต่มีกิเลสในจิต ถ้าหยาบเรียกว่ารูป ถ้าละเอียดเรียกว่าอรูป เป็นฌาน 4 จะสำนึกว่าเรายังไม่ดี guilty จะเห็นกิเลสว่าเป็นพิษภัย แม้เป็นรูปราคะ อรูปราคะ ส่วนมานะอุทธัจจะก็เป็นธุลีละออง

19/12/2555 19:42:52 ในกามภพ ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ แม้อนาคามี ปฏิบัติรูปภพ อรูปภพ ก็ต้องมีสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ในการปฏิบัติฌาน มีส่วนที่ชำระได้ให้ผลแก่ขันธ์ และมีส่วนที่เหลือที่ต้องชำระอยู่

19/12/2555 19:44:25 อาการที่มันซ้อนละเอียดมีได้ถึง เป็นอรหัตผลในอบาย ในวิโมกข์ 8 จะต้องสัมผัสด้วยกาย (กาเยน ผุสิตวา วิหรติ) มีกายสักขี ถ้าคุณมีองค์ประกอบภายนอกพร้อม แล้วสัมผัสอยู่ เป็นปัจจุบัน แล้วคุณมีปัญญาเห็นในวิโมกข์ 8 (ข้อ 1-3 คือรูปฌาน 4 ที่เหลือคืออรูปฌาน 4) ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง 7 ปียกไว้ คุณจะปฏิบัติได้ถึงอนาคามีเป็นอย่างน้อย

19/12/2555 19:48:58 นี่คือความหมุนวนอยู่ในสุข-ทุกข์-เฉยๆ แล้วไม่เรียนรู้โลกุตรธรรม ซึ่งคนไม่ค่อยชอบ เพราะเป็นธรรมะที่ขัดเกลากิเลส จะรู้สึกไม่เพราะ ซึ่งคนก็จะหาแต่ฟังธรรมเพราะๆ จะห่างไปสัจธรรมไปเรื่อยๆ ศาสนาหรือคำสอนก็จะเป็นดังกลองอานกะ

19/12/2555 19:53:47 โลกุตระนั้นคือผู้ที่รู้จักกระแสโลกุตระ คือโสตาปันนะ อย่างน้อยรู้จักโลกอบาย อย่างเช่นผู้ที่โกงกินเขามากมาย เป็นล้านๆ มันไม่มีความพอเพียงสันโดษ การทำเหล้าขาย ยิ่งคนกินมายิ่งขายดีมาก ก็ยิ่งเสียหายมาก คนที่เข้ากระแสจะรู้ว่านี่เป็นอบาย จะเลิกทำ การขายเหล้า ขายเนื้่อสัตว์ ก็เป็นอบาย ถ้าเราเข้ากระแสจะรู้ว่าเราไปยินดีอยู่ในอบาย ให้ตั้งจิตเลิกเลย แล้วไปหางานกุศลอื่นทำ แล้วเราอ่านจิตเราว่าได้แค่นี้พอไหม สันโดษไหม ดับอบายได้ก็เป็นอาริยะ ถ้าประเทศไทยปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ กฎระเบียบ กฎหมายจะไม่ต้องออกมามากมายอย่างนี้ ถ้าไม่ปฏิบัติ คนยังไม่ดี คนก็จะละเมิดกฎหมายอยู่ดี แต่ถ้าทำให้คนปฏิบัติธรรมได้อย่างน้อยถือศีล 5 ประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจเลย ให้ละอบายมุข

19/12/2555 19:59:11 ส.เดินดินสรุป...แค่ชุมชนเรามีคนที่ถือศีล 5 ละอบายมุข ก็ไม่มีเรื่องราวที่เป็นปัญหามากมายแต่อย่างใด ทำอย่างไรเราจะตามจับวิญญาณที่เกิดในขณะผัสสะในปัจจุบันขณะ ที่จะพาเราไปลงนรกขึ้นสวรรค์มานานแล้ว แค่อาหารไม่ถูกปากก็เกิดความแค้น กระทืบเมียตาย ในอดีตก็มีกษัตริย์ที่ติดในรสเนื้อสัตว์ จนต้องถูกออกจากการเป็นกษัตริย์ เพราะติดรสในเนื้อมนุษย์ เป็นอุปาทานที่ติดยึดฝังอยู่ในวิญญาณ ทำให้หัวปั่นเป็นเวรานุเวร จนบ้านเมืองวุ่นวาย ในปัจจุบัน แค่การเลี้ยงฉลองบ้านเมืองก็วุ่นวายกันใหญ่

            เมื่อเราจับวิญญาณในขณะผัสสะปัจจุบันได้ ความเป็นนรกสวรรค์ก็เบาบางลงลดน้อยลงไป ทำให้เราเข้าใจ เข้าใจนรกสิ้นไปเดรัจฉานสิ้นไปแล้ว ....จบ19/12/2555 20:04:40

 


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 14:28:58 )

551226

รายละเอียด

บันทึกย่อ เรียนอิสระฯ ณ บ้านราชฯ บันทึกโดย สู่แดนธรรม นาวาบุญนิยม

พุธ 26 ธ.ค. 2555 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน1 ปีมะโรง เริ่ม 18:03 น.

ตอน.. “ชาติดับนิพพานเกิด” (ดับอวิชชาฯ ตอน 12)”

1. ท่านฟ้าไทว่าทางคณะสมณะกำลังคัดเลือกข้อสอบ ว.บบบ. ให้อ่านหนังสือธรรมที่เป็นพุทธ ไม่กล้วยเหมือนปีที่แล้ว เป็นการศึกษาที่คิดออกแบบวางแผนมายากมาก จะให้ได้ดีที่สุดกับองค์ประกอบที่ดีที่สุด และผู้เข้าสอบก็อายุต่างกันมาก จึงท้าทายที่สุด ยากตั้งแต่เริ่มขบวนและยากทั้งการวินิจฉัย

2. พ่อครูว่าอย่าไปเกร็งจนรู้สึกน่ากลัวตามท่านฟ้าไทเลย ถ้าเราตั้งใจมาทำดีในนี้แล้ว ไม่มีทางเสีย นอกจากจะมาทำบาปในนี้ คนอื่นเข้าใจในความเป็นอาริยบุคคลว่า ต้องเป็นเรื่องลึกๆลับๆ ยากมืดแปดด้าน ต้องงมๆคลำๆ แต่อาริยะของพุทธนั้นแม้จะยาก แต่ก็เป็นเรื่องที่ล้ำลึกๆ แต่ก็ยิ่งสว่างขึ้นๆ มีความแจ่มใส เบิกบาน เปิดเผย กระฉับกระเฉง ฯลฯ

3. พ่อครูอ่านเล่ม16 ข้อ4-7 วิภังคสูตร จากเรื่องชาติ สัญชาติ สัญชานาติ สัญจรติ โอกันติ นิพพันติ อภินิพพันติ คือ ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลงเกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ ... พ่อครูแย้มข้อสอบปีนี้ว่า จะให้ความสำคัญในสาระต่างๆของคำว่าชาติ พ่อครูให้ถ่ายต้นฉบับที่เขียนปรับปรุงขึ้นใหม่ อธิบายคำว่าชาติ2อย่าง มี5ความหมาย 1.ชาติทางกาย 2.ชาติทางจิตวิญญาณ พ่อครูนึกถึงคนที่เข้าใจไม่ได้ ท่านฟ้าไทจึงสรุปว่า คุณ0556หาว่าพวกลูกๆนั้นไม่เข้าใจหรอก แต่ทำเป็นเข้าใจเพื่อหลอกลวง โกหกพ่อครูให้สบายใจ (เพราะมีน้ำจึงดำน้ำ อาจจะปั้นน้ำเป็นตัว พ่อครูกับท่านฟ้าไทสนทนากัน ถึงความเป็นอยู่แบบครูที่ต้องคอยเคี่ยวเข็ญลูกๆ) เป็นเรื่องธรรมชาติที่คนจะไม่เข้าใจในโลกความเข้าใจของคนอื่น จึง.. ยังไงๆ ก็ไม่เชื่อ

4. 6258ว่า “ถ้าจิตยังสัมผัสว่างเปล่าๆไม่ได้ มึงนั่นแหละรกโลก ยังยึดติดสรรพสิ่งเต็มๆ เทวทัตสันดานไม่เคยเปลี่ยน ดีแต่พูดๆๆ” พ่อครูเคยอธิบายเรื่องอุเบกขา จำแนกความว่างอย่างเคหะและแบบเนกข์ พวกเราฟังแล้วก็เข้าใจ แต่เขาไม่รู้เรื่องเลย พ่อครูย้ำการสัมผัสนักหนา แม้จะสัมผัสอยู่ก็มีจิตว่างเปล่า ... 4039ว่า “เมื่อจิตรู้สึกในสิ่งใดสิ่งนั้น จึงจะถึงความมีขึ้นมาในโลก .. ควบคุมโลกได้ จงจัดการที่จิต อย่าไปเสียเวลาจัดการอารมณ์ พ่อครูรู้และเข้าใจตามที่เขามาว่า เหตุในอารมณ์นั้นเป็นเพียงการปรุงแต่ง

5. สัญญานั้นย่อมจำ โดยเก็บสะสมข้อมูลความรู้เป็นสมบัติเก่าเอาไว้มาก การระลึกชาติของพพจ. ทรงระลึกรู้การผ่านความรู้อันมีครบหมดแล้ว พ่อครูบอกพระองค์ไม่เคยปฏิบัติธรรมเลย ตลอดเวลาที่แสวงหาในป่า 6 ปีนั้น ก็เป็นเพียงการไปชดใช้กรรมเก่า ที่เคยละเมิดต่อพระกัสปะพุทธเจ้า ดังมีในพระไตรฯ ล.32 ข.392 ว่า เราเป็นผู้ชื่อว่าโชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จากโพธิ-มณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูก บุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น ต่อจากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้ ไม่มีโศก(อโศก) ฯลฯ พ่อครูว่า ไม่ได้เอาหลักฐานมาข่มเบ่งเอาชนะคะคานท่านผู้รู้เก่าเลย

6. ผู้รู้ชอบอธิบายจิตวิญญาณ เป็นของคนตายไปแล้ว ไปเจอคนนั้นคนนี้ ก็ย่อมเจอจริงๆ เพราะเจอโดยมโนมยอัตตา ธรรมกายจึงแตกเป็นสองสำนัก เพราะเห็นพระพุทธเจ้าหัวแหลมกับหัวปุ้ม จึงแยกออกไปเป็นธรรมกายรังสิต นี้คือการเห็นโดยมโนมยอัตตาจริงๆ พ่อครูก็เคยเห็น เพราะเคยเล่นแบบนี้มา 8 ปี เล่นถึงอรูปพรหมกันเลยเชียว (พ่อครูกำลังยกตัวอย่างประกอบเรื่องชาติแบบโอปปาติกะ) ...

7. ที่จะต้องรู้จักโอปปาฯได้ด้วยการรู้นามรูป คือ 1.รู้ด้วยอาการ (สภาวะขณะนั้นของจิต-กุศล-อกุศล) 2.รู้ด้วยลิงคะ (ความต่างกันของนัยยะต่างๆ ในสภาวะจิต เช่นโลภต่างจากโทสะ) 3.รู้ด้วยนิมิต (เครื่องหมายชี้บอกสภาวะจิตขณะนั้น) 4. รู้โดยอุทเทส (คือ การยกหัวข้ออธิบายขยายความหมาย) (พตปฎ. เล่ม 10 ข้อ 60) ... สุขมันมาจากเหตุอะไร คือการกำหนดยึดสเป๊คอุปาทานเอาไว้ พอตรงกับอุปาทานก็สุขใจ เช่น คนติดรสปลาแดกว่าอร่อย แต่ฝรั่งไม่ยึดด้วยจึงไม่อร่อยตาม

8. พ่อครูอ่านความหมายของชาติทั้ง 5 ประการให้รู้ และเน้นบอกความหมายของชาติที่ 5 อันไม่มีใครเคยอธิบายได้ คือ ชาติที่พระอาริยะมาเกิดโดยมีปัจเจกภูมิมาแล้ว ในระยะแรกของชีวิตนั้น ท่านยังจะไม่สามารถระลึกรู้ตัวของท่านขึ้นมาเลย พ่อครูเรียกว่า “ลิงลมอมข้าวพอง” จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยมากระตุ้น (อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด) เกิดตามเหตุปัจจัยที่สร้างเพิ่มเติม ส่วนคนที่มีบารมีสูงแล้วก็ไม่ต้องสร้างเหตุเพิ่ม ดังนั้นสภาพลิงลมอมข้าวพองจึงมีได้แม้แต่ พพจ.

9. สัญชาติคือการบังเกิด มีคำว่าสัง หรือสัญ หมายถึงพร้อม, กับ, ดี, มีปัจจัยอื่นประกอบกับ หรือดี .. พ่อครูอธิบายคำว่า นิพพัตติ อันผู้รู้เคยแปลว่าการเกิดขึ้น ผลิตขึ้น พ่อครูว่านิพพัตตินั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดับ แต่เรารู้ดีว่าจิตส่วนไหนที่ดับ แล้วจิตส่วนไหนที่เกิด เราจะรู้ชัดโดยไม่ต้องเมาหมัด นิพพานคือการเกิดที่เกิดมาจากความตาย นิพพัตติตะจึงเกิดนิพพานสำเร็จแล้ว คือ ทำกิเลสได้ดับสนิท จึงเกิดจิตพิเศษ ... พ่อครูอ่านและอธิบายไปอย่างละเอียดดีมาก ไปขยายเรื่องความมี ความไม่มี ที่ลึกซึ้ง (ซึ่งผมเข้าใจ และเข้าใจถึงคนที่เข้าใจยาก พยายามที่จะเข้าใจ)

10. ท่านฟ้าไทสรุป ฟังธรรมของพ่อครูวันนี้ จะต้องเงี่ยโสตสดับฟังอย่างตั้งใจให้มาก คนที่รู้เรื่องดี ก็ย่อมไม่ใช่มานั่งโกหกแสดงอาการว่ารู้เรื่อง.

 


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 14:31:59 )

551231

รายละเอียด

31/12/2555 17:35:56 รายการภาคค่ำ งานโพชฌังคาฯ โดยพ่อท่าน ณ เดิ่นเบิงฝ้า

31/12/2555 17:36:53 วันนี้ต่างคนต่างลุ้นกันว่า พ่อท่านจะสามารถมาเทศน์ได้หรือไม่เพราะก่อนหน้านี้พ่อท่านมีอาการไอและเป็นหวัด ซึ่งไม่สามารถไปเทศนาได้สองวันแล้ว แต่วันนี้พ่อท่านก็สามารถมาเทศน์ได้

31/12/2555 17:44:58 พ่อท่านเกริ่นกล่าวให้ทุกคนไหว้พระด้วยใจที่ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง ซึ่งน้ำเสียงพ่อท่านวันนี้ก็มีเสียงแหบแห้งยังไม่หายจากอาการเป็นหวัดอย่างเต็มที่

31/12/2555 17:46:16 จริงๆแล้วพ่อท่านตั้งใจจะแสดงธรรมตลอดงานให้รู้ในธรรมะที่พ่อท่านเห็นว่าควรเปิดเผย เป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง พ่อท่านพยายามมากที่จะจัดสรร สร้างสรรธรรม พ่อท่านให้ทั้งเหตุการณ์พฤติกรรม และหลายองค์ประกอบศิลป์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ให้ได้สัดส่วนที่มีผลจูงนำไปสู่จุดหมาย

31/12/2555 17:47:57 การจัดองค์ประกอบศิลป์นี่เรียกว่า composition ซึ่งจะมีผลนำไปสู่ interest point ให้เป็นมงคลอันอุดม ซึ่งในโลกนี้ศิลปะไม่ใช่ศิลปะที่พระพุทธเจ้าสอน แต่เป็นอนาจารเสียมากกว่า ซึ่งการจัดสัดส่วนนี้ ในสัปปุริสธรรมคือ มัตตัญญุตา คือจัดองค์ประกอบให้มีอำนาจมีพลัง ต้องเข้าใจองค์ประกอบของดิน น้ำไฟลม และอื่นๆที่จะนำมาประกอบ ในระดับป.เอกทางศิลปะมีคนพูด อย่างดร.ถวัลย์ ดัชนี ซึ่งจบ ป.เอก ว่า เรื่องศิลปะนั้นต้องสูงส่งที่เข้าถึงจิตวิญญาณเป็นอภิธรรม ซึ่งศิลปะในระดับอภิธรรมหรือสัจจธรรม นั้นคนต้องมีภูมิจึงทำได้

31/12/2555 17:51:49 พ่อท่านพยายามฝืนคำห้าม เพื่อมาบรรยายธรรม ซึ่งมีผู้น้ำเสนอให้พ่อท่านพักในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้พ่อท่านได้พักจะได้หายป่วย แต่พ่อท่านก็ขอดูปัจจุบันธรรมก่อน

31/12/2555 17:52:50 พ่อท่านแสดงให้เห็นว่า วิภวตัณหา นั้น ไม่ใช่เจตนาเพื่อให้คนมานับถือ หรือได้บริวาร ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ไปล้มล้างลัทธิอื่น ไม่แม้แต่คนเข้าใจว่าเราวิเศษเราเก่ง แต่อย่างใด พ่อท่านมั่นใจว่าเราไม่ได้ไปโกหกใคร พ่อท่านมั่นใจว่าไม่ได้มีมโนสัญเจตนาอย่างนั้น ว่าไม่ได้มีจิตลามกอย่างนั้น ยืนยันว่านี่คือ วิภวตัณหา ไม่ใช่กามตัณหาหรือภวตัณหาแต่อย่างใด พ่อท่านจะได้สอนให้พวกเราล้าง กามตัณหา และภวตัณหา ซึ่งมีรูปและอรูป

31/12/2555 17:56:10 พ่อท่านได้อ่านโคลงสี่สุภาพ ของ อ.เป็นต้น นาประโคน

                     บำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม

 บำเพ็ญคุณค่าล้ำ                              เหลือหลาย      

เมื่อมุ่งมีจุดหมาย                              หลุดพ้น

เพาะบ่มจิตหน่ายคลาย             จากเหตุแห่งทุกข์

คุณค่ามากเหลือล้น                 ล่วงแล้วนิพพาน

          บำเพ็ญธรรมเพื่อพ้น     จากทาส

ธรรมประทีปพิลาส                  ส่องหล้า

มีธรรมย่อมองอาจ                  เยี่ยงอย่างนักรบ

ปลายอุโมงค์สว่างฟ้า               ส่องแจ้งแสงธรรม

          คุณธรรมอย่าหลุดแล้ง    โลกเลย

สรรพสัตว์อย่ามัวเฉย               ชักช้า

มัวนอนหลับหนุนเขนย             ขนาบแน่นอยู่ ฤา

มัจจุราชผงาดกล้า                   ห่อนง้อรอใคร

          กลียุคเริ่มดุร้าย            รุนแรง

บู้บทบอกตะแบง                               สัตว์บ้า

คนพาลเริ่มกำแหง                   เหี้ยมโหด สูเอย

ปลาเน่าหนึ่งบอกหน้า              คละเคล้าหมดหนอง

          ฝากข้อคิดขุดค้น                    จากใจ

บันทึกธรรมเป็นไท                  แน่แท้

มัวประมาทอยู่ไฉน                  วัยร่วงลับลา

ชีพดับลับโลกแล้                     ล่วงพ้นทุกข์เทอญ

                                                                        อ.เป็นต้น นาประโคน 27 ธ.ค. 55

31/12/2555 17:58:53 เป็นกวีที่น่าฟัง เนื้อหาดีมาก น่าฟัง ไพเราะใช้ได้

31/12/2555 17:59:11 พ่อท่านทำงานก็มีคนช่วย ทำคนเดียวไม่ได้หรอก มีคนอดตาหลับขับตานอนช่วยทำ ซึ่งเป็นไปได้ที่จิตมนุษย์มาช่วยกันทำเพื่อประโยชน์แห่งธรรมะเป็นหลัก เพื่อให้เห็นว่า เรากล้าลงทุน ลงแรง หนักลำลากเท่าไหร่เรากล้าทำ

ทำไมต้องทำใหญ่ เรือใหญ่ มาทุ่มอะไรกับเงินทอง ให้มาสอบเอาทองมาล่อก็เหมือนชาวโลก มีผู้ส่งข้อความมาว่า ไม่เห็นด้วย เอาทองมาล่อ เขาไม่เห็นด้วย ซึ่งพ่อท่านทำล้อเลียนกับโลก แต่มีรายละเอียดที่ไม่เหมือน ซึ่งจะไม่ลงรายละเอียด พวกเราต้องตามรู้ พ่อท่านใช้ สัปปุริสสธรรม และมหาปเทส เพื่อทำงาน ซึ่งพ่อท่านภาคภูมิใจในธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ได้ผลมาเรื่อยๆ บางคนบอกว่าพ่อท่านพาทำอะไรเรื่อยๆไม่เห็นมีหยุดมีหย่อนเลย ซึ่งพ่อท่านว่า เราทำอย่างรู้พักรู้เพียร

31/12/2555 18:05:40 ศาสนาพุทธในไทยทุกวันนี้ ไปใช้กม.ลูก ใช้วินัยมาเป็นหลัก แล้วก็ไม่ทำจริงด้วย ไม่ใช้ธรรมนูญพุทธ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ทำให้ประเทศเลวร้ายอย่างนี้

31/12/2555 18:07:09 ชาวอโศกมีกระจุกอยู่แค่นี้ แต่มีพฤติกรรม ตามมรรคองค์ 8 อยู่ในร่องในรอยของศาสนา มีฌาณ มีสมาธิ ที่ถูกต้องตามพุทธ เป็นสมาธิพุทธ เป็นญาณปัญญาที่รู้ว่าชีวิตที่เป็นโลกุตระ ที่เจริญ เป็นอย่างนี้ มีสาราณียธรรม เห็นจริงว่าเป็นไปได้ในพวกเรา เพราะพวกเราได้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า มีความเป็นเอกภาพ

31/12/2555 18:09:59 เข้าสู่บทเรียน ในพระไตรฯเล่ม 16 ซึ่งเป็นเรื่องของปฏิจจสมุปบาท

ว่าด้วยความ มี กับ ความไม่มี  ความมีนั้น คือ การเกิด การดับของโลก ส่วนความไม่มี นั้นคือสุญตา คือนิพพาน เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรมีอย่างยิ่ง โลกสมุทัย คือความเกิดแห่งโลก ส่วน โลกนิโรธนั้น คือความดับแห่งโลก

เราต้องรู้ต้นตอแห่งการเกิด หรือชาติ ซึ่งคือความเกิดที่เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ หรือโอปปาติกโยนิ ซึ่งเป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ คัมภีรา ทุทสา ทุรนุโพธา สัญญา ปณีตา

สัตตาโอปปาติกา ในข้อที่ 9 ของสัมมาทิฏฐิ 10 หากไม่เข้าใจอันนี้ แล้วปฏิบัติไม่เข้าถึงอันนี้ก็ไม่มีทางเจริญ ไม่มีทางสู่ผลสำเร็จ ถ้าไม่ได้ตรงต้นทาง คือมโนปุพพังคมาธัมมา เป็นความจริงเป็นความรู้พิเศษยิ่ง ของศาสนาพุทธโดยเฉพาะ

31/12/2555 18:16:16 สัตว์ทางใจ(วิญญาณ)นี้เห็นไม่ได้ด้วยตาเนื้อ (อนิทัสสนัง) ต้องเห็นด้วยตาปัญญา เห็นด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ใช้นามรูปปริเฉทญาณ แยกนามรูปได้ และต้องได้รับการอธิบายจากสัตบุรุษเสียก่อน การยกหัวข้อมาอธิบาย สาธยายนั้นคือ การอุเทศ จากสัตบุรุษเท่านั้น ในข้อ 10 ของสัมมาทิฏฐิ คือต้องพบกับสมณะพราหมณ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่แท้จริง ได้ฟังอย่างมีสัมมาทิฏฐิ และเข้าใจชัดๆ นำพาให้เห็นจิตเจตสิกรูปนิพพาน ต้องเห็นด้วยตาธรรมะ ไม่สามารถเห็นด้วยตาเนื้อ ต้องสัมผัสอย่างเหมือนตาเนื้อสัมผัส แต่ใช้ตาธรรมะ

31/12/2555 18:20:39 แต่เวลาปฏิบัติต้องมีสัมผัสทาง ทวาร 5 ด้วยแล้วจะเกิดการต่อเนื่องสู่ทวาร

ใจด้วย ในปฏิจจสมุปบาท ถ้าไล่จาก สัมผัส แล้วก็เกิดอายตนะ มีตากับรูป หูกับเสียงเป็นต้น พอสัมผัสจึงเกิดวิญญาณ  มีผัสสะแล้วจะเกิดเวทนา ถ้าอวิชชาก็จะปรุงแต่งสังขาร ให้เกิดสุขเท็จ (อัลลิกะ) คือสุขเท็จ สุขมันดับไปแล้ว แต่คุณจำมันไว้เป็นสัญญาแล้วคุณยึดว่ามันต้องได้ต้องมีต้องเป็นมันก็คืออุปาทานนั่นเอง อธิบายเพิ่ม ตอนคุณตาย มันเหลือแต่จิต จิตของคุณมันมีแต่รูปาวจร อรูปาวจร มันไม่มีกามาวจร ในจิตจึงมีแต่สุขหลอก ตามอุปาทานที่ติดอยู่กับคุณตลอด สุขนั้นมันแวบเดียว ยิ่งกว่าพยับแดด ฟองน้ำ ฯลฯ เราต้องมาศึกษามาอ่านจิตที่เราไปหลงสุขเท็จ แต่เป็นทุกข์แท้

31/12/2555 18:27:19 เราสัมผัสได้สดๆ ทุกข์สดๆ สุขสดๆ บำบัดสุขเท็จ บางทีนึกเอา เป็นมโนมยอัตตา สำเร็จความใครทางจิต มันคิดปรุงปั้น สำเร็จความใครทางจินตนาการ

31/12/2555 18:28:33 เมื่อมีสัมผัสภายนอก แล้วจะมีการต่อเนื่องเข้าไปในจิต ให้เรารู้ได้ มันไม่มีรูปร่าง ความสุข ทุกข์ โกรธ โลภ ไม่มีรูปร่าง แต่มันมีอาการอยู่ในจิตคือสิ่งที่มันเกิดจริงในจิต (เห็นจิตในจิตคือเห็นอาการจิต) แล้วเราก็กำหนดเครื่องหมายให้รู้ เป็นนิมิต เพื่อจับอาการนั้นๆให้ได้ แล้วกำหนดความต่างกันของอาการทั้ง ลักษณะ สุข ทุกข์ โกรธ โลภ เป็นต้น มันมีอาการต่างกันคือกำหนด ลิงค ที่แยกความแตกต่างของมัน แม้แต่อาการทางอุปกิเลส ชั่วดีต่างๆ เป็นจิตเจตสิก เราก็ไปกำหนดหมาย และที่พ่อท่านยกมาพูดนี้ ก็คือการ อุเทศ ซึ่งเราได้ไปเรียนรู้อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ก็จะรู้ นาม รูป คือมีนามรูปปริเฉทญาณ

31/12/2555 18:32:33 จะเห็นการเกิด อันดับแรกคือเห็น โอกกันติ ก่อน ซึ่งมีการเกิดต่อมาคือ นิพพัตติ และอภินิพพัตติ การเกิดอย่างนิพพัตติ คือการเกิดอย่างอรณะ ไม่ใช่อรณะ คือรู้การตายของจิตใจ ไม่มีรูปร่างแต่มันรู้ได้ ถึงการเกิด

31/12/2555 18:35:12เพราะมีการตายการสิ้นไป(ขีณตา) ของจิตใจส่วนหนึ่ง จีงมีการเกิด(นิพพัตติ) ของจิตใจอีกส่วนหนึ่งเพราะดับเหตุแห่งทุกข์คือกิเลส มี (นิพพาติ) แปลว่าดับกิเลส คือดับทุกข์

31/12/2555 18:35:24 เรื่องอย่างนี้เดาไม่ได้ ต้องเป็นสภาวะที่ผู้มีสภาวะจึงเอาสิ่งนั้นออกมาพูดได้ เราต้องทำคุณอันสมควรก่อนพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง

31/12/2555 18:36:19 การเกิดจำเพาะ(อภินิพพัตติ) เป็นการผุดเกิดขึ้นมาทันทีจากการตายที่ไม่มีซาก คือการเกิดทางจิตที่เป็นการปฏิบัติธรรม หมายเอาการเกิดทางอาริยะ รู้กิเลส ทำให้กิเลสตายได้ คือการตายของอกุศลจิตพอตายจบจิตที่เป็นจิตเจริญก็เกิดเป็นอภินิพพัตติ ไม่ได้เกิดแล้วแตกตัวหรือเกิดในไข่หรือในครรภ์แต่เป็นการเกิดอย่างโอปปาติกะ ไม่เหมือนกับการเกิดอาการเกิดโกรธ โลภ มันก็เกิดแต่มันหมุนเวียนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นไปตามไตรลักษณ์สามัญ ทุกคนเคยเกิดอาการแล้วมันก็หายไป คือมันตายไปชั่วคราว แต่มันไม่แสดงอาการ ซึ่งไม่ใช่การตายจริง มันยังวนมาเกิดใหม่ มันแค่พักยก บ้างก็เร็วบ้างก็นาน เป็น ไตรลักษณ์ที่เป็นสามัญลักษณ์ ผู้ที่สัมมทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้าจะรู้จักไตรลักษณ์ 2 อย่าง

          1. สามัญลักษณ์ นั้นมันไม่ได้ตายจริง กดข่มไว้ เช่นชาวฤาษีที่นั่งสมาธิทุกวันนี้ จิตคนอวิชชาจะหลงยึดติดว่ามันตาย หลงว่าจริงแล้วก็จะไปยึดติดว่ามันจริง นึกว่ามันพักยกนี่มันตายสนิท จริงๆมันยังเป็นอุปาทานอยู่

          2.ปัจจัตตลักษณ์  คือ การตายอย่างสัมมาทิฏฐิที่กำจัดอกุศลเหตุแบบถูกตัวตน ให้มันตายสนิทได้ ในขณะที่เราสัมผัสอยู่โต้งๆ เราก็ปฏิบัติอย่าง สมถะหรือวิปัสสนาหรือปหาน 5 เราสัมผัสอยู่แล้วเห็นว่ามันไม่เที่ยงอย่างเห็นสภาวะ ตามเห็นแล้วก็ให้มันลดลงได้จริงๆ อย่างมีปัญญา คนที่ยึดว่าเที่ยงนั้นจะทุกข์อยู่ชั่วกาลนาน แล้วพิสูจน์ให้มันรู้แจ้งว่ามันไม่ใช่ตัวตนมันไม่มีอยู่จริง มันเป็นสามัญลักษณ์อย่างนั้นไม่มีหยุดหย่อน แต่ถ้าเราปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ เราก็จะทำให้อกุศลหรือการยึดติดอุปาทานนี้ ตายลงได้ ซึ่งจะเห็นว่ามันพาเราเสพสุข ได้บำเรออัตตานี่คือโลกีย์ เห็นว่ามันไม่จริง มันพาทุกข์ มันสุขหลอก เราจะเห็นความไม่เที่ยง เห็นจางคลาย เห็นการดับของมัน ด้วยญาณปัญญาไม่กดข่ม เห็นได้ว่ามันตายจริง ไม่เวียนมาเกิดอีก อย่าง นิจจัง ทุวัง สัสสตัง อวิปรินามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง อย่างแท้จริง เห็นความปล่อยว่าง มุลจิตุกัมยญาณ ในญาณ 16 เราเห็นไตรลักษณ์เช่นนี้ เรียกว่าเป็น "ปัจจัตลักษณ์" คือเป็นเฉพาะตนเกิดผลจริงกับตนอย่างแท้จริง คุณทำมันเองให้หายไปอย่างไม่กลับกำเริบ ใครทำได้ก็เป็นปัจจัตตัง เฉพาะตน แต่จะอยู่กับโลกกับสังคมไม่ได้หนีไปไหน ไม่ได้หลับตา สัมผัสอยู่อย่างเปิดจิตขึ้นรับวิถีทุกทวาร เรากำหนดหมายการประมาณ จัดสัดส่วนอยู่กับสังคมด้วย สัปปุริสธรรม และมหาปเทส แม้โลกเขาจะมอมเมาเราก็ไม่หวั่นไหวไปกับโลก จิตที่เกิดอย่างนี้จึงถือว่าเกิดทางจิตใจหรือวิญญาณ ซึ่ง การเกิด (ชาติ) หมายถึงการเกิดของ สัตว์นรกเทวดามารพรหม อย่างแท้จริง เกิดเพราะจิตอกุศลนั้นตายลงอย่างไม่มีซาก จึงมีจิตที่เกิดขึ้นมาใหม่ ตายจากสัตว์นรก เกิดมาเป็นเทวดา อันเป็นการเกิดการตายอย่างไม่หยุดหย่อน เป็นสุขขัลลิกะแต่เป็นทุกข์แท้ ผู้เป็นอาริยะจะเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวตนจริงหรอก
31/12/2555 18:52:55 ถ้าเป็นชั้นสูงขึ้น คือจิตที่ตายจากสัตว์เทวดา ไปเป็นสัตว์พรหม คือจิตสงบไม่มีอาการในขณะนั้นเรียกว่าจิตมีนิโรธ ก็เห็นของจริง ถ้าเป็นพรหมแบบฤาษีอาจดับไปนานเป็นกัป แต่ไม่สนิท ไม่ดับอย่างนิรันดร เพราะไม่ได้ดับเหตุได้สำเร็จแท้จริง ศาสนาพุทธที่เป็นอเทวนิยมสามารถทำได้จริง ไม่กลับกำเริบได้แท้ คือการเกิด(ชาติ) การตาย(มรณะ คือการตายตามปกติ แต่ ในผู้สัมมาทิฏฐินั้นเรียกว่า อรณะ) อรณะคือไม่มีสงครามแล้ว คือไม่มีกิเลสแล้วนั่นเอง  ในปฏิจจสมุปาทนั้นคือการเปลี่ยนจาก มรณะ เป็น อรณะ นั่นเอง

31/12/2555 18:57:52 การตายอย่างถาวร นั้น คือ อดีตกับอนาคต ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่กลับกำเริบ เด็ดขาด ไม่ให้เหลือซาก ไม่เหลือเศษให้มันเกิดได้อีก ผู้ใดทำได้คือไตรลักษณ์ชนิด ปัจจัตตลักษณ์ ไม่ใช่ สามัญลักษณ์ทั่วไป (คำว่าปัจจัตตลักษณ์นั้นได้จากพจนานุกรมประมวลศัพท์)

31/12/2555 19:00:13 โอกกันติ ต่างจาก ขณิก ซึ่งคือการเกิดอย่างขณะชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น แม้ 1 วินาที 10 วินาทีก็ตามก็เรียกว่า ขณิก ส่วนโอกกันติกะ คือการเกิด ตาย อย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดหย่อนตลอดกาลนาน ซึ่งอุปาทานมันอยู่ในวิญญาณคุณ มันจะพักยกอยู่เป็นกัปก็ได้ ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น ถ้าจะทำให้มันตายก็ให้ตายอย่างต่อเนื่อง ไม่ตลอดเลย คนเราทั่งไปจะมีการเกิดอย่างโอกกันติ แต่เมื่อเรามาปฏิบัติธรรม จะมีการเกิดของการตาย คือเป็นนิพพัตติ กิเลสในตาย อกุศลจิตตายดับไป ก็มีกุศลจิตเกิด และอภินิพพัตติ ก็คือตัวนิพพานนั่นเอง

31/12/2555 19:03:33 "กามาวจร" คือภพของกามคุณ 5 หรือกามาทีนวะ คือการเกิดของกิเลสกาม ที่คนคิดว่ามันเป็นคุณ คุณต้องรู้กามาวจร มันต้องมีสวรรค์ทางทวาร 5 เมื่อไม่ได้เสพ มันก็มีนรกทางทวาร 5 ถ้าคุณตายไปคุณก็ไม่มีสวรรค์ทางทวาร 5 แต่คุณมีนรกคืออุปาทานที่ติดไปตลอด มันไปสู่กามาวจรไม่ได้เพราะไม่มี ทวาร 5 แล้ว คุณไม่รู้ว่าคุณดิ้นหรอก คนตายที่ไม่ได้ล้างกามาวจร ก็จะมีนรกแท้อยู่  ถ้าคุณเป็นอนาคามี คุณฆ่า กิเลส ทางทวาร 5 แล้ว สัมผัสคุณก็มัชฌิมา ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่อยาก ก็เฉยๆ ถ้าอนาคามีตายไป ท่านจึงไม่มีนรกทางกาม เพราะกามาวจรนั้นท่านไม่ต้องไปดิ้นแล้ว ส่วนคนที่มิจฉา นึกว่าตนเป็นอรหันต์ แต่คุณยังติดน้ำหวาน ติดหมาก บุหรี่ ตอนเป็นคุณยังไม่รู้ว่าติด เมื่อตายไปคุณก็ต้องไปแสวงหา นึกว่าตนดับอรูป รูป ไปแล้ว แต่ตนยังติดอยู่ในกามาวรอยู่นั่นเอง ไม่มีเจตนาจะว่าท่านจะข่มท่าน แต่มันต้องเปิดเผย ก็เคารพท่านในฐานะที่ท่านมักน้อยสันโดษ บางท่านก็แม้ไม่หลอกเอามาเป็นของตนท่านก็เอาไปให้ประเทศชาติ แม้แต่ฤาษีที่ไม่นุ่งผ้า ก็เคารพในฐานผู้นักน้อย เป็นทักขิเณยบุคคล ผู้ควรเคารพได้ เคารพในส่วนที่ควรเคารพ แต่สิ่งที่ผิดธรรมที่เป็นพุทธก็ต้องเปิดเผย สงสาร เมตตาด้วย จึงตำหนิ ได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตำหนิด้วยเกลียดชัง ไม่ได้มีสาเฐยจิต

เปิดเผยเพื่อไม่ให้คนหลงผิดต่อไป การมักน้อยสันโดษนั้นพระพุทธเจ้าให้มักน้อยอย่างอยู่กับมันแต่เหนือมันได้

31/12/2555 19:12:03 มาสู่บทเรียนทบทวน ในพระไตรปิฎก

 

31/12/2555 19:14:55 1.ใบไม้กำมือเดียว มี2 ความหมายคือ 1.บรรยายเฉพาะพาพ้นทุกข์ (อาริยสัจจ์) 2.อธิบายอย่างสั้นๆ แต่พ่อท่านไม่มีบารมีอย่างพระพุทธเจ้า จึงต้องอธิบายหว่านไปทั้งป่า อย่างอิสระตามสำนึก มีหน้าที่ให้อย่างเดียว พ่อท่านยังไม่ถึงขั้นสร้างศาสนา อย่างรวบรวมพลพรรค ยังไม่ถึงสยัมภู จึงต้องเหนื่อย ก็มีคนท้วงให้พัก ก็ต้องขอบคุณ ที่หวังดี แม้แต่ผู้หวังร้ายก็ขอบคุณ ซึ่งเหมือนกับเขาเอาของมาให้ถ้าเราไม่รับสิ่งนั้นก็เป็นของเขา

2. ผัคคุนสูตร

          [31] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย   อาหาร 4 เหล่านี้ ย่อมเป็นไป

เพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่อ   อนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร 4

 เป็นไฉน คือ (1) กวฬิงการาหารหยาบหรือละเอียด (2) ผัสสาหาร (3) มโนสัญเจตนาหาร

(4) วิญญาณาหาร    อาหาร 4 เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว

หรือ เพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ

31/12/2555 19:18:54 คำว่าแสวงหาที่เกิด ผู้ที่เป็นอาริยะอรหันต์จะแสวงหาอย่างไม่มีภพ พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้วิญญาณขณะเป็นๆ ตายไปแล้วเรียกว่า มโน หรือใจไปซะ ถ้าสามารถเรียนรู้อาหาร 4 ทุกคนต้องมีอาหาร อนาคามีนั้นชัดในกามาวจร รู้ในการปรุงแต่งในกามาวจร พระอนาคามี ไม่ต้องเรียน กวฬิงการาหาร และผัสสาหาร แต่ท่านจะเรียนเฉพาะ มโนสัญเจตนาหาร กับ วิญญาณาหารเท่านั้น 

31/12/2555 19:21:18 ในกามาวจร กวฬิงการาหารนั้นสำคัญ จนน่ากลัว ที่พระพุทธเจ้าท่านอธิบายใน ปุตตมังสสูตร ล. 16 ข้อ 240 ว่า

3. ปุตตมังสสูตร

[240] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก

เศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว

หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร 4 อย่างนั้นคือ 1. กวฬีการาหาร หยาบบ้าง

ละเอียดบ้าง 2. ผัสสาหาร3. มโนสัญเจตนาหาร 4. วิญญาณาหาร ภิกษุทั้งหลาย

 อาหาร 4 อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่

เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ

[241] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬีการาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เหมือน

อย่างว่า ภรรยาสามี 2 คน ถือเอาเสบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดาร

เขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดาร

อยู่ เสบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขา

ทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า เสบียงเดินทางของ

เราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย เสบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดาร

นี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆ

คนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตร

จะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากัน

พินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจ

นั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้าม

ทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่า

ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย

ดังนี้ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อ

ความคะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทาน

เนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม ใช่ พระเจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่า

ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬีการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้น

เหมือนกันแล เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬีการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่ง

เกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์

อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ

31/12/2555 19:25:27 พ่อทานอธิบายว่าการวงเล็บว่า (เปรียบด้วยเนื้อบุตร)นั้นจะดูว่าเป็นการเห็นไปในทางดีก็ได้แต่พ่อท่านว่าจะทำให้ความหมายการปฏิบัติเสียไป พระอานาคามีก็กินอาหารอย่างไม่ติดในกามคุณ ไม่มีกามาวจรแล้ว ไม่ดิ้นรนเดือดร้อนอยากไปกิน แต่จะมีความจำได้ว่ามีรสมีชาติอยู่ เราเอาความจำมาคิด ต้องแยกว่า เหลือเป็นความจำว่าอร่อยกับ เหลือเศษการติดในรสอร่อยอยู่ อนาคามีจะขายหน้าว่าเหลือเศษของการติดในอร่อยอยู่ ต้องเห็นความไม่เที่ยง เห็นวันมันหลอกเราอยู่ อนาคามีจะไม่แย่งหมู่ ไม่เป็นภัยกับหมู่ ไม่ยินดียินร้ายแล้ว อนาคามี ถ้ามีเสพ จะทุกข์มากกว่าสุข จะรู้สึกว่าเมื่อไหร่มันจะหมด ข้างนอกจะสบายจริง ไม่ทำให้เสียไม่เอามาปรุงแต่งให้ตัวเองหรอก

31/12/2555 19:33:47 พระพุทธเจ้าท่านยกเรื่องอาหารมาสอนในเรื่อง วิกาลโภชนา หรือมัตตัญญุตาจพัตตสมิง วิกาลโภชนานี่อย่างน้อยต้องกำหนดมือกำหนดคราว อย่างรีบร้อนปฏิบัติจนเลยเถิด กินอาการจนเลี้ยงร่างกายไม่พอ อะไรที่ติดมากก็งดเว้นไว้ก่อน เช่นหูฉลาม ปาท่องโก๋ เป็นต้น อะไรที่เราติดจัด มันเป็นโทษเห็นๆก็เลิก เอาอันอื่นมาแทน แล้วอ่านจิตในเรื่องกามคุณ ปฏิบัติในเรื่องอาหารนี่ถึงอรหันต์ ในเรื่องของกามคุณอื่น การสัมผัสเสียดสี ก็ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ในเรื่องเครื่องนุ่งห่มก็ต้องมีให้พอเหมาะ ที่อยู่อาศัยก็ให้พอเหมาะพอสม อย่างพวกเรานี่ไม่ต้องมีบ้านช่องเรือนชานก็ได้ ยารักษาโรค ไม่ใช่ยากินเล่น ไม่ใช่ยาเสพติด รักษาโรคจริงๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้อง ถ้าจำเป็นก็แล้วไป ส่วนบริขารอื่นๆ เช่นแว่นตา คอมพ์ฯ เราพิจารณาว่ามันต้องดีต้องหรู ตามที่เราชอบหรือไม่ เราเอาเนื้อๆที่จำเป็นต้องใช้ก็พอ อย่างพ่อท่านมีคนใช้คอมพ์ราคาแพงประสิทธิภาพสูง แต่พ่อท่านใช้เฉพาะเขียนหนังสือเท่านั้น ซึ่งในคอมพ์ฯมีผีเยอะเลย ซึ่งพ่อท่านไม่ได้อยากดูเลย

31/12/2555 19:41:07 สรุป เอาไว้ต่อ ในเรื่องของอาการ 4 เรื่องวิญญาณาหารสำคัญสุด

 

 


เวลาบันทึก 28 กุมภาพันธ์ 2563 ( 14:34:49 )

5600726

รายละเอียด

5600726_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะหนึ่งเดียวของโลกและอัตตา

สมณะฟ้าไทว่า…26 กรกฎาคม 2560 ที่บ้านราชฯ วันนี้ฝนตกเกือบทั้งวัน แดดไม่มีเลย น้ำท่วมแถวศรีสะเกษ หรือที่ใกล้เคียงน้ำท่วมแล้ว เราก็เตรียมเก็บของไว้ที่สูง  คงจะท่วมบ้างไม่มากก็น้อย

ที่บ้านราชฯช่วงนี้มีกิจกรรม ค้นหาพระโสดาบัน ก็มีคนมาร่วมกันมาก ได้ประโยชน์มาก และพ่อครูได้เน้นให้เราทำใจในใจให้เป็น อ่านกิเลส กาม พยาบาทเป็นไหมเราปรับสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะให้เข้าสู่สัมมาเพิ่มขึ้นหรือไม่

เรามาฟังธรรมที่นี่จะได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษผู้มีสยังอภิญญา สามารถรู้แจ้งโลกนี้โลกหน้า สามารถพาคนปฏิบัติได้ เมื่อเราทำได้ชัดเจน ก็จะเป็นคนโลกใหม่

พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็โอภาปราศรัย กับ  SMS วันที่ 24 กรกฎาคม 2560

 

33867ม๋าต๋ายุคล้ม..เผาเมืองเป็นผู้พิทักษ์สันติรัฐ(สภา)ไทยใหม่?โปลิศยุคคืนความสุขให้ปชช.ในชาติเป็นผู้ปราบปรามทุจริตชน!สิ่งที่ปชช.อยากได้จากตร.2แผ่นดิน คือหัวใจผู้พิทักษ์สันติราษฎ์เพื่อประโยชน์สุขราษฎรตามรอยพ่อฯ!

พ่อครูว่า... อาตมาก็วิจัยแล้วว่า ตำรวจมีอำนาจมากเกินไปในประเทศไทย จะปฏิรูปก็ยังไม่ลงเลย แม้แต่ทหารก็ยังทำอะไรไม่ค่อยได้ มีอำนาจบาตรใหญ่ซับซ้อนหลายชั้น เพราะมีเกี่ยวทั้งวัตถุ อำนาจ มวลชน เกี่ยวกับอรูปที่อาตมาก็บรรยายไม่ถึงทีเดียว มีทั้งเรื่องบุญคุณ ความเกรงกลัว เกรงกลัวคนก็ยอม มีบุญคุณคนก็ยอม แล้วแต่ใครจะเห็นบุญคุณใคร

กรอบขอบเขตสากลของตำรวจ ต่างประเทศก็ให้เป็นผู้ดูแลช่วยเหลือประชาชน ไม่ได้ให้มีอำนาจบาตรใหญ่อย่างนี้ เป็นผู้รักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนตามกรอบขอบเขต ก็จะต้องมีความสามารถที่จะดูแลได้ ถ้าต่างจังหวัดก็มีกรอบขอบเขตเขา สูงสุด ตำรวจไม่น่าจะมีความจริงใจเกินกว่ากรอบขอบเขตของแต่ละจังหวัด ไม่น่าจะมีอำนาจข้ามจังหวัดได้

เช่นในบ้านหลังหนึ่ง มีพ่อแม่ มีอำนาจสูงสุดในบ้าน ก็มีกรอบขอบเขตแค่ในบ้านตน ไม่ใช่นอกบ้าน มันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ที่จะมีอำนาจเกินกรอบขอบเขตที่ควรเป็น ไม่ได้ดูถูกตำรวจ แต่มันเกินกรอบขอบเขตมากไป

อาตมาก็แสดงออกตามความเห็นในทางประชาธิปไตย

 

เห็นเจดีย์ใหญ่ริมแม่น้ำถูกน้ำกัดเซาะพัดเจดีย์จมหายไปกับแม่น้ำอิรวดีในพม่า!เตือนภัยเพื่อนบ้านริมน้ำทั่วเอเซียบทเรียนภัยอันตรายที่ตามหลังอุทกภัยคือโคลน ลนถล่มดินทรุดตลิ่งพัง!ไม่มีกำแพงใดป้องกันอุทกวิปโยคได้นอกจากถอยร่นไปตั้งหลักก่อนหายไปกับน้ำ!

 

_3867 ร.ร.สสข.คงมีฝึกสอนเด็กนร.ว่ายน้ำเมื่อเจอภัยน้ำหลากอย่าว่ายทวนน้ำให้ว่ายตามน้ำ!บอกต่อผองเพื่อนยิ่งว่ายต้านน้ำยิ่งเสี่ยงสูญแรงพัดพาจมหาย!

พ่อครูว่า...คือให้ว่ายแบบมีองศา ที่จริงว่ายตรงไป ฝืนบ้างไม่มาก แล้วน้ำจะพัดไปสู่จุดเหมาะสม แต่ถ้าทวนไปนี่ไม่ได้ ตามเลยก็ไม่ได้

 

_3867พิธีกรรมเก่าแก่ของพุทธจีนในวันตรุษจีนสารทจีนจะหยุด  ด้วยธูปเทียนตามลัทธิอื่นได้ฤา?พิธีก.แต่โบราณของพุทธไทยจะหยุดไหว้ด้วยธูปเทียนได้ฤา?พ่อค้าสังฆภัณฑ์แม่ค้าผลิตธูปเทียนคงถาม?

พ่อครูว่า…

 

_3867ยุคไอทีภิวัฒน์เจริญด้วยนวัตกรรมใหม่มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์เช่นถ่านเตาครัว,ยากันยุง,ธูปเทียนฯลฯทำจากสมุนไพรสูตรลดควันน้อยลงฯสิ่งเก่าแก่ที่เปลี่ยนแปลงพิธีก.ไม่ได้แต่แปรรูปสิ่งที่ใช้ในพิธีกรรมได้!สณ.สม.เห็นเป็นเช่นไร?

พ่อครูว่า...ก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ อย่างครัวเตาถ่าน ก็ไม่เป็นพิษภัยเกินการณ์อะไร ถ้ายากันยุงมีสารพิษก็ต้องศึกษา โดยเฉพาะธูปเทียนที่ใช้บูชา อันนี้อาตมาตัดสินได้เลยว่า ไม่มีประโยชน์อะไร เปลือง ดีไม่ดีไหม้ข้าวของบ้านเรือนไหม้มาเยอะแล้ว ทรัพย์สินหมดเพราะธูปเทียนแค่อันเดียว ก็มีมาแล้ว

คนตายไปแล้วไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย มารับรู้หรอก แล้วจะไปบอกว่าจิตหยั่งรู้เอง ก็คิดง่ายๆ จิตวิญญาณที่ยังไม่มาเกิดในโลกนี้ ไม่ได้เกิดมามีอาการ 32 นั้นมันนับไม่ถ้วนไม่ได้อาศัยสถานที่  วัตถุ อะไรเลย ละเอียดจนเข้าใจไม่ได้

พูดถึงกายทิพย์ นิรมานกาย อาทิสมานกาย ธรรมกายกัน จนอธิบายไม่ไหว เกินกว่าสภาวะรูปธรรม เกินอรูปที่เราไม่สามารถเดาได้เลย แค่เสียงแสง กลิ่น รส สัมผัส เราก็รู้สู้สัตว์เดรัจฉานไม่ได้เยอะไป  มันละเอียดสัตว์รับได้ แต่เรารับไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น มันเกิน เราเองก็ไปตามเหตุปัจจัย สังขาร สังเคราะห์

 

_0015หลักสูตรสัมมาสิกขา มีการเรียนลูกเสือ ยุวกาชาดบ้างหรือไม่ครับ

  พ่อครูว่า...มี ของเรามีเต็มสภาพ เราก็เลยไม่มีบัญญัติเอาเนื้อหาเราเป็นเลย มีนามธรรมแล้ว

 

_0015การเดินสายไหว้พระ 9 วัดเกิดอานิสงส์อย่างไรครับ

  พ่อครูว่า...ไม่เกิดประโยชน์มีแต่ความเสีย เสียเงินทองเสียเวลา เสียแรงงาน แต่ถ้าจะไปสงเคราะห์เกื้อกูล อุดหนุนจุนเจือ คุณไปเถิด ได้ประโยชน์แน่ แต่ถ้าจะไปวัดเหล่านี้เพื่อให้เกิดความหลงติดยึด ก็ไม่น่าไป คนสายศรัทธานี้เสียเวลากว่าสายปัญญาสองเท่า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 3 ประเภท

จำแนกตามความยิ่งหย่อนของปัญญา ศรัทธา และ วิริยะ คือ

1. ผู้ที่เป็นปัญญาธิกะ ยิ่งด้วยปัญญา สะสมบารมีน้อยที่สุดคือ 4 อสงไขยแสนกัปป์

2. ผู้ที่เป็นสัทธาธิกะ ยิ่งด้วยศรัทธา สะสมบารมีปานกลางคือ 8 อสงไขยแสนกัปป์

3. ผู้ที่เป็นวิริยาธิกะ ยิ่งด้วยวิริยะ สะสมบารมีมากที่สุดคือ 16 อสงไขยแสนกัปป์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม 2 ภาค 3 ตอน 1 - หน้าที่ 17

 

_6965ขอนอบน้อมแด่หลวงปู่ครับ ขอท่านจงสุขภาพแข็งแรงนะครับ{ดอกแคขาว}

 

SMS เฟซบุ๊ค

 

_วาส ทองจันทร์ · กราบมัสการพ่อครูเป็นอย่างสูงครับ วันนี้ฟังพ่อครูที่บ้านทางบุญนิยมเพราะกระผมได้กราบลาท่านฟ้าไท กลับบ้านเพื้อมาหาหมอและรับยา พอเสร็จธุระที่บ้านก็จะรีบกลับบ้านราชครับ

 

_SMS วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 (สมณะสิกขมาตุ-สันติอโศก)

 

_3867นมก.พ่อครูณ.บวรบ้านราช!สณ.สม.จรธ.ญตธ.บวรสันติโศก!กับธ.สันติสุขในจิต!สันติธรรมในใจ!เพื่อสังคมสุขสงบสันติสาธุ!seufaasin

 

_3867กราบอนุโมทนาธ.ท.จันทร์ ท.ซึ้งท.ฉิกตาฯกับธ.อันให้ เกิดการลดอัตตาด้วยทุกกรรมกิริยากับบุคคลสังคมสิ่งแวดล้อมทุกที่อันเกื้อกูลให้จิตวิญญาณละกิเลสได้จากสัปปายะ

 

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน องค์คุณ 4 โสดาบัน

_ทำทุกข์ที่เกิดปัจจุบันให้เป็นศูนย์ได้ก็เป